Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
ฟันธงจอ LED Monitor สุดคุ้ม 3 ช่วงราคา ตามงบเป๊ะๆ
ใครทำกำลังมองหาจอมอนิเตอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยน เจ้าแก่ตัวเดิมที่บ้าน ที่สีสันเพิ้ยน จอเหลือง หรือกระทั่งเจ้าจอตู้แบบ CRT ล่ะก็ Commart นี้ก็น่าจะเป็นโอกาสอันดีแล้วล่ะครับ ที่จะได้เปลี่ยนจอใหม่ให้ชีวิตสดใสกันสักที ใครที่มองหาว่าจะซื้อตัวไหนดี งบมีแค่นี้ไม่รู้จะเอาตัวไหน เราจัดมาให้แล้วครับ กับ 3 ช่วงราคาที่ตรงงบประมาณที่ถามไถ่กันมาเยอะที่สุด อ่านดูเก็บไว้เป็นตัวเลือกแนวทางได้เลย หรือใครจะซื้อตามเลยก็ฟันธงครับว่าคุ้มสุด เป๊ะๆราคาต่ำกว่า 5,000 บาท เด่นๆเลยนี่ต้องยกให้ acer เลยครับกับรุ่น S221HQLbd จะได้เป็นจอ LED เลย เป็นจอแบบ LED ด้วยในราคาที่ต่ำกว่า 5,000 บาท ขนาดจะเป็น 21.5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 อัตราค่าคอนทราสท์สูงถึง 12,000,000:1 พอร์ตเชื่อมต่อมาตรฐานครบๆ VGA/DVI โดยราคาอยู่ที่ 4,590 บาท คุ้มสุดๆจริงๆมาต่กอกันที่งบต่ำกว่า 7,000 บาทกันบ้าง รุ่นสุดคุ้มในงบระดับนี้ตกเป็นของ Samsung ครับ แบรนด์อันดับ 1 เรื่องจอของเมืองไทยเลย รุ่นที่คุ้มสุดในราคานี้คือ BX2331 จอ LED ขนาด 23 นิ้ว ที่มีความบางเพียง 30 mm. เท่านั้น พอร์ตมาตรฐาน VGA และ DVI ก็มีมาให้ และนอกเหนือไปจากนั้นก็มี HDMI มาให้ด้วยอีก 2 ช่อง ราคาค่าตัว 7,000 บาทพอดิบพอดีเป๊ะช่วงราคาสุดท้ายคือ 10,000 บาท แต่ตัวที่เลือกมานี้เกินไปนิดนึงครับคือ 10,500 บาท กับจอของ Samsung อีกตัวเช่นกัน คือรุ่น PX2370 สิ่งที่จะได้จากจอราคาระดับนี้แล้วนอกจากประสิทธิภาพที่ดีแล้ว มันก็จะมาพร้อมกับดีไซน์การออกแบบที่ดูหรูหราด้วย ตัวนี้สเป็กจะคล้ายกับ BX2331 ที่แนะนำไปด้านบน แต่ตัวเครื่องจะสวยกว่า และบางกว่าเพียง 16.5 mm. เท่านั้น และการประหยัดพลังงานที่ดีเยี่ยม
รีวิว: Acer LCD Monitor Touch Screen 23″ – T231H [จิ้ม ลิ้ม ลอง]
ดูรีวิวจอมอนิเตอร์จาก LCDSpec กันมาก็หลายตัวแล้ว อาจจะอยากดูนวัตกรรมใหม่ๆกันบ้าง จอมอนิเตอร์ที่จะเอามานำเสนอในคราวนี้ เป็นยี่ห้อที่เป็นที่รู้จักกันที่ในบ้านเราอย่างแน่นอน โดยเราได้นำเอารุ่น T231H ขนาด 23 นิ้ว มาให้ชาว LCDSpec ได้สัมผัสกัน บอกก่อนเลยว่าเป็นจอที่แปลกแตกต่างจากจอทั่วๆไปแน่นอน เพราะว่ามันเป็นจอสัมผัส!สเป็กเครื่องโดยรวมก็ยังคงเป็นมาตรฐานเหมือนจอรุ่นอื่นๆ แต่จะมีความสว่างที่โดดเด่นขึ้นมาหน่อย เป็น 300cd/m2มาดูตัวเครื่องกันดีกว่า อาจดูแปลกตาสักหน่อย เพราะว่ามันไม่มีฐานขาตั้งยกให้จอลอยขึ้น แต่ว่าจะมีขายื่นลงมาทางด้านข้าง 2 ขาแทนตรงกลางขอบด้านล่าง ระบุยี่ acer ห้อชัดเจน ด้วยตัวอักษรนูนชุบเงา ดูหรูหรามูมขวาบนสกรีนตัวหนังสือสีขาว บอกชื่อรุ่นเอาไว้ T231H