Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
5 ทีวี 3D ตัวท็อป!!! ชนกันแบบจะๆ ยี่ห้อไหนเป๊ะ มาดูกัน
หลังจาก 1 ปีที่เราเริ่มได้ยินคำว่า 3DTV กันมา ก็กลายเป็นฟีเวอร์กระแสหลักของวงการจอภาพไปเลย LCDSpec เองก็ได้เห็น และทดสอบมาบ้างแล้ว ด้วยการที่ทีวีแบบ 2D หรือแบบ 2 มิติแบบเก่านั้นเรียกว่ามาถึงจุดที่ไม่สามารถพัฒนาอะไรออกมาให้ตื่นตาตื่นใจผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้สักเท่าไหร่แล้ว การพัฒนาด้าน 3D จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ผลิตที่จะมีลูกเล่นแปลกๆ ใหม่ๆมาขายได้ต่อไป และด้วยราคาที่ก็ไม่ได้แพงมากมาย พอๆกับราคาของ LCD ธรรมดาของปีที่แล้วซะด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีหลายยี่ห้อที่โดดลงมาเล่นสงคราม 3DTV นี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Samsung, Sony, Panasonic, Mitsubishi และ LG ก็มาลงโรงกันถ้วนหน้า ก็เลยได้มีโอกาสจับที่ว่ามาทั้งหมดมาชนกัน มาดูกันว่าผลออกมาจะเป็นยังไงบรรดาแม่ทัพเริ่มกันจากผู้นำทัพจากแค่ละค่าย ที่เอามาประจันกันก่อนเลย มีทั้งหมด 5 เครื่องด้วยกัน เป็นพลาสม่าทีวี 2 เครื่อง ตัวแรกจาก Panasonic Viera TC-P50VT25 อีกตัวเป็นตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรอง THX 3D มาด้วย คือ LG INFINIA 50PX950 ต่อกันด้วยเทคโนโลยี LCD อีก 2 ตัวที่เป็นไฟหลังแบบ LED ทั้งคู่ คือ Samsung UN40C7000 และ LED แบบ local dimming จาก Sony Bravia XBR-46HX909 ตัวสุดท้ายจะไม่เป็นเทคโนโลยี DLP Projection จาก Mitsubishi WD7838 โดยเครื่องของโซนี่มาพร้อมแว่นแบบ active shutter 2 อัน ของ Panasonic มีมาให้อันเดียว ส่วน LG, Mitsubishi และ Samsung ขายแยกไม่ได้มาพร้อมกับตัวเครื่องแว่นตา อาวุธสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโลก 3Dหากจะพูดกันตรงๆ ว่าการที่จะนั่งดูทีวีแล้วต้องเอาแว่นตามานั่งสวมทุกครั้ง มันก็คงฟังดูเป็นอะไรที่เกะกะ ทำไมถึงต้องใส่ด้วย แต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีที่จะทำให้เราดูภาพ 3 มิติได้อย่างเต็มอรรถรสแบบตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คงจะจำเป็นต้องใช้แว่นตาแบบ active shutter นี้ และทุกยี่ห้อต่างก็เลือกใช้เทคโนโลยีกันทั้งนั้น เพราะว่ามันเป็นหนทางเดียวในตอนนี้ที่จะนำเสนอภาพ 3 มิติได้ดีที่สุด และด้วยการที่มันเป็นแบบ active shutter ก็จะต้องใช้พลังงานในการเปิดและปิด shutter ของแว่นด้วย มันก็เลยจะต้องใช้พลังงานจากถ่าน ซึ่งก็จะทำให้แว่นหนักขึ้นอีกนิดหน่อยจากทางซ้าย Samsung, LG, Sony, Panasonic และ Mitsubishiโดยแว่นทุกยี่ห้อจะมีระบบคล้ายกันหมด เปิด/ปิด อัตโนมัติโดยอาศัยเซ็นเซอร์จับสัญญาณอินฟาเรดระหว่างตัวแว่น และตัวทีวี แต่จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อคือ Sony และ Mitsubishi ที่จะมีตัวส่งสัญญาณภายนอกที่ต้องเอาไปต่อเข้ากับ TV อีกทีนึง ในขณะที่ยี่ห้ออื่นๆ จะฝังมาด้านในตัวทีวีเลยช่องสำหรับเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ของแว่น LGแว่นของ LG จะมีความพิเศษ แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆอยู่สักหน่อย เพราะถ่านที่ใช้จะเป็นแบบชาร์จได้ในตัวเลย ไม่ต้องหาซื้อมาเปลี่ยนบ่อยๆ พร้อมทั้งมีช่องสำหรับสายชาร์จในตัวแว่น แต่ปุ่มปิด/เปิดอาจจะหายากกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุุปสรรคอะไรในการที่จะกดโดยไม่ต้องมอง แว่นของ Sony จะมีขอบรอบเลนส์ให้แนบสนิทเข้ากับช่วงตาของเรา ช่วยป้องกันแสงจากภายนอกแยงตาได้ แต่ตัวแว่นก็มีหนักอยู่สักหน่อย