Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
5 ทีวี 3D ตัวท็อป!!! ชนกันแบบจะๆ ยี่ห้อไหนเป๊ะ มาดูกัน
หลังจาก 1 ปีที่เราเริ่มได้ยินคำว่า 3DTV กันมา ก็กลายเป็นฟีเวอร์กระแสหลักของวงการจอภาพไปเลย LCDSpec เองก็ได้เห็น และทดสอบมาบ้างแล้ว ด้วยการที่ทีวีแบบ 2D หรือแบบ 2 มิติแบบเก่านั้นเรียกว่ามาถึงจุดที่ไม่สามารถพัฒนาอะไรออกมาให้ตื่นตาตื่นใจผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้สักเท่าไหร่แล้ว การพัฒนาด้าน 3D จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ผลิตที่จะมีลูกเล่นแปลกๆ ใหม่ๆมาขายได้ต่อไป และด้วยราคาที่ก็ไม่ได้แพงมากมาย พอๆกับราคาของ LCD ธรรมดาของปีที่แล้วซะด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีหลายยี่ห้อที่โดดลงมาเล่นสงคราม 3DTV นี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Samsung, Sony, Panasonic, Mitsubishi และ LG ก็มาลงโรงกันถ้วนหน้า ก็เลยได้มีโอกาสจับที่ว่ามาทั้งหมดมาชนกัน มาดูกันว่าผลออกมาจะเป็นยังไงบรรดาแม่ทัพเริ่มกันจากผู้นำทัพจากแค่ละค่าย ที่เอามาประจันกันก่อนเลย มีทั้งหมด 5 เครื่องด้วยกัน เป็นพลาสม่าทีวี 2 เครื่อง ตัวแรกจาก Panasonic Viera TC-P50VT25 อีกตัวเป็นตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรอง THX 3D มาด้วย คือ LG INFINIA 50PX950 ต่อกันด้วยเทคโนโลยี LCD อีก 2 ตัวที่เป็นไฟหลังแบบ LED ทั้งคู่ คือ Samsung UN40C7000 และ LED แบบ local dimming จาก Sony Bravia XBR-46HX909 ตัวสุดท้ายจะไม่เป็นเทคโนโลยี DLP Projection จาก Mitsubishi WD7838 โดยเครื่องของโซนี่มาพร้อมแว่นแบบ active shutter 2 อัน ของ Panasonic มีมาให้อันเดียว ส่วน LG, Mitsubishi และ Samsung ขายแยกไม่ได้มาพร้อมกับตัวเครื่องแว่นตา อาวุธสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโลก 3Dหากจะพูดกันตรงๆ ว่าการที่จะนั่งดูทีวีแล้วต้องเอาแว่นตามานั่งสวมทุกครั้ง มันก็คงฟังดูเป็นอะไรที่เกะกะ ทำไมถึงต้องใส่ด้วย แต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีที่จะทำให้เราดูภาพ 3 มิติได้อย่างเต็มอรรถรสแบบตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คงจะจำเป็นต้องใช้แว่นตาแบบ active shutter นี้ และทุกยี่ห้อต่างก็เลือกใช้เทคโนโลยีกันทั้งนั้น เพราะว่ามันเป็นหนทางเดียวในตอนนี้ที่จะนำเสนอภาพ 3 มิติได้ดีที่สุด และด้วยการที่มันเป็นแบบ active shutter ก็จะต้องใช้พลังงานในการเปิดและปิด shutter ของแว่นด้วย มันก็เลยจะต้องใช้พลังงานจากถ่าน ซึ่งก็จะทำให้แว่นหนักขึ้นอีกนิดหน่อยจากทางซ้าย Samsung, LG, Sony, Panasonic และ Mitsubishiโดยแว่นทุกยี่ห้อจะมีระบบคล้ายกันหมด เปิด/ปิด อัตโนมัติโดยอาศัยเซ็นเซอร์จับสัญญาณอินฟาเรดระหว่างตัวแว่น และตัวทีวี แต่จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อคือ Sony และ Mitsubishi ที่จะมีตัวส่งสัญญาณภายนอกที่ต้องเอาไปต่อเข้ากับ TV อีกทีนึง ในขณะที่ยี่ห้ออื่นๆ จะฝังมาด้านในตัวทีวีเลยช่องสำหรับเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ของแว่น LGแว่นของ LG จะมีความพิเศษ แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆอยู่สักหน่อย เพราะถ่านที่ใช้จะเป็นแบบชาร์จได้ในตัวเลย ไม่ต้องหาซื้อมาเปลี่ยนบ่อยๆ พร้อมทั้งมีช่องสำหรับสายชาร์จในตัวแว่น แต่ปุ่มปิด/เปิดอาจจะหายากกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุุปสรรคอะไรในการที่จะกดโดยไม่ต้องมอง แว่นของ Sony จะมีขอบรอบเลนส์ให้แนบสนิทเข้ากับช่วงตาของเรา ช่วยป้องกันแสงจากภายนอกแยงตาได้ แต่ตัวแว่นก็มีหนักอยู่สักหน่อย และยังมีขาแว่นที่ปรับระดับได้ ซึ่งเหมาะกับเด็กๆที่ศรีษะจะเล็กจนทำให้แว่นหลวมเลื่อนหลุดลงมาเป็นอย่างดี ส่วนอีก 3 ยี่ห้อที่เหลือ Panasonic, Samsung และ Mitsubishi ก็ค่อนข้างจะเบาและบางเหมือนๆกัน รวมทั้งเปิดด้านข้างออกหมด ทำให้แสงเข้ามารบกวนสายตาได้ แว่นของ Panasonic จะมีความพิเศษอยู่นิดนึงตรงแป้นรองจมูกที่ปรับเปลี่ยนได้ สำหรับใครก็ตามที่อยากได้ความสบายจากการสวมใส่ แต่มันถอดได้ก็แปลว่าหล่นหายได้เหมือนกัน ของ Samsung กับ Mitsubishi