นั่นเองขาตั้งจะเป็นแท่งพลาสติกใส ทางด้านขวาของจอจะก็จะเป็นปุ่มเปิด/ปิดจอ ที่มีไฟบอกสถานะในตัว เมื่อมีสัญญาณเข้าปกติ ไฟจะเป็นสีฟ้า แต่ถ้าไม่มีสัญญาณ หรือว่าปิดพัก stand by เอาไว้ ก็จะเป็นสีส้มความบางของตัวเครื่องอาจจะดู ไม่บางมากสักเท่าไหร่ เพราะว่าต้องชั้นเซ็นเซอร์ของหน้าจอมากกว่าจอปกติทั่วๆไปและอีกสาเหตที่ทำให้มีความหนาอยู่เล็กน้อย คือตรงบริเวณกล่องด้านหลัง ที่ใช้เป็นช่องระบายความร้อน และเก็บแผงวงจรภายในกลางฝาหลังก็มีขึ้นรูปพลาสติกนูนต่ำเป็นโลโก้ยี่ห้อ acer ตัวใหญ่เอาไว้ด้วย ดูสวยงามที่ด้านหลัง ก็จะมีขาอีกขาคอยยันเอาไว้ จะสังเกตเห็นว่ามีแกนหมุนได้ตรงขอต่อของขาตั้งด้วยเหตุผลก็เพื่อให้มันสามารถปรับเอนลงไปได้มากขึ้น ตามความเหมาะสมของผู้ใช้งานเมื่อปรับเอนเครื่องลงไปจนสุด ขาตั้งใสก็จะนาบลงไปกับพื้นพอดีการปรับแต่งค่าต่างๆ ก็จะใช้ปุ่มที่เรียงอยู่ใต้ขอบหน้าจอทั้งหมด มีทั้งหมด 5 ปุ่ม แต่ว่าไม่มีการสกรีนตัวหนังสืออะไรบอกเอาไว้บนตัวเครื่อง แต่จะโชว์ขึ้นมาในเมนูบนหน้าจอ เมื่อเรากดปุ่มที่ด้านหลังก็จะมีพอร์ตการเชื่อมต่อมาตรฐานมาให้ครบ HDMI, VGA, DVI แต่จะเห็นว่าทางด้านขวามีช่อง USB ด้วย ไม่เหมือนใคร เพราะต้องเอาไว้ใช้ต่อสำหรับการใช้ฟังชั่นหน้าจอสัมผัสนั่นเองอีกด้านเป็นช่องต่อสายไฟ จำหรับจ่ายพลังงาน และช่องต่อเสียง เพราะว่ามีลำโพงในตัวด้วย
LG Cinema 3D TV กับความสามารถที่เหนือกว่าคู่แข่งกับการชมภาพ 3 มิติ แบบเดิมๆ
จะไปแล้วนั้นในตลาดของทีวีตอนนี้ มีทีวีที่เป็น 3 มิติ ให้เลือกซื้อกันมากมายหลายรุ่นหลายยี่ห้อด้วยกัน รวมไปถึงยังมีราคาที่ถูกลงกว่าสมัยที่เปิดตัวทีวี 3 มิติใหม่แรกๆ พอสมควร ซึ่งโดยส่วนมากทั้งหมดจะมาพร้อมกับเทคโนโลยี 3 มิติ ที่ต้องอาศัยแว่นเป็นตัวตัวกลางในการรับชม หลายยี่ห้อผู้ผลิตทีวีเลือกที่จะใช้เป็นแบบ Active Shutter Glasses ที่นับได้ว่าจากทดลองใช้งาน มันก็ได้ผลลัพธ์ทีน่าประทับใจอยู่พอสมควร?แต่หากจะพูดกันตามจริงก็คือ ยังมีข้อจำกัดอยู่หลายๆ อย่างด้วยกัน อาทิ น้ำหนักที่ค่อนข้างมาก, ต้องอาศัยพลังงานจากแบตเตอรี่, ราคาสูง, มุมมองการรับชมไม่มาก รวมไปถึงยังมีอาการภาพกระพริบให้เห็น ส่งผลโดยตรงให้สายตาไม่เกิดอาการเมื่อยล้าเมื่อรับชมเป็นเวลานานๆแต่ในตอนนี้ทาง LG ได้ทำการส่ง?LG Cinema 3D TV ที่ใช้เทคโนโลยีในการชมภาพ 3 มิติ อีกประเภทหนึ่งก็คือ?Polarized ที่ปกติแล้วนั้น เราจะได้เห็นเฉพาะในโรงภาพยนตร์้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น โดยอาศัยเทคโนโลยีการสร้างภาพสามมิติที่ใช้พาเนลชนิดพิเศษ Film Patterned Retarder (FPR) ในการรวมสัญญาณภาพสำหรับตาซ้ายและขวาซึ่งจะถูกแยกออกจากกันอีกครั้งเมื่อผ่านฟิลเตอร์ Polarized?ของแว่น 3 มิติ ช่วยให้ผู้รับชมมองเห็นเอฟเฟ็กต์สามมิติที่ดีขึ้น โดยปราศจากปัญหาภาพเหลื่อมซ้อน ภาพกระพริบและลดปัญหาความเมื่อยล้าของสายตานอกจากนี้ LG?