และยังมีขาแว่นที่ปรับระดับได้ ซึ่งเหมาะกับเด็กๆที่ศรีษะจะเล็กจนทำให้แว่นหลวมเลื่อนหลุดลงมาเป็นอย่างดี ส่วนอีก 3 ยี่ห้อที่เหลือ Panasonic, Samsung และ Mitsubishi ก็ค่อนข้างจะเบาและบางเหมือนๆกัน รวมทั้งเปิดด้านข้างออกหมด ทำให้แสงเข้ามารบกวนสายตาได้ แว่นของ Panasonic จะมีความพิเศษอยู่นิดนึงตรงแป้นรองจมูกที่ปรับเปลี่ยนได้ สำหรับใครก็ตามที่อยากได้ความสบายจากการสวมใส่ แต่มันถอดได้ก็แปลว่าหล่นหายได้เหมือนกัน ของ Samsung กับ Mitsubishi เหมือนกันเด๊ะ ต่างก็แค่ชื่อยี่ห้อที่พิมพ์ติดไว้บนตัวแว่นเท่านั้น ต้องทิ้งแผ่น 2D สุดโปรดอย่างนั้นเหรอทีวีทั้งหมดที่ Engadget ได้ทดสอบ มีระบบแปลงภาพแบบ 2 มิติปกติ เป็น 3 มิติได้ ยกเว้น Panasonic เท่านั้นที่ไม่มี แต่ระบบนี้เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้ว่ามันเป็นระบบจำลองภาพให้เป็น ไม่ได้เป็นภาพ 3 มิติแท้ๆ แต่ Samsung ก็ให้ตัวเลือกในการปรับระดับความลึกของภาพมาให้ด้วยถึง 10? ระดับ แต่ก็ยังคงเป็นระบบจำลองอยู่ดีนั่นแหละ แต่อย่างน้อยมันก็พอจะมีลูกเล่นอะไรให้พวกแผ่นเก่าๆที่เก็บสะสมกันมานานได้ล่ะนะ แต่ยังไงผมก็ขอแนะนำให้หาแผ่น Blu-ray แบบ 3D แท้ๆมาดูดีกว่า ยังไงก็ดีกว่ากันเยอะแล้วจะเอาตัวไหนดีคงต้องให้ถามตัวเองกันก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากได้มาเป็นอันดับแรก หรือคือสิ่งที่เราชอบ และเหมาะกับเราที่สุด ยี่ห้อแต่ละยี่ห้อก็มาพร้อมจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่เอาเรื่องภาพมาเป็นอันดับแรกล่ะก็ ตัวเลือกคงต้องเป็น Plasma TV จาก Panasonic เลย เปรียบเทียบจากในกลุ่มมันให้ภาพที่ดีที่สุด แต่เท่าที่รู้มันกลับไม่ใช่ที่ทีวีที่ขายดีที่สุด นั่นแปลว่าก็ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกที่คนจะซื้อทีวีสักเครื่องใช้เป็นหลัก อย่างถ้าคุณเป็นคนชอบรูปลักษณ์ความสวยงาม แม้ว่ามันจะไม่ได้เปิดใช้ดูอยู่ก็เถอะ แนะนำว่า monolothic ดีไซน์จาก Sony เป็นอะไรที่สวยหยดจริงๆ สำหรับใครที่ต้องการแว่นที่ดีที่สุด เพื่อมาชม 3D แบบเต็มอารมณ์ แนะว่าไป LG ได้เลย แต่ถ้าขนาดหน้าจอคือสิ่งที่เหนืออื่นใด เทคโนโลยี DLP จาก Mitsubishi จะให้ขนาดได้ใหญ่มาก ส่วน Samsung เป็นอะไรที่ให้มาในราคาที่ถูกสุดๆ ใครเงินไม่เยอะ แต่อยากได้แจ่มเกินราคา ก็ต้อง Samsung นี่แหละ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว แนะให้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ต้องการรู้ถึงจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ ความเป็นจริงแล้วอาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย ว่ามีความชอบแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดาCredit: Engadget
Review: Sanyo VIZON LCE-24C100F – LED TV 24″ ความระเอียดระดับ Full HD ราคาชิลๆ
ในวันนี้ทาง LCDSpec.com ได้มีโอกาสสัมผัสกับ LED TV ของทาง Sanyo ในซีรี่ย์ VIZON รุ่น?LCE-24C100F ซึ่งเป็น LED TV ขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว รุ่นใหม่ล่าสุดจากทาง Sanyo?ที่อัดแน่นด้วยจุดภาพมากกว่า 2 ล้านจุด (1920?1080 พิกเซล) ที่สำคัญยังมาพร้อมด้วยความสามารถที่จะนำ LED TV รุ่นนี้มาเปลี่ยนเป็น LED Monitor เพื่อใช้กับคอมพิวเตอร์ได้อีกด้วย ซึ่งนั่นก็เลยทำให้หลายๆ ท่าน ได้มีทีวีและมอนิเตอร์คุณภาพระดับ Full HD ในราคาไม่ถึงหมื่นได้อย่างไม่ต้องคิดมากกันเลย โดยราคานั้นอยู่ที่ 8,490 บาทเท่านั้นเอง ซึ่งถ้าหากว่าใครช่วงนี้คิดว่ากำลังจะถอยทีวีใหม่ มาไว้ในห้องที่ไม่ใหญ่มาก ก็ไม่น่าพลาดที่จะชมรีวิวของ?Sanyo?LCE-24C100F ที่เป็น LED TV ? ซึ่งถูกออกแบบให้ประหยัดพลังงาน (Eco Mode) ถึง 50 % เมื่อเทียบกับโทรทัศน์ CRT ขนาด 29 นิ้วทั่วไปในตลาดLED TV จาก Sanyo?LCE-24C100F มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 24 นิ้ว กับความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 พิกเซล) อีกทั้งยังมีคอนทราสต์หรืออัตราความคมชัดที่สูงถึง 2,500,000 : 1 เลยที่เดียว ส่งผลให้เมื่อเรานำไปใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการชมภาพยนตร์ หรือใช้งานอื่นๆ ก็เต็มอรรถรส นอกเหนือจากนั้นความสว่างของจอภาพยังสูงถึง 300 CD/M2 และอัตราความเร็วในการตอบสนองภาพอยู่ที่ 6.5 ms อีกทั้งยังมีการเชื่อมต่อที่ครบครันทั้ง HDMI / Component / AV/ D-Sub ทำให้รองรับในหลากหลายอุปกรณ์การเชื่อมต่อสำหรับระบบเสียงเป็นระบบสเตริโอ พร้อมด้วยการประหยัดพลังงานที่ทำให้ LED TV ตัวนี้กินไฟต่ำอีกด้วยครับทางการออกแบบของ Sanyo?LCE-24C100F อาจจะไม่ดูหวือหวามากนักวัสดุหลักเป็นพลาสติก โดยตัวเครื่องจะเป็นกรอบดำ Glossy มัมวาวทั้งตัว ที่ดูๆ แล้วก็เรียบหรูไปอีกแบบฐานจอมีลักษณะเป็นสีเหลี่ยมโค้งมนสีดำเข้ากับจอดีครับ ขนาดใหญ่พอที่จะวางจอได้อย่างมั้นคงดีทีเดียวเลยตรงกลางขอบจอด้านล่างจะมีโลโก้ Sanyo อยู่ โดยถัดลงมาหน่อยจะเป็นไฟสถานะของเครื่อง รวมไปถึงช่องรัยสัญญาณรีโมทและเซ็นเซอร์ตรวงจับแสงอีกด้วยบริเวณขอบจอได้ออกแบบไว้อย่างโค้งมนสวยงามไม่น้อยเลยทีเดียวนอกเหนือจากนั้น เครื่องเราได้มาทดสอบยังมีสติ๊กเกอร์ ที่บอกถึงคุณสมบัติต่างๆ ที่มีมาใน?Sanyo?LCE-24C100F อีกด้วยมาดูที่ด้านข้างของตัวจอ เพื่อมาดูความบางกันดีกว่า ที่จะเห็นกันได้ว่ามีความบางพอสมควรเลยทีเดียว สมกับเป็น LED TV จริงๆเผื่อใครนึกไม่ออก เราเลยนำ iPhone 4 มาถือเทียบกันให้ดูครับนอกเหนือจากนี้ด้านข้างของตัวเครื่องยังมีปุ่มควบคุมเมนูต่างๆ อาทิ ปุ่มเปิด – ปิด / Menu / Input / OK / ปรับระดับเสียง / เปลื่ยนช่องมาชมกันในส่วนของด้านหลังจอกันบ้าง ที่เราจะเห็นได้ว่าเป็นการออกแบบดีไซน์ที่เรียบๆ โดยเป็นพลาสติกสีดำด้านด้านบนของด้านหลังจะเป็นช่องระบายความร้อนของจอ ซึ่งทำมห้เราได้เห็นถึงงานประกอบที่เรียบร้อยอีกด้วยตรงกลางจอด้านหลังจะมีรายละเอียดต่างๆ ของ?Sanyo?LCE-24C100F แจ้งเอาไว้ถัดมาเป็นส่วนของฐานจอที่ยึดกับจอด้วยน็อตจำนวน 2 ตัว ที่ทำให้เราทราบได้ว่า LED TV รุ่นนี้ ไม่สามารถหมุนซ้าย – ขวาได้ คือถ้าจะหมุน ต้องหมุนทั้งตัวเครื่องเลยบริเวณด้านขวาหลังนั้นจะเป็นช่องต่อสัญญาณต่างๆ โดยมีรูปแบบที่ฝังไปกับหลังจอแบบตั้งฉากทำให้การต่อสายทำได้ง่ายไม่ต้องก้มหาว่าช่องไหนจะต่ออะไร แต่อาจจะไม่สะดวกถ้าจอวางชิดผนัง หรือแขวนผนังตัวรีโมทถือได้กระชับมือดีครับ ไม่ใหญ่ไม่เล็กเกินไป ปุ่มใช้งานแยกเป็นหมวดอย่างชัดเจน มีมาให้อย่างครบครันแบตเตอรีที่ใช้เป็นขนาด AA จำนวน 2 ก้อนด้วยกันครับ
เพื่อสีที่ถูกต้องสมจริง เรามา Calibrate หน้าจอ Monitor กันเถอะ
>>> ในหน้าสุดท้ายมีกิจกรรมเล่นเกมกันสนุกๆ ด้วย อย่าลืมมาร่วมเล่นกันนะครับคุณเคยประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่งภาพบนหน้าจอตัวเองว่าสีสวยแล้ว พอส่งไฟล์ไปให้เพื่อนกับพบว่าสีไม่เห็นเหมือนบนจอเราเลย ทั้งมืด ทั้งเพี้ยน แล้วไหนจะเอาไปอัดอีก สีไปกันใหญ่เลยคราวนี้วันนี้ LCDSPEC.COM เรามีคำตอบมาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า จอภาพและอุปกรณ์แสดงผลภาพทำงานโดยมี Color Space ที่ต่างกันColor Space แบบ 2 มิติโดยหากจอไหนที่มี Color Space ที่กว้างจะให้ความสดใสภาพได้มากกว่าจอที่มี Color Space แคบ เช่นจอที่เป็นชนิด LED LCD Monitor จะมี Color Space ที่กว้างกว่า จอชนิด CCFL LCD Monitor