เหมือนกันเด๊ะ ต่างก็แค่ชื่อยี่ห้อที่พิมพ์ติดไว้บนตัวแว่นเท่านั้น ต้องทิ้งแผ่น 2D สุดโปรดอย่างนั้นเหรอทีวีทั้งหมดที่ Engadget ได้ทดสอบ มีระบบแปลงภาพแบบ 2 มิติปกติ เป็น 3 มิติได้ ยกเว้น Panasonic เท่านั้นที่ไม่มี แต่ระบบนี้เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้ว่ามันเป็นระบบจำลองภาพให้เป็น ไม่ได้เป็นภาพ 3 มิติแท้ๆ แต่ Samsung ก็ให้ตัวเลือกในการปรับระดับความลึกของภาพมาให้ด้วยถึง 10? ระดับ แต่ก็ยังคงเป็นระบบจำลองอยู่ดีนั่นแหละ แต่อย่างน้อยมันก็พอจะมีลูกเล่นอะไรให้พวกแผ่นเก่าๆที่เก็บสะสมกันมานานได้ล่ะนะ แต่ยังไงผมก็ขอแนะนำให้หาแผ่น Blu-ray แบบ 3D แท้ๆมาดูดีกว่า ยังไงก็ดีกว่ากันเยอะแล้วจะเอาตัวไหนดีคงต้องให้ถามตัวเองกันก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากได้มาเป็นอันดับแรก หรือคือสิ่งที่เราชอบ และเหมาะกับเราที่สุด ยี่ห้อแต่ละยี่ห้อก็มาพร้อมจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่เอาเรื่องภาพมาเป็นอันดับแรกล่ะก็ ตัวเลือกคงต้องเป็น Plasma TV จาก Panasonic เลย เปรียบเทียบจากในกลุ่มมันให้ภาพที่ดีที่สุด แต่เท่าที่รู้มันกลับไม่ใช่ที่ทีวีที่ขายดีที่สุด นั่นแปลว่าก็ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกที่คนจะซื้อทีวีสักเครื่องใช้เป็นหลัก อย่างถ้าคุณเป็นคนชอบรูปลักษณ์ความสวยงาม แม้ว่ามันจะไม่ได้เปิดใช้ดูอยู่ก็เถอะ แนะนำว่า monolothic ดีไซน์จาก Sony เป็นอะไรที่สวยหยดจริงๆ สำหรับใครที่ต้องการแว่นที่ดีที่สุด เพื่อมาชม 3D แบบเต็มอารมณ์ แนะว่าไป LG ได้เลย แต่ถ้าขนาดหน้าจอคือสิ่งที่เหนืออื่นใด เทคโนโลยี DLP จาก Mitsubishi จะให้ขนาดได้ใหญ่มาก ส่วน Samsung เป็นอะไรที่ให้มาในราคาที่ถูกสุดๆ ใครเงินไม่เยอะ แต่อยากได้แจ่มเกินราคา ก็ต้อง Samsung นี่แหละ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว แนะให้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ต้องการรู้ถึงจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ ความเป็นจริงแล้วอาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย ว่ามีความชอบแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดาCredit: Engadget
Review: ตัวเทพ!!! Samsung UAD8000YR 55″ ที่สุดแห่งสมาร์ตทีวี LED 3D ของยุคนี้
ตอนนี้ในตลาดทีวี เริ่มมีสมาร์ตทีวีจากค่ายผู้ผลิตต่างๆ มาทำการแข่งขันกันมากแล้ว โดยในประเทศไทยแล้วหลักๆ จะมีอยู่ 3 ค่ายด้วยกัน คือ Sony, LG และ Samsungซึ่งหากจะพูดถึงความพร้อมของความสามารถสมาร์ตทีวี ทั้งรูปแบบการใช้งาน และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่รองรับการใช้งานผู้ใช้ทั้งครบครันคงต้องยกให้เป็นของ Samsung ค่ายยักษ์จากเกาหลีที่เป็นผู้นำด้านจอภาพระดับโลก ที่สำคัญกว่านั้นในวันนี้ทางทีมงานเราได้สุดยอดสมาร์ตทีวีจาก Samsung มารีวิวแล้ว สำหรับใครที่สนใจอยู่ไม่น่าพลาดที่จะติดตามกันโดยในปี 2011 ทาง Samsung ได้เข้ามาทำตลาดในเต็มที่ในส่วนของสมาร์ตทีวี ที่ได้ทำการส่ง UA55D8000YR ที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของทีวีประเภท LED TV ในนาที (รองจากซีรีย์ 9) พร้อมความสามารถครบครัน ทั้งขนาดหน้าจอ 55 ” ความละเอียดระดับ Full HD นอกจากนั้นย้งสนับสนุนการแสดงผลภาพ 3D อย่างที่ในปี 2010 ที่ได้ทำการส่งทีวีออกมาหลายรุ่นแล้วรวมไปถึงยังมีดีไซน์ที่สวยงาม และหรูหราอย่างที่สุด เรียกได้ว่า Samsung ได้ใส่ใจในรายละเอียดเอามากๆ ทั้งยังคำนึงถึงการใช้งาน โดยได้ออกแบบมาให้ขอบของจอมีความบางมากที่สุด และที่สำคัญที่สุด LED TV รุ่นนี้ยังมีความสามารถสมาร์ตทีวีอีกด้วย ที่จะเปลี่ยนทีวีธรรมดา ให้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงภายในบ้านได้ทันที เอาล่ะ เรามาเข้าสู่บทความรีวิวกันดีกว่าครับด้วยความเป็น LED TV ระดับบนๆ ของตลาด?ในส่วนของสเปก UA55D8000YR?