ยังได้พัฒนาฟีเจอร์ 3D Light Boost แผ่นฟิล์มชนิดบางพิเศษซึ่งวางบนหน้าจอ แก้ไขปัญหาเรื่องความสว่างของภาพที่ลดลงในระบบสามมิติทั่วไป โดยการปรับระดับความสว่างของภาพสามมิติให้ถึงขีดสุด และเพิ่มความคมชัดของภาพเพื่อประสบการณ์ในการรับชมภาพยนตร์สามมิติที่ยอดเยี่ยม ที่สำคัญแว่นตาของ LG นั้นยังมีราคาที่ไม่สูงมากนัก รวมไปถึงไม่ต้องใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ ส่งผลให้เมื่อเทียบกับคู่แข่งก็ถือได้ว่า?LG Cinema 3D TV มีคุณสมบัติด้าน 3 มิติที่เหนือกว่า พร้อมราคาที่ถูกกว่าอีกด้วยพูดไปอาจจะมองไม่เห็นภาพ ยังไงลองดูวีดีโอด้านล่างกันนะครับ ที่จะบอกถึง LG Cinema 3D TV ว่าเหนือกว่าทีวี 3 มิติ ของคู่แข่งอย่างไรกันบ้าง1. มีนำ้หนักที่น้อยกว่า ทำให้สวมใส่ได้สบายกว่า2. ราคาที่ไม่สูงมากนัก ทำให้ตัดสินใจในการซื้อหาเพิ่มได้ไม่ยาก3. ไม่ต้องใช้พลังงาน จึงไม่จำเป็นที่ต้องชาร์จไฟให้แบตเตอรี่4. ไม่จำเป็นต้องดูในที่ที่มีแสงน้อย เหมือนกับแว่น 3 มิติแบบเดิมๆ5. มีองศาในการรับชมที่ยืดหยุ่น ทำให้ไม่เสียอรรถรสในการรับชม6. มีมุมมองในการรับชมที่กว้าง ไม่อึดอัดเวลาดูด้วยกันหลายๆ คน7. แว่นตา LG Cinema 3D TV ไม่กระพริบ ทำให้ไม่เมื่อยล้าสายตา
จอแบบใหม่จาก Toshiba เชื่อมต่อได้ด้วยแค่ USB เส้นเดียว!!!
 สำหรับคนที่ต้องการจอที่ 2 ในการทำงานละก็ อาจจะอยากได้เจ้า Toshiba USB Mobile LCD Monitor นี้ไปใช้กันก็ได้นะครับ เนื่องด้วยมันเป็นจอภาพที่ใช้การเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เพียงแค่สาย USB 2.0 เพียงเส้นเดียวเท่านั้น โดยจะทำการรับสัญญาณภาพและไฟฟ้าผ่านทางสาย USB เพียงเส้นเดียวนั่นละครับโดยจอก็มีคุณสมบัติต่างๆดังนี้- เป็นจอ LCD ขนาด 14 นิ้ว- ความละเอียดจอ 1366?768- ค่า contrast ratio เพียงแค่ 400:1- Response time สูงถึง 16ms (ที่จริงแล้วยิ่งน้อยยิ่งดี)- ความสว่าง 220 nits- แสดงผลสีได้เพียงแค่ 256,000 สีเท่านั้น- น้ำหนัก 1.27 กิโลกรัม- สามารถสั่งซื้อได้ทางเว็บ ToshibaDirect ในราคา $199 (ประมาณ 6,400 บาท)ถ้าดูจากสเปกแล้ว คงจะไม่เหมาะกับการเล่นเกมหรือทำงานที่เกี่ยวกับภาพแน่ๆ แต่ถ้านำไปใช้กับงานเอกสารก็น่าจะโอเคอยู่ แต่ผมว่าน่าจะเหมาะกับการใช้เป็นจอรองที่แสดงพวกค่าต่างๆ อย่างอุณหภูมิ การใช้งาน CPU ระหว่างเล่นเกมในจอหลักอย่างนั้นซะมากกว่านะ ถ้าซื้อไปใช้แบบนั้นละก็ นับว่าน่าสนใจมากๆเลยทีเดียวครับ ที่มา : www.notebook4game.com
รวมโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LED, LCD Monitor ในงาน COMMART CEMART ’11
