Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
งบ 30,000 บาท ช่วงนี้จะถอย LCD, LED, Plasma TV รุ่นไหนดี? ดูที่นี่มีคำตอบ
งบ 30,000 บาท ช่วงนี้จะถอย LCD, LED, Plasma TV รุ่นไหนดี ดูที่นี่มีคำตอบความเป็นจริง นาทีนี้หากใครมีเงินอยู่ในกระเป๋าจำนวน 30,000 บาท ถ้าจะลือกซื้ออุปกรณ์ไอที ก็คงจะไปซื้อโน้ตบุ๊กรุ่นใหม่ๆ ซีพียู Core i5 พร้อมการ์ดจอแรงๆ เอาไว้เล่นเกม-ทำงาน หรือไม่ก็คงจะไปถอย iPhone4, BB, Andriod มาใช้ให้โก้โก้กัน ตามกระแสนิยม แต่หากใครก็แล้วที่ชอบอยู่ติดบ้านไม่ค่อยไปไหน คงจะต้องนึกถึงทีวี เพื่อเอาไว้นอนดูหนัง ละครอยู่บ้านเป็นแน่แท้วันนี้ทีมงาน LCDSPEC ก็เลยขอโอกาสเสนอทางเลือกในการซื้อทีวีที่ประกอบไปด้วย LCD TV, LED TV, Plasma TV โดยได้มีการเลือกมาประเภทละ 1 รุ่นต่อ ?1 ประภทที่น่าสนใจ กำหนดงบประมาณไม่เกิน 30,000 บาท ซึ่งสาเหตุที่เลือกงบประมาณเท่านี้เพราะ เป็นจำนวนเงินที่จะซื้อทีวีหนึ่งเครื่องที่จัดได้ว่าคุ้มค่าต่อการใช้งานอย่างที่สุด คือ ไม่ราคาสูงเกินไปจนดูฟุ่มเฟือย และราคาไม่ถูกจนเกินไป ที่จัดเป็นเทคโนโลยีเก่า?เอาล่ะครับ มาดูกันว่าทีวีประเภทไหน รุ่นใดจะเหมาะกับการใช้งานของแต่ละท่านกันดีกว่าเริ่มจาก LCD TV Toshiba – 40CV700T (ราคา 26,990 บาท)สเปกโดยพอสังเขป:- ขนาดหน้าจอ 40 นิ้ว- ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 พิกเซล- ตัวประมวลผลภาพ Power Meta Brain- คอนทราสต์ 50,000:1- ค่าความสว่าง 500 cm/m2- ระบบเสียง REGZA WOOFER?10Wx2- การเชื่อมต่อ HDMI x2, D-Sub, USB (Jpeg Playback)LCD TV จาก Toshiba รุ่น 40CV700T มีความน่าสนใจตรงที่คุณภาพของภาพที่แสดงผลได้ ซึ่งนอกเหนือจากขนาดหน้าจอ 40 นิ้ว ความละเอียดระดับ Full HD แล้ว (ขนาด 32 นิ้ว จะเป็นเพียง HD Ready) ยังมีชิพประมวลผลภาพอัจฉริยะที่มีประสิทธิภาพการทำงานที่สูง อย่าง Power Meta Brain และ Video Processing 10Bit?พร้อมทั้งมีฟีเจอร์ Auto Signal Booster มาช่วยปรับสัญญาณภาพที่ต่ำให้มีความคมชัดมากยิ่งขึ้น (ดูฟรีทีสีบ้านเราหายห่วง ฮา…), Intelligent Backlight Control ช่วยให้แสดงสีดำได้อย่างดำสนิทมากยิ่งขึ้น, 3D Color Management จัดการเรื่องสีสันความอิ่มตัวไม่แพ้ทีวีรุ่นตัวบนๆ นอกเหนือจากนี้ Auto View คอยช่วยปรับค่าการแสดงผลให้เหมาะกับสภาวะแสงในห้องที่เปลี่ยนไป และด้วยระบบเสียง REGZA WOOFER?10Wx2 ให้เสียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง โดยไม่ต้องง้อชุดเครื่องเสียงภายนอก การเชื่อมต่อก็ครบครัน ความคุ้มค่าถึงว่าลงตัวกับเงินที่จ่ายไป แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่าง คือ USB Port