เรียกได้ว่าสมกับความที่เป็น Samsung เพราะได้มีการจัดเต็มหมดทุกอย่างเลย ซึ่งเป็น LED TV ทีใช้เทคโนโลยีเป็นแบบ EDGE LED พร้อมทั้งยังมีคุณสมบัติในการทำ Local Dimming ได้ พร้อมหน้าจอคุณภาพสูงอย่าง Ultra Clear Panel และอย่างที่รู้กันคือ หน้าจอขนาดใหญ่ 55″ ในความละเอียดระดับ Full HD ก็พร้อมที่จะตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างเต็มที่ที่สุด  LED TV จาก Samsung ยังได้คงเอกสักษณ์ ทั้งรูปร่างและรูปทรงเอาไว้ที่ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นทีวีระดับสูง ด้วยดีไซน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวของ Samsung UA55D8000YR ที่ใช้แนวคิด “One Design” โดยที่เป็นจุดเด่นเลยก็คือกรอบของจอภาพจะมีความบางเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่ต้องการให้การออกแบบกรอบทีวีให้มีขนาดบางที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมไปถึงระหว่างหน้าจอและขอบจอต้องไร้รอยต่อ ซึ่งความบางของกรอบจอนั้นมีความบางเพียงแค่ 5 มิลลิเมตรเท่านั้นเองอีกทั้งยังได้เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงในการประกอบ พร้อมด้วยสีสันโดยรวมแล้วจะเป็นแบบ Silver Metal จาก Brushed Aluminium ที่ดูแล้วหรูหราและแข็งแรงทนทาน เมื่อนำไปไว้ภายในบ้านก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูแล้วลงตัวขึ้นมาทันที ซึ่งด้วยการออกแบบที่บางเบาทำให้มีน้ำหนักไม่มาก เราจึงสามารถแขวนไว้บนผนังหรือจะจับตั้งวางไว้บนชั้นวางได้อย่างสวยงามที่สุด นอกเหนือจากนั้นด้วยความที่เป็น LED TV จึงมีความบางของจอที่บางกว่า LCD TV ทั่วไป ส่วนความบางของตัวเครื่องจริงๆ อยู่ที่ 29.7 มิลลิเมตรเท่านั้นด้านหน้าของตัวทีวีมีดีไซน์ที่สวยหรู ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นของมีราคา แถมขอบยังบางเฉียบที่พิเศษกว่านั้น คือโลโก้ไฟของ Samsung สามารถที่จะเปล่งแสงได้ โดยเราสามารถที่จะเลือกเปิดหรือปิดก็ได้ตามต้องการขาตั้งยังคงความเป็นขาตั้ง 4 ขาเอาไว้เหมือนอย่างในรุ่นก่อนหน้านี้ ที่ช่วยเสริมรูปร่างของทีวีให้ดูมีสวยงามมากยิ่งขึ้นขอบด้านล่างทางซ้ายจะเป็นไฟสถานะแจ้งการเปิดปิดของตัวทีวี ซึ่งถ้าอยู่ในสถานะ Standby และเมื่อพร้อมใช้งานไฟจะเป็นสีขาวในส่วนของด้านข้างทางซ้ายจะเป็นแผงควบคุมการทำงานของทีวี ที่มีทั้งปุ่มเปิดปิด ปุ่มเมนู เพิ่มลดเสียง และเลือกช่องสัญญาณเป็นหลักการประกอบโดยรวมถือว่ามีความสวยงาม หรูหราและลงตัวอย่างที่สุด เรียกได้ว่างานประกอบเนี๊ยบมากๆ สมราคาจริงๆด้านหลังของตัวทีวีจะเป็นโลหะสีดำตัวฐานตั้งสามารถหมุนซ้ายขวาได้ตามต้องการ พร้อมยังมีความแข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักทีวีขนาดใหญ่ ได้สบายๆ หายห่วงมีรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับตัวทีวีแจ้งเอาไว้ ข้อมูลที่สำคัญคือ LED TV? ของ Samsung รุ่นนี้ผลิตในประเทศไทยสายไฟเป็นแบบถอดเปลี่ยนสายได้ ซึ่งจะสะดวกเมื่อเราต้องการเปลี่ยนสายไฟให้ยาวขึ้น หรือกรณีที่สายไฟขาด ก็สามารถซื้อหามาเปลี่ยนกันได้ง่าย ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้านล่างของขอบทีวีจะมีลำโพงสเตอริโอซ่อนอยู่ ที่จากการใช้งานจัดว่าคุณภาพเสียงที่ออกมานั้นใช้ได้ทีเดียวในเรื่องของความบางด้วยความที่เป็น LED TV อาจจะไม่ได้บางมากนัก จะให้สู้กับ Samsung ซีรี่ย์ 9 คงไม่ไหว แต่เมื่อนำมาเทียบกับ iPhone 4 ก็ถือว่ามีความบางที่พอดี ดูแล้วก็ไม่บอบบางจนเกินไปนักด้านของการเชื่อมต่อ Samsung UA55D8000YR ก็ให้มาอย่างครบครันทั้ง HDMI จำนวน 4 พอร์ต และ USB ที่ให้มาถึง 3 พอร์ตด้วยกัน รวมไปถึงช่องทางการเชื่อมต่ออื่นๆ อย่าง Component, Composite ที่ขาดไม่ได้ และที่สำคัญยังมีช่องต่อสาย LAN เพื่อต่ออินเตอร์เน็ตและ WiFi ภายในตัว ในการรองรับการใช้งานคุณสมบัติสมาร์ตทีวีข้อสังเกตคือ หากเราต้องการใช้ Component, Composite จะต้องมีตัวแปลงมาเชื่อมต่ออีก ซึ่งในตัวของชุดทีวีนั้นได้มีให้มาแล้วภายในกล่อง ไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่มให้เสียตังค์ครับนอกเหนือจากนั้น ยังมีช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มม. และพอร์ตเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อย่าง DVI และ D-Sub ด้วยครับรีโมทคอนโทรลที่ให้มานั้นของ Samsung UA55D8000YR ด้วยขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป โดยตัวรีโมทจะดูแล้วเรียบๆ ใช้วัสดุเป็นสีดำพลาสติก การวางปุ่มโดยรวมถึงว่าทำออกมาได้ดี ใช้งานจริงแล้วสามารถกดได้สะดวกใช้งานง่าย และที่เป้นจุดเด่นคือ มีไฟส่องสว่างอารมณ์คล้ายๆ กับมือถือ ที่จะช่วยให้เมื่อเราใช้รีโมทในที่มืดจะสะดวกมายิ่งขึ้น แบบว่าไม่ต้องลุกขึ้นมาเปิดไฟดู เพื่อเปลี่ยนช่องหรือการปรับค่าต่างๆ ใช้พลังงานเป็นถ่านขนาด AAA โดยที่ฝาปิดด้านหลังจะเป็นแบบติดกับตัวรีโมท เพื่อป้องกันฝาหลังหายนั่นเองครับ เรียกได้ว่าใส่ใจรายละเอียดกันพอสมควรทีเดียวเชียว แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่นิดหน่อยว่าการออกแบบดีไซน์รวมไปถึงวัสดุนั้น ดูแล้วเป็นของราคาถูกไปหน่อย แบบว่าไม่เข้ากับทีวีซะเลย
เพื่อสีที่ถูกต้องสมจริง เรามา Calibrate หน้าจอ Monitor กันเถอะ
>>> ในหน้าสุดท้ายมีกิจกรรมเล่นเกมกันสนุกๆ ด้วย อย่าลืมมาร่วมเล่นกันนะครับคุณเคยประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่งภาพบนหน้าจอตัวเองว่าสีสวยแล้ว พอส่งไฟล์ไปให้เพื่อนกับพบว่าสีไม่เห็นเหมือนบนจอเราเลย ทั้งมืด ทั้งเพี้ยน แล้วไหนจะเอาไปอัดอีก สีไปกันใหญ่เลยคราวนี้วันนี้ LCDSPEC.COM เรามีคำตอบมาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า จอภาพและอุปกรณ์แสดงผลภาพทำงานโดยมี Color Space ที่ต่างกันColor Space แบบ 2 มิติโดยหากจอไหนที่มี Color Space ที่กว้างจะให้ความสดใสภาพได้มากกว่าจอที่มี Color Space แคบ เช่นจอที่เป็นชนิด LED LCD Monitor จะมี Color Space ที่กว้างกว่า จอชนิด CCFL LCD Monitor เป็นต้นแล้ว Color Space มันคืออะไร ?Color Sapce ของ Monitor ก็คือขอบเขตของการแสดงสีของจอภาพนั้นๆ ว่าสามารถแสดงสีได้มากน้อยแค่ไหน เป็นที่มาว่าทำไมแต่ละจอถึงให้สีที่มีความสดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทำ Color Profile เข้ามาช่วยในการควบคุมให้มีการแสดงสีให้มีค่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เนื่องจาก Color Profile นี้จะทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บอกว่าสีที่ต้องการนี้อยู่ที่ตำแหน่งไหนของ Color Space ที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าส่งคำสั่งแสดงสี 200,0,0 ไปให้ Monitor A จะได้สีแดงเข้มๆ แต่ถ้าส่ง 200,0,0 เช่นกัน ไปให้ Monitor? B จะได้สีแดงที่สว่างขึ้น ถ้าต้องการให้ Monitor A และ Monitor B แสดงสีออกมาเหมือนกัน ก็จะจำต้องที่จะต้องทำแผนที่สีที่ว่าไปเมื่อกี้ ซึ่งสีถ้าใช้ Color Profile บน Color Space ของ Monitor A สีแดงเข้มอยู่ที่ 200,0,0 แต่สีแดงเข้มบน Color Space ของ Monitor B อาจจะอยู่ที่ 190,0,0 ได้ การทำงานเช่นนี้จะมีการแปลงโปรไฟล์สีเกิดขึ้น เพื่อให้ได้สีที่ถูกต้องแล้วโปรไฟล์สีนี้จะได้มาอย่างไร โดยทั่วไป ผู้ผลิตจอมอร์นิเตอร์จะมีการทำโปรไฟล์สีของจอรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้อุปกรณ์มีการแสดงผลได้ตามต้นแบบ 100% ได้ และถ้าสังเกต จะเห็นว่าจอที่ใช้ไปนานๆ จะมีอากาเหลืองเกิดขึ้น เนื่องจากหลอด back light หรือภาคจ่ายไฟให้หลอด back light เริ่มเสื่อม ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้โปรไฟล์สีเดิมไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง เราจึงควรที่จะทำโปรไฟล์สี หรือแผนที่สีบนจอขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้สีที่แสดงออกมายังตรงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการสร้างโปรไฟล์สีนี้ก็คือการ Calibrate หรือการปรับเทียบหน้าจอนั่นเองโดยการ Calibrate สามารถทำได้ 2 วิธีหลักด้วยกัน คือการใช้สายตาในการปรับเทียบ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำที่ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้ที่จริงจังเรื่องการใช้สีมากนัก แต่ถ้าต้องการความแม่ยำที่สูงขึ้นจะใช้พวก Hardware ประเภท Spectophotometer หรือ Colorimeter ในการปรับเทียบ—–การ Calibrate หน้าจอด้วย สายตา (Windows 7) :การ Calibrate ด้วยวิธีนี้ ทีมงาน LCDSPEC.COM ขอบอกไว้ก่อนว่า?