สวัสดีครับ วันนี้ทางทีมงานขอนำโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LCD Monitor, LED Monitor ภายในงาน COMMART CEMART ’11 มาฝากกันนะครับ เรียดได้ว่างานนี้ก็ลดราคากันสะใจเช่นเดิม ใครที่สนใจจะซื้อ Monitor แล้วมาเดินในงานรับรองว่าได้หิ้วกลับไปแน่นอนครับ เรามาเริ่มชมในส่วนของ Plenary Hall กันก่อน ที่เด่นเลยก็จะมีบูธของ Benq กับ Acer ที่เอา Monitor มาขายแบบจริงๆ จังๆ อยู่ราคาก็จัดได้ว่าหลากหลาย ตามขนาดหน้าจอเลยครับAcer ก็มาบูธใหญ่ใช่ย่อย ราคาดูแล้วก็น่าสอยกันเช่นเดิม ที่น่าสังเกตคือมีแต่จอ LED Monitor มาขายทั้งนั้นเลยLED Monitor แบบ 3D ก็มีมานะครับแถมยังมีเครื่อง HD Media Player มาขายในงานด้วย ราคาก็จัดได้ว่าไม่แพงครับ ดีไซน์ก็ดูหรูดีมาต่อกันที่โซน C บ้างครับ ที่ส่วนมากจะเป็นตามร้าน JIB, Banana IT, Jet มาเปิดขายในส่วนของคอมพิวเตอร์ แล้วพ่วง Monitor มาขายด้วยเลย แน่นอนว่ามีให้เลือกมากมาย โดยแต่ละยี่ห้อก็วางข้างกันเลย ซึ่งทำมห้เราเปรียบเทียบในการซื้อได้ง่าย เป็นอย่างดีชมกันได้เรื่อยๆ เลยนะครับแบบว่าแอบยี่ห้อ Viewsonic มาขายในงานด้วย ที่เรียกได้ว่าเป็นของหายากเลยทีเดียว สำหรับยี่ห้อนี้อีกทั้งนอกเหนือจากนี้ยังมี Monitor จาก Philips มาวางขายด้วยเช่นกัน ใครที่ชื่นชอบยี่ห้อนี้อยู่ ก็ต้องไม่พลาดเข้าไปชมนะครับเป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับโปรโมชั่นของ Monitor ภายในงาน COMMART CEMART ’11 เอาเป็นว่าใครว่างๆ เสาร์อาทิตย์นี้ ก็ไปเดินเล่นเดินชมกันได้นะครับ อาจจะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาก็เป็นไปได้ ?^^
Acer Slim LED S Series จอบางได้ใจ ดีไซน์เรียบหรู ให้ความคมชัดสูงสุดถึง 100ล้าน:1
ลงตัวกับทุกองศา ประหยัดพื้นที่กับความบางของหน้าจอไม่ถึง 15?มม. ตัวเครื่องสีดำมันวาว เรียบลื่นในทุกสัมผัส หน้าจอ widescreen 16:9?ความละเอียดสูงสุดระดับ?Full HD 1080P?ความเร็วตอบสนองสูงสุด?2?มิลลิวินาที ให้เฉดสีถึง?16.7?ล้านสี คมชัดทุกรายละเอียดด้วยค่าความคมชัดสูงสุดถึง100,000,000: 1?พร้อมด้วยเทคโนโลยี?white LED backlight?ที่ปราศจากสารปรอทช่วยลดมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานสูงสุดถึง68%?พร้อมฉลากรองรับการประหยัดไฟเบอร์?5?เชื่อมต่อความบันเทิงด้วยช่องเชื่อมต่อสัญญาณ?VGA,DVI?และHDMIในบางรุ่น มีให้เลือกถึง?5?ขนาด ได้แก่?S192HQL(18.5?), S202HL(20?), S220HQL?และ?S222HQL (21.5?), S230HLbd?และ?S232HLCbid (23?), S242HLCbid (24?) สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง?3,690?บาท (ราคารวม?VAT?แล้ว) สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอเซอร์?คอลล์เซ็นเตอร์?ที่เบอร์โทรศัพท์?0 2685 4311 หรือคลิกไปที่?www.acer.co.th 
เพื่อสีที่ถูกต้องสมจริง เรามา Calibrate หน้าจอ Monitor กันเถอะ
By: por | Date: 19 November 2010 | | 13 ความเห็น