ที่ติดตั้งมา ดันดูได้เฉพาะภาพนิ่ง ไฟล์ JPEG เท่านั้นต่อด้วย LED TV Samsung UA32C5000 (ราคา 29,990 บาท)สเปกโดยพอสังเขป:- ขนาดหน้าจอ 32 นิ้ว- ความละเอียด Full HD 1920 x 1080 พิกเซล- ตัวประมวลผลภาพ HyperReal Engine- คอนทราสต์ 3,000,000:1- ระบบเสียง Dolby Digital Plus 7.5W x2- การเชื่อมต่อ HDMI x4, D-Sub, USB ?x2, Ethernet (LAN) x1LED TV จาก Samsung รุ่น UA32C5000 เหนือชั้นเรื่องการแสดงผลด้วยความที่ใช้เทคโนโลยี EDGE LED ใช้จอภาพแบบ Ultra Clear Panel จอภาพที่ดำสนิท ช่วยให้ภาพมีมิติสมจริง?ขนาดหน้า 32 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล สนับสนุนทุกสื่อความบันเทิง และยังมีเทคโนโลยี DNIe+ ช่วยปรับปรุงคุณภาพ รายละเอียด ความคมชัดของภาพให้ดีที่สุด พร้อมทั้งดีไซน์ Cystal Design เอกสิทธิ์เฉพาะ สะท้อนถึงความหรูหรา สง่างาม เปียบเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหนึ่งภายในห้อง อีกทั้งยังได้อัดแน่นไปด้วยฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง All Share รองรับการ แชร์ข้อมูลผ่านระบบ DLNA กับหลากหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น Notebook, เครื่องเล่น MP3, หรือกล้องดิจิตอล?ที่จะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อทีวีของเราไปยังอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ไม่ต้องง้อสายสายสัญญาณใหเระโยงระยาง สัญญาณเสียงมีแบบ DTS 2.0 ผ่านช่องต่อ Optical เพื่อเชื่อมต่อชุดเครื่องเสียงภายนอก เพื่อตอบสนองความต้องการระบบเสียงที่สมบูรณ์แบบ การเชื่อมต่อพร้อมพรั่งด้วย HDMI ถือ 4 พอร์ต และ USB 2 พอร์ต รองรับทั้ง เพลง, ภาพ และไฟล์วีดีโอ ที่สำคัญยังมี Ethernet อีก 1พอร์ตด้วย?โดยรวมแล้วก็คุ้มค่าสมกับเป็น Samsung จริงๆสุดท้าย Plasma TV Panasonic P42A20 (ราคา 25,990 บาท)สเปกโดยพอสังเขป:- ขนาดหน้าจอ 42 นิ้ว- ความละเอียด 1024 x 769 พิกเซล- ตัวประมวลผลภาพ?G13 Progressive- คอนทราสต์ 2,000,000:1- อัตราความเร็วตอบสนอง 600Hz Sub Field Drive- ระบบเสียง V-Audio?10W x2- การเชื่อมต่อ HDMI x3, D-Sub, SD CardPlasma TV จาก Panasonic รุ่น P42A20 หน้าจอใหญ่ถึงใจ ด้วยขนาด 42 นิ้ว ที่ความละเอียด ?1024 x 769 พิกเซล ซึ่งถึงแม้ว่าดูเหมือนความละเอียดจะค่อนข้างน้อย แต่ด้วยความที่เป็น Plasma TV ที่มี Contrast สูงถึง 2,000,000:1 ก็ทำให้ได้ภาพที่มีมิติ ชัดลึก สมจริง พร้อมทั้งยังให้ภาพที่ออกมาดูนุ่มนวล สบายตา ซึ่งถ้าหากนำมาดูพวกช่องฟรีทีวีนี่แจ่มยิ่งนัก และที่เหนือกว่า LCD TV, LED TV ทั่วไปก็คือ อัตราความเร็วตอบสนอง?600Hz Sub-field Drive ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหวคมชัด ไม่กระตุก ไม่เบลอ ระบบเสียงคุณภาพทรงพลังด้วยลำโพงทิศทางด้านหน้า ที่ในรุ่น P42X20 ไม่มี ยิ่งเป็นจุดเสริมที่น่าสนใจเหนือกว่า Plasma TV ในราคาใกล้เคียงกัน อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วยหน้าจอปราศจากสารปรอท และสารตะกั่ว?