ผู้ใช้ต้องใช้ความแม่นยำในการพิจารณาสีพอสมควร และค่อนข้างมีปัญหาบ้างกับคนที่ตาบอดสี เนื่องจากเป็นการใช้สายตาในการปรับเลื่อนให้สีมีค่าเข้าใกล้สีขาวมาตรฐานมากที่สุดงานนี้ขอใช้ Calibrate Color ของ Windows 7 นะครับ ถือว่าเป็น Tool นึงที่สะดวยเลยที่เดียวก็ว่าได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาหา Adobe Gamma มาลงให้เสียเวลาเอาหล่ะก่อนจะเริ่ม calibrate เรามาเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และพื้นที่กันหน่อยดีกว่านะ1. แสงสว่างในห้องต้องเหมาะสม ไม่มีแสงวูบวาบ หรือมีการฉายไฟเข้าจอโดยตรง2. ผนังห้องควรมีสีใกล้เทากลางจะยิ่งดี เพราะสายตาเราจะวัดแสงและสีจากฉากและผนังรอบๆ จอด้วย3. ตั้งค่าทั้ง จอ และ การ์ดจอ ให้เป็นค่าเริ่มต้น หรือ Factory Default4. Wallpaper ควรเป็นภาพที่เป็นเฉดเทา5. เปิดจอไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้หลอดจอ (CRT) หรือหลอด Back Light (LCD) ร้อนพอและให้แสงที่คงที่ได้ตามนี้แล้ว มาทำการ Calibrate กันเลยดีกว่าเริ่มด้วยจากการเข้าไปที่ Control Panelสำหรับคนที่ใช้มุมมองแบบ Category ให้เลือกที่ Appearance and Peraonalization > Display > Calibrate colorส่วนใครใช้มุมมองแบบ Large/Small icons (Classic) ให้เลือกที่ Display > Calibrate color ได้เลยหลังจากเข้าโปแกรมแล้ว หาเรามี Monitor หลายตัว ก็สามารถเลือกได้ที่จะทำการ Calibrate ที่ Monitor ตัวไหนก็ได้โดยการลากหน้าต่าง Calibrate Monitor (ตามภาพ) ไปวางไว้ที่หน้าจอนั้นๆ จากนั้นทำการกด Nextในขั้นตอนถัดมาจะเป็นการบอกถึงการตั้งค่าว่าเราควรตั้งค่าอย่างไรก่อนที่จะเริ่มทำการ Calibrate หน้าจอ โดยขั้นตอนที่ต้องทำก็ง่ายๆ เพียงแค่กดเมนูขึ้นมา แล้วทำการ Reset การตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นเสียก่อน (Factory default) และถ้าหาก OSD Menu ของจอนั้นเลื่อนได้ ก็แนะนำให้เลื่อนไปอยู่ในจุดที่ดูไม่เกะกะ กับการอ่านวิธีในขั้นตอนต่อๆ ไป เมื่อได้ตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วจากก็กด Next กันได้เลยครับเริ่มจากการตั้งค่า Gamma ก่อน ด้วยการปรับค่าแบบง่ายๆ เลื่อนแถบ Slide bar ให้จุดสีที่อยู่ตรงกลางมีสีกลืนกันกับสีที่เป็นวงนอก โดยในภาพจะเป็นตัวอย่างของค่า Gamma ที่เหมาะสม ก็คือจุดที่อยู่กลางวงกลมจะดูกลืนไปกับสีพื้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น แล้วถ้าหากจุดตรงกลางเป็นสีขาว แสดงว่าค่า Gamma นั้นต่ำไป และในทางกลับกัน ถ้าจุดตรงกลางดูสีเข้มกว่าพื้นที่โดยรอบ แสดงว่าค่า Gamma นั้นสูงเกินไป เมื่อเราทำความเข้าใจกับการตั้งค่า Gamma แล้วหล่ะก็กด Next ต่อได้เลยคราวนี้มาเป็นการปรับ Gamma จริงกันซะที ก็แค่เลื่อนแถบ Slide ให้สีจุด กับสีพื้นมันกลืนกันเป็นอันเสร็จพิธี กด Next ต่อครับหลังจากเสร็จสิ้นการตั้งค่า Gamma ให้กับหน้าจอ คราวนี้มาถึงการปรับค่าความสว่าง และค่าคอนทราสต์ เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสมในการใช้งาน แต่หากใครใช้โน็ตบุค โดยมากจะไม่สามารถปรับค่าเหล่านี้ได้ ก็สามารถกด Skip brightness and contrast adjustment เพื่อข้ามไปยังการปรับค่าสมดุลสีได้ทันที แต่ถ้าหากปรับค่าได้ ก็ให้กด Next เพื่อทำการปรับความสว่างของหน้าจอก่อนการปรับ Brightness ที่เหมาะสม ลองดูที่ภาพนะครับ จะมีทั้งสีขาว ดำ ดำมาก และเงาดำ โดยต้องปรับให้เห็นสีทั้งหมดที่ว่าครับ ไม่ใช่ มืดจนไม่เห็นเงาดำในสีดำ หรือสว่างจนสีดำดูไม่ดำ ดูข้อตกลงแล้วก็ไม่ยากใช่มั้ยครับ กด Next ต่อดีกว่าเมื่อรู้รูปแบบการปรับแล้ว ก็ลงมือตั้งค่าเลยละกัน ทำการกด เมนูขึ้นมา เข้าไปที่ส่วนการตั้ง Brightness ทำการเพิ่มหรือลดแสงเพื่อให้เห็น รายละเอียดบนเสื้อสูท และตัว X ที่อยู่บนฉากสีดำด้านหลัง โดยที่ส่วนสีดำต้องดูเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิม หลังจากได้ความสว่างที่เหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กด Next เพื่อทำการปรับค่าคอนทราสต์ต่อเลยละกันตอนนี้ก็มาถึงการตั้งคอนทราสต์ของจอกันแล้ว โดยภาพก็จะยังเป็นโทนขวา-ดำเหมือนเดิม การปรับในครั้งนี้จะให้สังเกตในส่วนของรอยยับบนเสื้อ และความใสภาพเป็นหลักก็แล้วกัน โดยถ้าหากคอนทราสต์เราสูงเกินไป รอยยับบนตัวเสื้อจะมองไม่เห็น