>>> ในหน้าสุดท้ายมีกิจกรรมเล่นเกมกันสนุกๆ ด้วย อย่าลืมมาร่วมเล่นกันนะครับ

คุณเคยประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่งภาพบนหน้าจอตัวเองว่าสีสวยแล้ว พอส่งไฟล์ไปให้เพื่อนกับพบว่าสีไม่เห็นเหมือนบนจอเราเลย ทั้งมืด ทั้งเพี้ยน แล้วไหนจะเอาไปอัดอีก สีไปกันใหญ่เลยคราวนี้

calib

วันนี้ LCDSPEC.COM เรามีคำตอบมาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า จอภาพและอุปกรณ์แสดงผลภาพทำงานโดยมี Color Space ที่ต่างกัน

CIE 1931 color space

Color Space แบบ 2 มิติ

โดยหากจอไหนที่มี Color Space ที่กว้างจะให้ความสดใสภาพได้มากกว่าจอที่มี Color Space แคบ เช่นจอที่เป็นชนิด LED LCD Monitor จะมี Color Space ที่กว้างกว่า จอชนิด CCFL LCD Monitor เป็นต้น

แล้ว Color Space มันคืออะไร ?

Color Sapce ของ Monitor ก็คือขอบเขตของการแสดงสีของจอภาพนั้นๆ ว่าสามารถแสดงสีได้มากน้อยแค่ไหน เป็นที่มาว่าทำไมแต่ละจอถึงให้สีที่มีความสดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทำ Color Profile เข้ามาช่วยในการควบคุมให้มีการแสดงสีให้มีค่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เนื่องจาก Color Profile นี้จะทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บอกว่าสีที่ต้องการนี้อยู่ที่ตำแหน่งไหนของ Color Space ที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าส่งคำสั่งแสดงสี 200,0,0 ไปให้ Monitor A จะได้สีแดงเข้มๆ แต่ถ้าส่ง 200,0,0 เช่นกัน ไปให้ Monitor? B จะได้สีแดงที่สว่างขึ้น ถ้าต้องการให้ Monitor A และ Monitor B แสดงสีออกมาเหมือนกัน ก็จะจำต้องที่จะต้องทำแผนที่สีที่ว่าไปเมื่อกี้ ซึ่งสีถ้าใช้ Color Profile บน Color Space ของ Monitor A สีแดงเข้มอยู่ที่ 200,0,0 แต่สีแดงเข้มบน Color Space ของ Monitor B อาจจะอยู่ที่ 190,0,0 ได้ การทำงานเช่นนี้จะมีการแปลงโปรไฟล์สีเกิดขึ้น เพื่อให้ได้สีที่ถูกต้อง