เป็นต้นแล้ว Color Space มันคืออะไร ?Color Sapce ของ Monitor ก็คือขอบเขตของการแสดงสีของจอภาพนั้นๆ ว่าสามารถแสดงสีได้มากน้อยแค่ไหน เป็นที่มาว่าทำไมแต่ละจอถึงให้สีที่มีความสดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทำ Color Profile เข้ามาช่วยในการควบคุมให้มีการแสดงสีให้มีค่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เนื่องจาก Color Profile นี้จะทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บอกว่าสีที่ต้องการนี้อยู่ที่ตำแหน่งไหนของ Color Space ที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าส่งคำสั่งแสดงสี 200,0,0 ไปให้ Monitor A จะได้สีแดงเข้มๆ แต่ถ้าส่ง 200,0,0 เช่นกัน ไปให้ Monitor? B จะได้สีแดงที่สว่างขึ้น ถ้าต้องการให้ Monitor A และ Monitor B แสดงสีออกมาเหมือนกัน ก็จะจำต้องที่จะต้องทำแผนที่สีที่ว่าไปเมื่อกี้ ซึ่งสีถ้าใช้ Color Profile บน Color Space ของ Monitor A สีแดงเข้มอยู่ที่ 200,0,0 แต่สีแดงเข้มบน Color Space ของ Monitor B อาจจะอยู่ที่ 190,0,0 ได้ การทำงานเช่นนี้จะมีการแปลงโปรไฟล์สีเกิดขึ้น เพื่อให้ได้สีที่ถูกต้องแล้วโปรไฟล์สีนี้จะได้มาอย่างไร โดยทั่วไป ผู้ผลิตจอมอร์นิเตอร์จะมีการทำโปรไฟล์สีของจอรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้อุปกรณ์มีการแสดงผลได้ตามต้นแบบ 100% ได้ และถ้าสังเกต จะเห็นว่าจอที่ใช้ไปนานๆ จะมีอากาเหลืองเกิดขึ้น เนื่องจากหลอด back light หรือภาคจ่ายไฟให้หลอด back light เริ่มเสื่อม ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้โปรไฟล์สีเดิมไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง เราจึงควรที่จะทำโปรไฟล์สี หรือแผนที่สีบนจอขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้สีที่แสดงออกมายังตรงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการสร้างโปรไฟล์สีนี้ก็คือการ Calibrate หรือการปรับเทียบหน้าจอนั่นเองโดยการ Calibrate สามารถทำได้ 2 วิธีหลักด้วยกัน คือการใช้สายตาในการปรับเทียบ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำที่ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้ที่จริงจังเรื่องการใช้สีมากนัก แต่ถ้าต้องการความแม่ยำที่สูงขึ้นจะใช้พวก Hardware ประเภท Spectophotometer หรือ Colorimeter ในการปรับเทียบ—–การ Calibrate หน้าจอด้วย สายตา (Windows 7) :การ Calibrate ด้วยวิธีนี้ ทีมงาน LCDSPEC.COM ขอบอกไว้ก่อนว่า?ผู้ใช้ต้องใช้ความแม่นยำในการพิจารณาสีพอสมควร และค่อนข้างมีปัญหาบ้างกับคนที่ตาบอดสี เนื่องจากเป็นการใช้สายตาในการปรับเลื่อนให้สีมีค่าเข้าใกล้สีขาวมาตรฐานมากที่สุดงานนี้ขอใช้ Calibrate Color ของ Windows 7 นะครับ ถือว่าเป็น Tool นึงที่สะดวยเลยที่เดียวก็ว่าได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาหา Adobe Gamma มาลงให้เสียเวลาเอาหล่ะก่อนจะเริ่ม calibrate เรามาเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และพื้นที่กันหน่อยดีกว่านะ1. แสงสว่างในห้องต้องเหมาะสม ไม่มีแสงวูบวาบ หรือมีการฉายไฟเข้าจอโดยตรง2. ผนังห้องควรมีสีใกล้เทากลางจะยิ่งดี เพราะสายตาเราจะวัดแสงและสีจากฉากและผนังรอบๆ จอด้วย3. ตั้งค่าทั้ง จอ และ การ์ดจอ ให้เป็นค่าเริ่มต้น หรือ Factory Default4. Wallpaper ควรเป็นภาพที่เป็นเฉดเทา5. เปิดจอไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้หลอดจอ (CRT) หรือหลอด Back Light (LCD) ร้อนพอและให้แสงที่คงที่ได้ตามนี้แล้ว มาทำการ Calibrate กันเลยดีกว่าเริ่มด้วยจากการเข้าไปที่ Control Panelสำหรับคนที่ใช้มุมมองแบบ Category ให้เลือกที่ Appearance and Peraonalization > Display > Calibrate colorส่วนใครใช้มุมมองแบบ Large/Small icons (Classic) ให้เลือกที่ Display > Calibrate color ได้เลยหลังจากเข้าโปแกรมแล้ว หาเรามี Monitor หลายตัว ก็สามารถเลือกได้ที่จะทำการ Calibrate ที่ Monitor ตัวไหนก็ได้โดยการลากหน้าต่าง Calibrate Monitor (ตามภาพ) ไปวางไว้ที่หน้าจอนั้นๆ จากนั้นทำการกด Nextในขั้นตอนถัดมาจะเป็นการบอกถึงการตั้งค่าว่าเราควรตั้งค่าอย่างไรก่อนที่จะเริ่มทำการ Calibrate หน้าจอ โดยขั้นตอนที่ต้องทำก็ง่ายๆ เพียงแค่กดเมนูขึ้นมา แล้วทำการ Reset การตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นเสียก่อน (Factory default) และถ้าหาก OSD Menu ของจอนั้นเลื่อนได้ ก็แนะนำให้เลื่อนไปอยู่ในจุดที่ดูไม่เกะกะ กับการอ่านวิธีในขั้นตอนต่อๆ ไป เมื่อได้ตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วจากก็กด Next กันได้เลยครับเริ่มจากการตั้งค่า Gamma ก่อน ด้วยการปรับค่าแบบง่ายๆ เลื่อนแถบ Slide bar ให้จุดสีที่อยู่ตรงกลางมีสีกลืนกันกับสีที่เป็นวงนอก โดยในภาพจะเป็นตัวอย่างของค่า Gamma ที่เหมาะสม ก็คือจุดที่อยู่กลางวงกลมจะดูกลืนไปกับสีพื้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น แล้วถ้าหากจุดตรงกลางเป็นสีขาว แสดงว่าค่า Gamma นั้นต่ำไป และในทางกลับกัน ถ้าจุดตรงกลางดูสีเข้มกว่าพื้นที่โดยรอบ แสดงว่าค่า Gamma นั้นสูงเกินไป เมื่อเราทำความเข้าใจกับการตั้งค่า Gamma แล้วหล่ะก็กด Next ต่อได้เลยคราวนี้มาเป็นการปรับ Gamma จริงกันซะที ก็แค่เลื่อนแถบ Slide ให้สีจุด กับสีพื้นมันกลืนกันเป็นอันเสร็จพิธี กด Next ต่อครับหลังจากเสร็จสิ้นการตั้งค่า Gamma ให้กับหน้าจอ คราวนี้มาถึงการปรับค่าความสว่าง และค่าคอนทราสต์ เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสมในการใช้งาน แต่หากใครใช้โน็ตบุค โดยมากจะไม่สามารถปรับค่าเหล่านี้ได้ ก็สามารถกด Skip brightness and contrast adjustment เพื่อข้ามไปยังการปรับค่าสมดุลสีได้ทันที แต่ถ้าหากปรับค่าได้ ก็ให้กด Next เพื่อทำการปรับความสว่างของหน้าจอก่อนการปรับ Brightness ที่เหมาะสม ลองดูที่ภาพนะครับ จะมีทั้งสีขาว ดำ ดำมาก และเงาดำ โดยต้องปรับให้เห็นสีทั้งหมดที่ว่าครับ ไม่ใช่ มืดจนไม่เห็นเงาดำในสีดำ หรือสว่างจนสีดำดูไม่ดำ ดูข้อตกลงแล้วก็ไม่ยากใช่มั้ยครับ กด Next ต่อดีกว่าเมื่อรู้รูปแบบการปรับแล้ว ก็ลงมือตั้งค่าเลยละกัน ทำการกด เมนูขึ้นมา เข้าไปที่ส่วนการตั้ง Brightness ทำการเพิ่มหรือลดแสงเพื่อให้เห็น รายละเอียดบนเสื้อสูท และตัว X ที่อยู่บนฉากสีดำด้านหลัง โดยที่ส่วนสีดำต้องดูเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิม หลังจากได้ความสว่างที่เหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กด Next เพื่อทำการปรับค่าคอนทราสต์ต่อเลยละกันตอนนี้ก็มาถึงการตั้งคอนทราสต์ของจอกันแล้ว โดยภาพก็จะยังเป็นโทนขวา-ดำเหมือนเดิม การปรับในครั้งนี้จะให้สังเกตในส่วนของรอยยับบนเสื้อ และความใสภาพเป็นหลักก็แล้วกัน โดยถ้าหากคอนทราสต์เราสูงเกินไป รอยยับบนตัวเสื้อจะมองไม่เห็น จะดูว่าเสื้อขาวไปหมดทั้งตัว แต่ถ้าคอนทราสเราต่ำไป ภาพจะดูหมองๆ สีดำก็ไม่ดำออกจะเทาๆ ไปนิด เพราะฉนั้นค่าที่เหมาะสมจึงเป็นค่าที่ทำให้ส่วนขาวดำในภาพ ดูสีตัดกันมากที่สุด และบนตัวเสื้อเห็นรอยยับได้ชัดเจน ดูรูปแบบการปรับแล้วก็มาปรับจริงกันซะที กด Nextและแล้วเราก็มาปรับคอนทราสต์จริงๆ ซะที กดเมนูขึ้นมา ไปที่ Contrast แล้วก็เลื่อนๆๆๆๆๆๆ ได้ค่าดูน่าพอใจแล้วก็กด Nextหลังจากปรับค่าความเหมาะสมของจอกันไปแล้ว คราวนี้จะเป็นส่วนของการปรับสมดุลสีขวา จะเป็นส่วนของการสร้างรูปแบบสี หรือ Color Profile ขึ้น และตรงนี้เองที่ต้องการความแม่นของการดูสีค่อนข้างมากเลยทีเดียว? ว่าแต่เมื่อกี้มีใครมาทางลัดกันบ้างครับ ?