จะดูว่าเสื้อขาวไปหมดทั้งตัว แต่ถ้าคอนทราสเราต่ำไป ภาพจะดูหมองๆ สีดำก็ไม่ดำออกจะเทาๆ ไปนิด เพราะฉนั้นค่าที่เหมาะสมจึงเป็นค่าที่ทำให้ส่วนขาวดำในภาพ ดูสีตัดกันมากที่สุด และบนตัวเสื้อเห็นรอยยับได้ชัดเจน ดูรูปแบบการปรับแล้วก็มาปรับจริงกันซะที กด Nextและแล้วเราก็มาปรับคอนทราสต์จริงๆ ซะที กดเมนูขึ้นมา ไปที่ Contrast แล้วก็เลื่อนๆๆๆๆๆๆ ได้ค่าดูน่าพอใจแล้วก็กด Nextหลังจากปรับค่าความเหมาะสมของจอกันไปแล้ว คราวนี้จะเป็นส่วนของการปรับสมดุลสีขวา จะเป็นส่วนของการสร้างรูปแบบสี หรือ Color Profile ขึ้น และตรงนี้เองที่ต้องการความแม่นของการดูสีค่อนข้างมากเลยทีเดียว? ว่าแต่เมื่อกี้มีใครมาทางลัดกันบ้างครับ ?ไม่เป็นไร ใครมามาทางตรง หรือทางลัดก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครมาทางตรง จะเห็นว่าขั้นตอนก่อนหน้าจะมีแค่ มากไป หรือน้อยไป ความเป็นไปได้มีแค่ 3 ช่วงรูปแบบเท่านั้น แต่ครั้งนึ้รูปแบบความเป็นไปได้มีถึง 7 ช่วงรูปแบบ (แดงเกินไป เขียวเกินไป น้ำเงินเกินไป ออกจะม่วงไปนะ ออกฟ้าไปนิด ออกเหลืองไปหน่อย หรือว่าสีพอดีแล้ว) กันเลยทีเดียว o_O เพราะมันคือการปรับสมดุลสีกันทีเดียวทั้ง 3 สี เพื่อให้ได้สมดุลสีขาวที่เหมาะสม งานนี้ถ้าใครมีตัวช่วยอย่างกระดาษเทากลาง หรือกระดาษสีเทา 18% ก็จะช่วยให้ปรับได้ง่ายขึ้นอีกนิดนึงครับ คุยไปอาจจะไม่เห็นภาพ กด Next เลยดีกว่าอย่างที่บอกหล่ะครับ ว่าคราวนี้เราจะตั้งค่าสีพร้อมกันเลย 3 สี (แล้วจะมั่วไปมั้ยเนี่ย) และก็อย่างที่บอก (อีกแล้ว) ถ้าใชกระดาษเทากลางก็พอเอาเทียบๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พยายามนิดนึง ค่อยๆ เลื่อนๆ ถ้าสีไหนมากไปก็ลดสีนั้นลง จนดูว่าสีทั้งหมดไล่จากขาวไปเทา (สีตรงกลางนั่นคือสีเทากลางหรือ Neutral grays) และเมื่อปรับจนได้สีเทาและไม่ แดงไป เขียวไป หรือน้ำเงินเกินไป ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กด Next ต่อเพื่อบันทึกค่าและสุดท้ายเมื่อปรับแต่งเสร็จ เผื่อใครจะลืมสีเดิมไปแล้ว ก็ลองกดที่ปุ่ม Previous calibration เพื่อดูค่าก่อนปรับสีก็ได้นะครับ บางจออาจจะดูว่าก่อนทำการปรับสีจอเราอาจจะฟ้าเกินไป หรือบางคนอาจจะใช้จอถนอมสายตา (เหลือง) มาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่ก็สุดแล้วแต่แหละครับ ถ้าใครดูแล้วว่าที่ Calibrate มานั้นดูแล้วไม่ชอบ ก็กด Cancel ออกไปได้ครับเพื่อใช้ค่าเดิม แต่ถ้าดูแล้วดีขึ้นก็กด Finish เป็นอันเสร็จสิ้นครับหลังจากได้ลอง Calibrate หน้าจอด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้วไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
Motorola ส่ง NYXboard รีโมท TV QWERTY แบบ Dual-Side
ราวๆ 7 เดือนก่อน Motolora ก็ได้ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับรีโมท TV QWERTY แบบ Dual-Side ชื่อ the NYXborad ออกมา แต่แล้วก็หายเงียบกริบไป ไม่ได้ยินข่าวคราวอีกเลย แต่มาวันนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเพราะเหตุใด ในสังคมของเหล่าชาว Open-Source จะขายเครื่อง XMBC ที่มีการออกแบบตัวควบคุมใหม่แบบพิเศษ ซึ่งมีการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ด้วย Pulse-Eight ได้บอกด้วยว่าพวกเขาคุยกับ Motorola เพื่อพิจารณาการใส่รีโมทมากับเครื่อง Set-Top-Boxes มาเลย หมายความว่าพวกเขาต้องการที่จะให้คุณสามารถซื้อรีโมท IR และ RF ที่รองรับ XMBC อย่างแท้จริงในราคาที่ตำกว่า 1,800 บาท (ราคาคร่าวๆ) ในเดือนมิถุนานี้แต่ในขณะที่เรายังคงไม่มีรูปจริงๆของเจ้ารีโมทที่ว่านี้เลย มีเพียงแค่รูปกราฟฟิกนิดหน่อยเท่านั้น แต่นักพัฒนาก็บอกว่ามันจะสามารถทำงานบนเครื่อง Mac, Windows, Linux และ Apple TV รุ่นแรกได้ และมันจะยังมีรุ่นที่ 2 ตามออกมาอีก ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการควบคุมเครื่อง Apple TV 2 รุ่นใหม่ได้ และความสามารถลับในการใช้เป็นรีโมทย์ควบคุมศูนย์ของระบบ Home Entertainment ของคุณได้อีก ฟังดูเหมือนว่า Logitech Harmony จะมีคู่แข่งยังไงก็ไม่รู้เนอะที่มา : www.engadget.com 
โปรโมชั่นโดนๆ ราคาเด็ดๆ ภายในงานคอมมาร์ต 2011 มาแล้วครับ!!!