ด้านการเชื่อมต่อก็ครบถ้วนทั้ง ?HDMI จำนวน 3 พอร์ต, D-Sub จำนวน 1 พอร์ต ทำให้การเชื่อมต่อไปยังโน้ตบุ๊กหรือคอมพิวเตอร์เป็นไปได้อย่างง่ายดาย รวมไปถึง?Viera Image Viewer ที่สนับสนุุนด้วยช่องต่อ SD Card ทำให้ชมภาพถ่ายได้ทันใจ ข้อสังเกตก็จะเหมือนกับ Toshiba 40CV700T คือ เล่นได้เฉพาะภาพ JPEG ถ้าใครไม่ซีเรียสในส่วนนี้ ก็ถือว่ารุ่นนี้เด่นไม่เป็นรองใครเลยทีเดียวเป็นอย่างไรกันบ้างครับกับ LCD TV, LED TV, Plasma TV ที่คัดสรรค์มาในงบจำกัด คงจะถูกใจหลายคนที่กำลังเล็งๆ จะถอยทีวีอยู่ไม่มากก็น้อยนะครับ ซึ่งต้องบอกตรงนี้ก่อนว่าราคาทีวีของแต่ละรุ่นที่เอามาอ้างอิงนั่นเป็นราคาตามโบร์ชัว แน่นอนว่าราคขายจริงตามหน้าร้าน ถูกกว่านี้อีกเป็นหลักพันบาทเลย หากใครมีข้อสงสัยหรือคำแนะนำก็สามารถฝากไว้ที่ความคิดเห็นด้านล่างได้เลยนะครับ LCDSPEC.
Review: ตัวเทพ!!! Samsung UAD8000YR 55″ ที่สุดแห่งสมาร์ตทีวี LED 3D ของยุคนี้
ตอนนี้ในตลาดทีวี เริ่มมีสมาร์ตทีวีจากค่ายผู้ผลิตต่างๆ มาทำการแข่งขันกันมากแล้ว โดยในประเทศไทยแล้วหลักๆ จะมีอยู่ 3 ค่ายด้วยกัน คือ Sony, LG และ Samsungซึ่งหากจะพูดถึงความพร้อมของความสามารถสมาร์ตทีวี ทั้งรูปแบบการใช้งาน และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่รองรับการใช้งานผู้ใช้ทั้งครบครันคงต้องยกให้เป็นของ Samsung ค่ายยักษ์จากเกาหลีที่เป็นผู้นำด้านจอภาพระดับโลก ที่สำคัญกว่านั้นในวันนี้ทางทีมงานเราได้สุดยอดสมาร์ตทีวีจาก Samsung มารีวิวแล้ว สำหรับใครที่สนใจอยู่ไม่น่าพลาดที่จะติดตามกันโดยในปี 2011 ทาง Samsung ได้เข้ามาทำตลาดในเต็มที่ในส่วนของสมาร์ตทีวี ที่ได้ทำการส่ง UA55D8000YR ที่ถือได้ว่าเป็นสุดยอดของทีวีประเภท LED TV ในนาที (รองจากซีรีย์ 9) พร้อมความสามารถครบครัน ทั้งขนาดหน้าจอ 55 ” ความละเอียดระดับ Full HD นอกจากนั้นย้งสนับสนุนการแสดงผลภาพ 3D อย่างที่ในปี 2010 ที่ได้ทำการส่งทีวีออกมาหลายรุ่นแล้วรวมไปถึงยังมีดีไซน์ที่สวยงาม และหรูหราอย่างที่สุด เรียกได้ว่า Samsung ได้ใส่ใจในรายละเอียดเอามากๆ ทั้งยังคำนึงถึงการใช้งาน โดยได้ออกแบบมาให้ขอบของจอมีความบางมากที่สุด และที่สำคัญที่สุด LED TV รุ่นนี้ยังมีความสามารถสมาร์ตทีวีอีกด้วย ที่จะเปลี่ยนทีวีธรรมดา ให้เป็นศูนย์รวมความบันเทิงภายในบ้านได้ทันที เอาล่ะ เรามาเข้าสู่บทความรีวิวกันดีกว่าครับด้วยความเป็น LED TV ระดับบนๆ ของตลาด?