ไม่เป็นไร ใครมามาทางตรง หรือทางลัดก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครมาทางตรง จะเห็นว่าขั้นตอนก่อนหน้าจะมีแค่ มากไป หรือน้อยไป ความเป็นไปได้มีแค่ 3 ช่วงรูปแบบเท่านั้น แต่ครั้งนึ้รูปแบบความเป็นไปได้มีถึง 7 ช่วงรูปแบบ (แดงเกินไป เขียวเกินไป น้ำเงินเกินไป ออกจะม่วงไปนะ ออกฟ้าไปนิด ออกเหลืองไปหน่อย หรือว่าสีพอดีแล้ว) กันเลยทีเดียว o_O เพราะมันคือการปรับสมดุลสีกันทีเดียวทั้ง 3 สี เพื่อให้ได้สมดุลสีขาวที่เหมาะสม งานนี้ถ้าใครมีตัวช่วยอย่างกระดาษเทากลาง หรือกระดาษสีเทา 18% ก็จะช่วยให้ปรับได้ง่ายขึ้นอีกนิดนึงครับ คุยไปอาจจะไม่เห็นภาพ กด Next เลยดีกว่าอย่างที่บอกหล่ะครับ ว่าคราวนี้เราจะตั้งค่าสีพร้อมกันเลย 3 สี (แล้วจะมั่วไปมั้ยเนี่ย) และก็อย่างที่บอก (อีกแล้ว) ถ้าใชกระดาษเทากลางก็พอเอาเทียบๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พยายามนิดนึง ค่อยๆ เลื่อนๆ ถ้าสีไหนมากไปก็ลดสีนั้นลง จนดูว่าสีทั้งหมดไล่จากขาวไปเทา (สีตรงกลางนั่นคือสีเทากลางหรือ Neutral grays) และเมื่อปรับจนได้สีเทาและไม่ แดงไป เขียวไป หรือน้ำเงินเกินไป ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กด Next ต่อเพื่อบันทึกค่าและสุดท้ายเมื่อปรับแต่งเสร็จ เผื่อใครจะลืมสีเดิมไปแล้ว ก็ลองกดที่ปุ่ม Previous calibration เพื่อดูค่าก่อนปรับสีก็ได้นะครับ บางจออาจจะดูว่าก่อนทำการปรับสีจอเราอาจจะฟ้าเกินไป หรือบางคนอาจจะใช้จอถนอมสายตา (เหลือง) มาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่ก็สุดแล้วแต่แหละครับ ถ้าใครดูแล้วว่าที่ Calibrate มานั้นดูแล้วไม่ชอบ ก็กด Cancel ออกไปได้ครับเพื่อใช้ค่าเดิม แต่ถ้าดูแล้วดีขึ้นก็กด Finish เป็นอันเสร็จสิ้นครับหลังจากได้ลอง Calibrate หน้าจอด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้วไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
ฟิลิปส์เปิดตัวชุดโฮมเธียเตอร์ใหม่ Philips HTS7140
บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำชุดโฮมเธียเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด Philips HTS7140 มาพร้อมกับเทคโนโลยี Ambisound? เติมเต็มความสมบูรณ์ภาพยนตร์จากแผ่น Blu-ray เพิ่มพลังเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทางด้วยลำโพงแบบ Soundbar และลงตัวด้วยดีไซน์ที่จัดวางเข้ากับแอลซีดี/แอลอีดี ทีวีฟิลิปส์ขนาด 40 นิ้วขึ้นไปได้อย่าง สมบูรณ์แบบ สร้างสรรค์คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดในการฟังดนตรี พร้อมให้คุณได้เพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องโปรดคุณภาพระดับโรงภาพยนตร์พรีเมี่ยมได้ที่บ้านคุณPhilips Soundbar HTS7140 มาพร้อมกับเทคโนโลยี Ambisound ที่ให้พลังเสียง 5.1 เซอร์ราวด์รอบทิศทางทั่วทั้งห้อง ด้วยเทคนิคการจัดวางลำโพงใน Soundbar อย่างเหมาะสม พร้อมซับวูฟเฟอร์เพียง 1 ตัว ก็ทำให้ได้เสียงที่กว้างอย่างลงตัว? นอกจากนี้ Dolby Digital, DTS, Dolby Prologic II และ DolbyTrueHD ยังยกระดับเสียงให้ทรงพลังก้องกระหึ่ม? กำลังขับรวม RMS ทั้งหมด 500 วัตต์นอกจากนี้ เครื่องเล่น Blu-ray Philips BDP7500? ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นพิเศษ BD-Live (Profile 2.0) เพื่อให้คุณสนุกกับข้อมูลโบนัส Blu-ray ออนไลน์ได้ โดย BD-Live เปิดโอกาสให้คุณได้เข้าสู่โลกกว้างของความละเอียดสูงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดPhilips HTS7140 รุ่นนี้สามารถเล่นได้กับทุกแผ่น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหนัง?? Blu-ray DVD, DVD+R/RW, DVD-R/RW, (S)VCD, DivX, DivX Ultra (เพื่อการเล่นมีเดียไฟล์ชนิด DivX ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น) แผ่นเพลง CD, MP3-CD, CD-R/RW และ CD รูป JPEG filePhilips HTS7140 ราคา 21,990? บาท? สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคฟิลิปส์? 02-6528652