สวัสดีครับ ไม่ทรบว่ามีใครไปเดินงานคอมมาร์ตมาแล้วกันบ้าง ซึ่งทาง LCDSpec ก็ขอถึงโอกาสพาทุกท่านไปชมโปรโมชั่นโดนในงานคอมาร์ตครั้งนี้กัน โดยในส่วนของทีวีมากันเกือบทุกแบรนด์เลยมาเริ่มกันที่บูธของ Sony กันก่อนเลย!!!มาต่อกันที่ Samsungถัดมาเป็น LG ครับพวกสาย HDMI / ปลั๊กไฟ ก็มีมาลดราคากันเช่นเดิมบูธ Provision กับทีวีสเปกสูงราคาถูกต่อมาเป็น Panasonicถัดมาเป็น Toshibaและ SharpLED Monitor ขนาดใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุดจาก SamsungLED Monitor 3D รุ่นล่าสุดของ Samsung ที่มีทีวีจูนเนอร์ในตัวอีกด้วย พร้อมราคาเปิดที่ 29,990 บาทและปิดท้ายกับ Philips ครับมีอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยน iPhone เป็นรีโมได้ด้วย ราคาอยู่ที่ 4,590 บาทครับ
แอลจี จับมือ เอเชียซอฟท์ รุกตลาดเกม 3 มิติ ส่งจอมอนิเตอร์LG CINEMA 3D
บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดกลยุทธ์รุกตลาดเกมด้วยจอมอนิเตอร์ 3 มิติ LG CINEMA 3D ที่มาพร้อมเทคโนโลยี FPRรองรับการเล่นเกม 3 มิติได้อย่างเหนือชั้น ด้วยภาพที่คมชัด สว่างสดใส รับชมภาพได้อย่างสบายตา พร้อมผนึกความร่วมมือกับเอเชียซอฟท์ มอบประสบการณ์ 3 มิติรูปแบบใหม่สู่กลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการเล่นเกม นายวิรัตน์ จังธวานนท์ ผู้จัดการกลุ่มผลิตภัณฑ์ไอที บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ?ผลิตภัณฑ์จอมอนิเตอร์ 3 มิติได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มผู้ใช้ชาวไทย และตลาดก็ยังคงขยายการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นเกมซึ่งเป็นฐานลูกค้าที่ค่อนข้างใหญ่ แอลจีพร้อมตอบโจทย์ความต้องการของตลาดดังกล่าวด้วยจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ซึ่งใช้เทคโนโลยี FPR ที่ แอลจีพัฒนาขึ้นเป็นรายแรกของโลก ซึ่งให้ภาพที่คมชัด สว่างสดใส และรับชมได้อย่างสบายตา รวมทั้งเหมาะสำหรับการเล่นเกม 3 มิติ นอกจากนี้แอลจียังร่วมกับเอเชียซอฟท์ในการนำเสนอประสบการณ์ 3 มิติรูปแบบใหม่ โดยให้ลูกค้าได้ทดลองจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ณ @Club ชั้น 3 ศูนย์การค้า เอสพลานาด รัชดาภิเษก ซึ่งเราเชื่อว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งของแอลจีในตลาดจอมอนิเตอร์และขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มผู้ชื่นชอบการเล่นเกมได้อย่างตรงจุด?จอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D รองรับการเล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยเทคโนโลยีการสร้างภาพ 3 มิติแบบ FPR (Film Patterned Retarder) ซึ่งเป็นพาแนลชนิดพิเศษที่ทำงานร่วมกับแว่นโพลาไรซ์ในการแยกสัญญาณภาพ และเป็นเทคโนโลยีเดียวกับโรงภาพยนตร์ 3 มิติ จึงให้ภาพที่คมชัดสว่างสดใส และลดการเกิดภาพซ้อนหรือ Crosstalk รวมทั้งปราศจากการกระพริบของภาพ ผู้ใช้จึงไม่เกิดอาการปวดตาหรือเวียนศีรษะจากการใช้งานเป็นเวลานาน นอกจากนี้ยังมาพร้อมแว่น CINEMA 3D ซึ่งทำงานได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องใช้แบตเตอรี่ หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ส่งสัญญาณภาพ จึงมีน้ำหนักเบา ไม่ก่อให้เกิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และมีราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้นจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ยังรองรับระบบปฏิบัติการได้อย่างหลากหลาย และใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์ปกติได้โดยไม่จำเป็นต้องอัพเกรดการ์ดจอที่มีอยู่เดิม นอกจากนี้ยังมาพร้อมพอร์ท HDMI 1.4 จึงสามารถเชื่อมต่อกับเครื่องเล่น 3 มิติอื่นๆ นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องเล่นบลูเรย์ และเกมคอนโซลได้อย่างสะดวก และยังสามารถแปลงสัญญาณภาพ 2มิติเป็น 3 มิติได้ทันทีในระหว่างรับชมนายวิรัตน์ กล่าวถึงความร่วมมือกับบริษัท เอเชียซอฟท์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ว่า ?แอลจีเล็งเห็นว่า เอเชียซอฟท์เป็นผู้นำด้านเกมออนไลน์ของทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเกมที่ให้บริการหลากหลายมากที่สุด และมีจำนวนผู้เล่นสูงที่สุด ที่สำคัญ @Club ของ เอเชียซอฟท์ยังเป็นต้นแบบของร้านเกมแห่งอนาคต ซึ่งมีระบบจัดการที่ดีและทันสมัย เราจึงสนับสนุนจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ขนาด 23 นิ้ว จำนวน 26 จอ เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวซึ่งรองรับเกม 3 มิติได้อย่างสมบูรณ์แบบ?