แล้วโปรไฟล์สีนี้จะได้มาอย่างไร โดยทั่วไป ผู้ผลิตจอมอร์นิเตอร์จะมีการทำโปรไฟล์สีของจอรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้อุปกรณ์มีการแสดงผลได้ตามต้นแบบ 100% ได้ และถ้าสังเกต จะเห็นว่าจอที่ใช้ไปนานๆ จะมีอากาเหลืองเกิดขึ้น เนื่องจากหลอด back light หรือภาคจ่ายไฟให้หลอด back light เริ่มเสื่อม ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้โปรไฟล์สีเดิมไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง เราจึงควรที่จะทำโปรไฟล์สี หรือแผนที่สีบนจอขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้สีที่แสดงออกมายังตรงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการสร้างโปรไฟล์สีนี้ก็คือการ Calibrate หรือการปรับเทียบหน้าจอนั่นเอง

โดยการ Calibrate สามารถทำได้ 2 วิธีหลักด้วยกัน คือการใช้สายตาในการปรับเทียบ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำที่ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้ที่จริงจังเรื่องการใช้สีมากนัก แต่ถ้าต้องการความแม่ยำที่สูงขึ้นจะใช้พวก Hardware ประเภท Spectophotometer หรือ Colorimeter ในการปรับเทียบ

—–

การ Calibrate หน้าจอด้วย สายตา (Windows 7) :

การ Calibrate ด้วยวิธีนี้ ทีมงาน LCDSPEC.COM ขอบอกไว้ก่อนว่า?ผู้ใช้ต้องใช้ความแม่นยำในการพิจารณาสีพอสมควร และค่อนข้างมีปัญหาบ้างกับคนที่ตาบอดสี เนื่องจากเป็นการใช้สายตาในการปรับเลื่อนให้สีมีค่าเข้าใกล้สีขาวมาตรฐานมากที่สุด

งานนี้ขอใช้ Calibrate Color ของ Windows 7 นะครับ ถือว่าเป็น Tool นึงที่สะดวยเลยที่เดียวก็ว่าได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาหา Adobe Gamma มาลงให้เสียเวลา

เอาหล่ะก่อนจะเริ่ม calibrate เรามาเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และพื้นที่กันหน่อยดีกว่านะ

1. แสงสว่างในห้องต้องเหมาะสม ไม่มีแสงวูบวาบ หรือมีการฉายไฟเข้าจอโดยตรง

2. ผนังห้องควรมีสีใกล้เทากลางจะยิ่งดี เพราะสายตาเราจะวัดแสงและสีจากฉากและผนังรอบๆ จอด้วย

3. ตั้งค่าทั้ง จอ และ การ์ดจอ ให้เป็นค่าเริ่มต้น หรือ Factory Default

4. Wallpaper ควรเป็นภาพที่เป็นเฉดเทา

5. เปิดจอไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้หลอดจอ (CRT) หรือหลอด Back Light (LCD) ร้อนพอและให้แสงที่คงที่

ได้ตามนี้แล้ว มาทำการ Calibrate กันเลยดีกว่า

LCDSpec_Calibrate_Monitor_002

เริ่มด้วยจากการเข้าไปที่ Control Panel

สำหรับคนที่ใช้มุมมองแบบ Category ให้เลือกที่ Appearance and Peraonalization > Display > Calibrate color

ส่วนใครใช้มุมมองแบบ Large/Small icons (Classic) ให้เลือกที่ Display > Calibrate color ได้เลย

LCDSpec_Calibrate_Monitor_003

หลังจากเข้าโปแกรมแล้ว หาเรามี Monitor หลายตัว ก็สามารถเลือกได้ที่จะทำการ Calibrate ที่ Monitor ตัวไหนก็ได้โดยการลากหน้าต่าง Calibrate Monitor (ตามภาพ) ไปวางไว้ที่หน้าจอนั้นๆ จากนั้นทำการกด Next