โปรโมชั่นโดนๆ ราคาเด็ดๆ ภายในงานคอมมาร์ต 2011 มาแล้วครับ!!!
สวัสดีครับ ไม่ทรบว่ามีใครไปเดินงานคอมมาร์ตมาแล้วกันบ้าง ซึ่งทาง LCDSpec ก็ขอถึงโอกาสพาทุกท่านไปชมโปรโมชั่นโดนในงานคอมาร์ตครั้งนี้กัน โดยในส่วนของทีวีมากันเกือบทุกแบรนด์เลยมาเริ่มกันที่บูธของ Sony กันก่อนเลย!!!มาต่อกันที่ Samsungถัดมาเป็น LG ครับพวกสาย HDMI / ปลั๊กไฟ ก็มีมาลดราคากันเช่นเดิมบูธ Provision กับทีวีสเปกสูงราคาถูกต่อมาเป็น Panasonicถัดมาเป็น Toshibaและ SharpLED Monitor ขนาดใหญ่รุ่นใหม่ล่าสุดจาก SamsungLED Monitor 3D รุ่นล่าสุดของ Samsung ที่มีทีวีจูนเนอร์ในตัวอีกด้วย พร้อมราคาเปิดที่ 29,990 บาทและปิดท้ายกับ Philips ครับมีอุปกรณ์ที่จะเปลี่ยน iPhone เป็นรีโมได้ด้วย ราคาอยู่ที่ 4,590 บาทครับ
เอซุส ส่ง จอแอลอีดี ซีรีย์ ?ดีไซน์โน? ตัวเครื่องบางเฉียบ มุมมองกว้างถึง 178 องศา
เอซุส เปิดตัว จอแอลอีดี ซีรีย์ Designo ML 229/239/249 ด้วยดีไซน์บางเฉียบ ที่มากับ พาเนลแบบ IPS (In-Plane Switching) และ VA (Vertical Alignment) ออกแบบขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้สัมผัสได้ถึงประสบการณ์ใหม่แห่งการรับชม ไม่ว่าจะเป็นมุมมองกว้างเป็นพิเศษถึง 178 องศาการันตีความสวยงามด้วยรางวัล Good Design Award จากประเทศญี่ปุ่น จอแอลอีดี ซีรีย์ ?ดีไซน์โน?(Designo) มีให้เลือก 3 ขนาด รุ่น ML229H ขนาด 21.5 นิ้ว รุ่น ML239H ขนาด 23 นิ้ว และรุ่น ML249H ขนาด 24 นิ้ว ทั้งสามรุ่นให้มุมมองกว้างถึง 178 องศา สามารถรับชมภาพที่เหมือนกันได้จากทุกมุม มอง ไม่ว่าจะวางในแนวนอนหรือแนวตั้ง?ด้วยเทคโนโลยี Smart Contrast ที่ให้ค่า Contrast Ratio สูงเป็นพิเศษถึง 50,000,000:1 สามารถแสดงทั้งภาพมืดและสว่างได้อย่างมีมิติสมจริง อีกทั้งสามารถปรับปริมาณแสงสว่างจากด้านหลัง (Backlight Luminance) นอกจากนี้ยังมีพอร์ต HDMI เพื่อการรับชมภาพระดับ HD Full 1080p (ความละเอียด 1920×1080) ทั้งจากคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นบลูเรย์ และเครื่องเล่นเกมได้อีกด้วย จอแอลอีดี ซีรีย์ ?ดีไซน์โน?(Designo) โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่บางหรูเป็นพิเศษ และปุ่มกด LED แบบไร้รอยต่อ พร้อมขาตั้งแบบสองห่วง เพื่อการปรับแบบเอียงและหมุน ได้อย่างง่ายดาย ผสมผสานระหว่าง?ความมีสไตล์และคุณสมบัติเพื่อการใช้งานที่ลงตัว การันตีด้วยรางวัล Good Design Award จากประเทศญี่ปุ่น ด้านความสวยงาม รวมทั้งยังคงมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์อื่นๆของเอซุส ไม่ว่าจะเป็นแผง LED-backlit ชนิดไร้สารปรอท และกล่องบรรจุภัณฑ์ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต เป็นต้นพบกับ จอแอลอีดี ซีรีย์ Designo ML 229/239/249 ได้แล้ววันนี้ ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเอซุสทั่วประเทศ หรือ สอบถามรายละเอียดได้ที่ ASUS Call Center 02-401-1717 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.asus.co.th 
รีวิว: Acer LCD Monitor Touch Screen 23″ – T231H [จิ้ม ลิ้ม ลอง]
By: ROM | Date: 19 February 2011 | | 1 ความเห็น