นอกจากความร่วมมือกับเอเชียซอฟท์แล้ว แอลจียังจัดกิจกรรมการตลาดเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในตลาดเกมได้อย่างครอบคลุมยิ่งขึ้น รวมถึง? สนับสนุนจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ให้แก่ร้านเกมยอดนิยม ได้แก่ ร้าน Shooterสาขา ลำลูกกา และรังสิตคลอง 6 จำนวน 12 จอ และร้าน HOW สาขาซอยปรีดี 1และซอยปรีดี 27 จำนวน 12 จอ รวมทั้งมีแผนที่จะติดตั้งในร้าน E-Sport ย่านมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งเป็นร้านเกมต้นแบบแห่งอนาคตด้วยเช่นกัน? การจัดกิจกรรมโรดโชว์ในไอทีมอลล์ชั้นนำ ได้แก่ ศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์ประตูน้ำ และงามวงศ์วาน รวมทั้งศูนย์การค้าไอทีมอลล์ ฟอร์จูนทาวน์ เพื่อให้ลูกค้าทั่วไปได้ทดลองเล่นเกมและใช้งานจอ LG CINEMA 3D อย่างใกล้ชิด? การจัด Experience Zone สำหรับจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ในร้านค้าไอทีชั้นนำ 100 แห่งทั่วประเทศ?แอลจีถือเป็นแบรนด์แรกและแบรนด์เดียวในปัจจุบันที่คิดค้นและนำเสนอผลิตภัณฑ์ 3 มิติอย่างครบวงจร ได้แก่ LG CINEMA 3D ทีวี และสมาร์ทโฟน LG Optimus 3D รวมทั้งจอมอนิเตอร์LG CINEMA 3D แอลจีจึงนับเป็นผู้นำด้านโซลูชั่น 3 มิติอย่างแท้จริง และเราเชื่อว่าจอ LG CINEMA 3D ซึ่งมาพร้อมเทคโนโลยี 3 มิติที่ก้าวล้ำ และมีฟีเจอร์ที่ครบครัน จะได้การตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้ใช้ในตลาดเกม? นายวิรัตน์ กล่าวทิ้งท้ายจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ขนาด 23 นิ้ว ราคา 9,800 บาท ผู้สนใจสามารถสัมผัสประสบการณ์ 3 มิติรูปแบบใหม่จากจอมอนิเตอร์ LG CINEMA 3D ได้แล้ววันนี้ที่ @Club ชั้น 3ศูนย์การค้าเอสพลานาด รัชดาภิเษก และ Experience Zone ในร้านค้าไอทีชั้นนำทั่วประเทศข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่?www.lg.com/th หรือติดต่อศูนย์บริการแอลจี โทร 02-878-5757หรือหมายเลขโทรฟรี 1-800-545454 
ฟิลิปส์ขอแนะนำ Docking Entertainment System รุ่น Philips FidelioPrimo DS9000
By: Aumper_Jai | Date: 14 January 2011 | | ไม่มีความเห็น

บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำเครื่อง Docking Entertainment System ในซีรี่ส์ FidelioPrimo รุ่น Philips DS9000 สุดยอดแห่งการดีไซน์แบบโมเดิร์นคลาสสิก เปิดยุคใหม่ของการฟังเพลงจากเครื่องเล่น iPhone/iPod มาพร้อมกับเทคโนโลยี PureDigital ให้คุณเพลิดเพลินไปกับความไพเราะของดนตรีที่สมบูรณ์ ชัดเจนที่สุดเหมือนต้นฉบับอย่างแท้จริง

FidelioPrimo DS9000

Philips DS9000 สุดยอดแห่งดีไซน์ทันสมัย มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Passive crossover ช่วยให้ได้ยินเสียงจากทุกตัวโน๊ตได้อย่างชัดเจน เป็นธรรมชาติและสมบูรณ์แบบ แต่ละส่วนของย่านความถี่เสียงสมบูรณ์ที่สามารถรับฟังได้ถูกแยกออกและส่งไป ยังไดรเวอร์ และยังทำให้สัญญาณที่อยู่เหนือการตอบสนองต่อความถี่ของไดรเวอร์จะไม่ถูกส่ง ออกไป ผนวกกับเทคโนโลยีประมวลผลขั้นสูง PureDigital มอบเสียงชัดเจนสูงสุด กำลังขับ 140W RMS ทำให้สัมผัสพลังเสียงชัดใส เต็มอิ่ม และทรงพลังอย่างสมบูรณ์แบบ

ลำโพงเชื่อมต่อ Philips Fidelio มีทวีตเตอร์โดมรูปวงแหวนช่วยแปลงความถี่คุณภาพสูงที่ใช้ในลำโพง Hi-Fi ที่ผสานการสร้างเสียงความถี่สูงคุณภาพได้อย่างยอดเยี่ยมจนน่าประหลาดใจ ทั้งยังมีรายละเอียดเสียงและความชัดเจนที่แม่นยำอย่างน่าทึ่ง และช่วยลดความผิดเพี้ยนของเสียง ทำให้ได้เสียงดนตรีที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมสมบูรณ์แบบไม่ผิดเพี้ยน ท่อเสียงเบสที่จูนอย่างแม่นยำเพื่อสร้างเสียงเบสที่หนักแน่นและทุ้มลึก ระดับเสียงอะคูสติก 3L เปี่ยมคุณภาพที่อยู่ในวูฟเฟอร์สอดรับอย่างลงตัวกับท่อเสียงเบสแบบ Back Firing ที่แม่นยำเพื่อขับเสียงเบสที่หนักแน่นและเร้าใจจากลำโพงขนาดเล็กกะทัดรัด ให้คุณสัมผัสประสบการณ์ในการฟังที่ดื่มด่ำเหมือนจริง

สำหรับในส่วนของ ตัวตู้ Philips DS9000 ทำจากโครงสร้างไม้คุณภาพสูง MDF และยังถูกออกแบบให้มีความโค้งมนซึ่งไม่ได้มีแต่ความสวยงาม แต่ยังส่งผลให้เสียงอะคูสติกมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังสามารถลดเสียงก้องภายในลำโพงและให้เสียงที่ชัดเจนแม่นยำยิ่งขึ้น? นอกจากนี้ยังมีระบบ Proximity Sensor สามารถปิดหน้าจอแสดงผลเพื่อให้คุณได้ดื่มด่ำกับเสียงเพลงอย่างเต็มอิ่ม หรือไฟที่หน้าจอแสดงจะทำการหรี่ไฟอัตโนมัติหากคุณไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้น ทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานของเครื่องได้อย่างง่ายดาย

Philips DS9000?ราคา 17,990 บาท สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคฟิลิปส์?โทร. 02-652-8652

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.