LCDSpec_Calibrate_Monitor_004

ในขั้นตอนถัดมาจะเป็นการบอกถึงการตั้งค่าว่าเราควรตั้งค่าอย่างไรก่อนที่จะเริ่มทำการ Calibrate หน้าจอ โดยขั้นตอนที่ต้องทำก็ง่ายๆ เพียงแค่กดเมนูขึ้นมา แล้วทำการ Reset การตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นเสียก่อน (Factory default) และถ้าหาก OSD Menu ของจอนั้นเลื่อนได้ ก็แนะนำให้เลื่อนไปอยู่ในจุดที่ดูไม่เกะกะ กับการอ่านวิธีในขั้นตอนต่อๆ ไป เมื่อได้ตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วจากก็กด Next กันได้เลยครับ

LCDSpec_Calibrate_Monitor_005

เริ่มจากการตั้งค่า Gamma ก่อน ด้วยการปรับค่าแบบง่ายๆ เลื่อนแถบ Slide bar ให้จุดสีที่อยู่ตรงกลางมีสีกลืนกันกับสีที่เป็นวงนอก โดยในภาพจะเป็นตัวอย่างของค่า Gamma ที่เหมาะสม ก็คือจุดที่อยู่กลางวงกลมจะดูกลืนไปกับสีพื้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น แล้วถ้าหากจุดตรงกลางเป็นสีขาว แสดงว่าค่า Gamma นั้นต่ำไป และในทางกลับกัน ถ้าจุดตรงกลางดูสีเข้มกว่าพื้นที่โดยรอบ แสดงว่าค่า Gamma นั้นสูงเกินไป เมื่อเราทำความเข้าใจกับการตั้งค่า Gamma แล้วหล่ะก็กด Next ต่อได้เลย

LCDSpec_Calibrate_Monitor_006

คราวนี้มาเป็นการปรับ Gamma จริงกันซะที ก็แค่เลื่อนแถบ Slide ให้สีจุด กับสีพื้นมันกลืนกันเป็นอันเสร็จพิธี กด Next ต่อครับ

LCDSpec_Calibrate_Monitor_007

หลังจากเสร็จสิ้นการตั้งค่า Gamma ให้กับหน้าจอ คราวนี้มาถึงการปรับค่าความสว่าง และค่าคอนทราสต์ เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสมในการใช้งาน แต่หากใครใช้โน็ตบุค โดยมากจะไม่สามารถปรับค่าเหล่านี้ได้ ก็สามารถกด Skip brightness and contrast adjustment เพื่อข้ามไปยังการปรับค่าสมดุลสีได้ทันที แต่ถ้าหากปรับค่าได้ ก็ให้กด Next เพื่อทำการปรับความสว่างของหน้าจอก่อน

LCDSpec_Calibrate_Monitor_008

การปรับ Brightness ที่เหมาะสม ลองดูที่ภาพนะครับ จะมีทั้งสีขาว ดำ ดำมาก และเงาดำ โดยต้องปรับให้เห็นสีทั้งหมดที่ว่าครับ ไม่ใช่ มืดจนไม่เห็นเงาดำในสีดำ หรือสว่างจนสีดำดูไม่ดำ ดูข้อตกลงแล้วก็ไม่ยากใช่มั้ยครับ กด Next ต่อดีกว่า

LCDSpec_Calibrate_Monitor_010

เมื่อรู้รูปแบบการปรับแล้ว ก็ลงมือตั้งค่าเลยละกัน ทำการกด เมนูขึ้นมา เข้าไปที่ส่วนการตั้ง Brightness ทำการเพิ่มหรือลดแสงเพื่อให้เห็น รายละเอียดบนเสื้อสูท และตัว X ที่อยู่บนฉากสีดำด้านหลัง โดยที่ส่วนสีดำต้องดูเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิม หลังจากได้ความสว่างที่เหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กด Next เพื่อทำการปรับค่าคอนทราสต์ต่อเลยละกัน

LCDSpec_Calibrate_Monitor_011

ตอนนี้ก็มาถึงการตั้งคอนทราสต์ของจอกันแล้ว โดยภาพก็จะยังเป็นโทนขวา-ดำเหมือนเดิม การปรับในครั้งนี้จะให้สังเกตในส่วนของรอยยับบนเสื้อ และความใสภาพเป็นหลักก็แล้วกัน โดยถ้าหากคอนทราสต์เราสูงเกินไป รอยยับบนตัวเสื้อจะมองไม่เห็น จะดูว่าเสื้อขาวไปหมดทั้งตัว แต่ถ้าคอนทราสเราต่ำไป ภาพจะดูหมองๆ สีดำก็ไม่ดำออกจะเทาๆ ไปนิด เพราะฉนั้นค่าที่เหมาะสมจึงเป็นค่าที่ทำให้ส่วนขาวดำในภาพ ดูสีตัดกันมากที่สุด และบนตัวเสื้อเห็นรอยยับได้ชัดเจน ดูรูปแบบการปรับแล้วก็มาปรับจริงกันซะที กด Next