07User Interface

สำหรับกราฟฟิกเมนูการปรับแต่งต่างๆของตัวเครื่อง เมื่อกดปุ่มขึ้นมาจะโชว์ที่มุมด้านล่างขวาของจอ เหนือตำแหน่งของปุ่่มแต่ละปุ่มพอดี

IMG_5458

หน้าต่างแรก หลังการกดปุ่มเรียกเมนูขึ้นมา จะพบกับ 5 เมนูหลัก เริ่มจากด้านซ้าย เป็นเมนูการปรับแต่งการประหยัดไฟ, ปุ่มสำหรับให้เครื่องปรับขนาดหน้าจอให้ตรง และพอดี, เมนูการปรับแต่งค่าต่างๆ, ระดับความดังของเสียงลำโพง และ เลือกว่าจะเปิดดูภาพจากช่องต่อไหน VGA, DVI หรือ HDMI

IMG_5459

สำหรับเมนูการปรับแต่งด้านใน หน้าแรกจะเป็น Picture ใช้ปรับค่าทั่วไปของจอ เช่น ความสว่าง, คอนทราสท์, ตำแหน่งของภาพ ไปจนถึงอุณภูมิสี

IMG_5460

ส่วนที่สองเป็นการตั้งเวลาของหน้าต่างเมนูของเครื่อง ว่าจะให้ปิดเองภายในเวลาเท่าไหร่ เมื่อเราไมได้ใช้งาน

IMG_5461

ส่วนที่สาม Setting อันี้จะเป็นการเกี่ยวกับระบบของเครื่อง อันแรก DDC/CI เป็นส่วนติดต่อระหว่างการสั่งงานหน้าจอ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อการสั่งงานหน้าจอบางอย่าง, ACM ระบบที่จะปรับเปลี่ยนค่าคอนทราสท์ของภาพตามความเข้มของภาพที่แสดง, Input ก็เป็นการเลือกช่องสัญญาณที่จะให้แสดงภาพ ที่เหลือก็จะเป็นภาษา และ รีเซ็ตระบบทั้งหมดกลับไปเป็นการตั้งค่าจากโรงงานIMG_5462

ส่วนหน้าสุดท้าย เป็นการแสดงข้อมูลของเครื่อง คือความละเอียด, ความถี่ในการ refresh หน้าจอในแนวตั้ง และแนวนอน, ช่องสัญญาณที่ใช้ และหมายเลข serial ของเครื่อง

09Performance

มาถึงเรื่องคุณภาพของภาพที่ได้กันเหมือนเคย

IMG_5431

ไล่สีได้ดี ทั้งในส่วนของจุดที่สว่าง และมืด

IMG_5432

เก็บรายละเอียดของภาพได้คมชัด

IMG_5437

IMG_5438

IMG_5440

สีสันสดใส พร้อมความคมชัด ไม่เสียชื่อจากรุ่นก่อนๆ ที่ทำได้ดีมาตลอดครับ

IMG_5441IMG_5449

ย้อนเวลามาดู 4 เต่าทองเดินข้ามทางม้าลาย ภาพยอดฮิตติดตา ในแบบ colorful

IMG_5451IMG_5452

IMG_5473

ป๋า เคน วาตานาเบ้ กำลังเครียดคิดแผนก่อนการร้าย

IMG_5491

CL แห่งวง 2ne1 สุดยอดวง girl group แห่งเกาหลี

IMG_5493IMG_5512

โดยรวมภาพที่ทำได้ ดีกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีกครับ ให้สีสันได้สดใสอยู่ในระดับที่โอเค ไม่ซีดจางมากนัก เรื่องความคมชัดก็ไม่เป็นปัญหา ยังแสดงผลได้คมเหมือนเดิม

«»

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.