LCDSpec_Calibrate_Monitor_012

และแล้วเราก็มาปรับคอนทราสต์จริงๆ ซะที กดเมนูขึ้นมา ไปที่ Contrast แล้วก็เลื่อนๆๆๆๆๆๆ ได้ค่าดูน่าพอใจแล้วก็กด Next

LCDSpec_Calibrate_Monitor_013

หลังจากปรับค่าความเหมาะสมของจอกันไปแล้ว คราวนี้จะเป็นส่วนของการปรับสมดุลสีขวา จะเป็นส่วนของการสร้างรูปแบบสี หรือ Color Profile ขึ้น และตรงนี้เองที่ต้องการความแม่นของการดูสีค่อนข้างมากเลยทีเดียว? ว่าแต่เมื่อกี้มีใครมาทางลัดกันบ้างครับ ?ไม่เป็นไร ใครมามาทางตรง หรือทางลัดก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครมาทางตรง จะเห็นว่าขั้นตอนก่อนหน้าจะมีแค่ มากไป หรือน้อยไป ความเป็นไปได้มีแค่ 3 ช่วงรูปแบบเท่านั้น แต่ครั้งนึ้รูปแบบความเป็นไปได้มีถึง 7 ช่วงรูปแบบ (แดงเกินไป เขียวเกินไป น้ำเงินเกินไป ออกจะม่วงไปนะ ออกฟ้าไปนิด ออกเหลืองไปหน่อย หรือว่าสีพอดีแล้ว) กันเลยทีเดียว o_O เพราะมันคือการปรับสมดุลสีกันทีเดียวทั้ง 3 สี เพื่อให้ได้สมดุลสีขาวที่เหมาะสม งานนี้ถ้าใครมีตัวช่วยอย่างกระดาษเทากลาง หรือกระดาษสีเทา 18% ก็จะช่วยให้ปรับได้ง่ายขึ้นอีกนิดนึงครับ คุยไปอาจจะไม่เห็นภาพ กด Next เลยดีกว่า

LCDSpec_Calibrate_Monitor_014

อย่างที่บอกหล่ะครับ ว่าคราวนี้เราจะตั้งค่าสีพร้อมกันเลย 3 สี (แล้วจะมั่วไปมั้ยเนี่ย) และก็อย่างที่บอก (อีกแล้ว) ถ้าใชกระดาษเทากลางก็พอเอาเทียบๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พยายามนิดนึง ค่อยๆ เลื่อนๆ ถ้าสีไหนมากไปก็ลดสีนั้นลง จนดูว่าสีทั้งหมดไล่จากขาวไปเทา (สีตรงกลางนั่นคือสีเทากลางหรือ Neutral grays) และเมื่อปรับจนได้สีเทาและไม่ แดงไป เขียวไป หรือน้ำเงินเกินไป ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กด Next ต่อเพื่อบันทึกค่า

LCDSpec_Calibrate_Monitor_015

และสุดท้ายเมื่อปรับแต่งเสร็จ เผื่อใครจะลืมสีเดิมไปแล้ว ก็ลองกดที่ปุ่ม Previous calibration เพื่อดูค่าก่อนปรับสีก็ได้นะครับ บางจออาจจะดูว่าก่อนทำการปรับสีจอเราอาจจะฟ้าเกินไป หรือบางคนอาจจะใช้จอถนอมสายตา (เหลือง) มาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่ก็สุดแล้วแต่แหละครับ ถ้าใครดูแล้วว่าที่ Calibrate มานั้นดูแล้วไม่ชอบ ก็กด Cancel ออกไปได้ครับเพื่อใช้ค่าเดิม แต่ถ้าดูแล้วดีขึ้นก็กด Finish เป็นอันเสร็จสิ้นครับ

หลังจากได้ลอง Calibrate หน้าจอด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้วไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ

«»

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.