ในส่วนของสเปก UA55D8000YR?เรียกได้ว่าสมกับความที่เป็น Samsung เพราะได้มีการจัดเต็มหมดทุกอย่างเลย ซึ่งเป็น LED TV ทีใช้เทคโนโลยีเป็นแบบ EDGE LED พร้อมทั้งยังมีคุณสมบัติในการทำ Local Dimming ได้ พร้อมหน้าจอคุณภาพสูงอย่าง Ultra Clear Panel และอย่างที่รู้กันคือ หน้าจอขนาดใหญ่ 55″ ในความละเอียดระดับ Full HD ก็พร้อมที่จะตอบสนองทุกการใช้งานได้อย่างเต็มที่ที่สุด  LED TV จาก Samsung ยังได้คงเอกสักษณ์ ทั้งรูปร่างและรูปทรงเอาไว้ที่ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นทีวีระดับสูง ด้วยดีไซน์ที่ถูกออกแบบมาอย่างลงตัวของ Samsung UA55D8000YR ที่ใช้แนวคิด “One Design” โดยที่เป็นจุดเด่นเลยก็คือกรอบของจอภาพจะมีความบางเป็นพิเศษ เรียกได้ว่าเป็นแนวคิดที่ต้องการให้การออกแบบกรอบทีวีให้มีขนาดบางที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ รวมไปถึงระหว่างหน้าจอและขอบจอต้องไร้รอยต่อ ซึ่งความบางของกรอบจอนั้นมีความบางเพียงแค่ 5 มิลลิเมตรเท่านั้นเองอีกทั้งยังได้เลือกใช้วัสดุคุณภาพสูงในการประกอบ พร้อมด้วยสีสันโดยรวมแล้วจะเป็นแบบ Silver Metal จาก Brushed Aluminium ที่ดูแล้วหรูหราและแข็งแรงทนทาน เมื่อนำไปไว้ภายในบ้านก็จะเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ดูแล้วลงตัวขึ้นมาทันที ซึ่งด้วยการออกแบบที่บางเบาทำให้มีน้ำหนักไม่มาก เราจึงสามารถแขวนไว้บนผนังหรือจะจับตั้งวางไว้บนชั้นวางได้อย่างสวยงามที่สุด นอกเหนือจากนั้นด้วยความที่เป็น LED TV จึงมีความบางของจอที่บางกว่า LCD TV ทั่วไป ส่วนความบางของตัวเครื่องจริงๆ อยู่ที่ 29.7 มิลลิเมตรเท่านั้นด้านหน้าของตัวทีวีมีดีไซน์ที่สวยหรู ดูแล้วรู้เลยว่าเป็นของมีราคา แถมขอบยังบางเฉียบที่พิเศษกว่านั้น คือโลโก้ไฟของ Samsung สามารถที่จะเปล่งแสงได้ โดยเราสามารถที่จะเลือกเปิดหรือปิดก็ได้ตามต้องการขาตั้งยังคงความเป็นขาตั้ง 4 ขาเอาไว้เหมือนอย่างในรุ่นก่อนหน้านี้ ที่ช่วยเสริมรูปร่างของทีวีให้ดูมีสวยงามมากยิ่งขึ้นขอบด้านล่างทางซ้ายจะเป็นไฟสถานะแจ้งการเปิดปิดของตัวทีวี ซึ่งถ้าอยู่ในสถานะ Standby และเมื่อพร้อมใช้งานไฟจะเป็นสีขาวในส่วนของด้านข้างทางซ้ายจะเป็นแผงควบคุมการทำงานของทีวี ที่มีทั้งปุ่มเปิดปิด ปุ่มเมนู เพิ่มลดเสียง และเลือกช่องสัญญาณเป็นหลักการประกอบโดยรวมถือว่ามีความสวยงาม หรูหราและลงตัวอย่างที่สุด เรียกได้ว่างานประกอบเนี๊ยบมากๆ สมราคาจริงๆด้านหลังของตัวทีวีจะเป็นโลหะสีดำตัวฐานตั้งสามารถหมุนซ้ายขวาได้ตามต้องการ พร้อมยังมีความแข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักทีวีขนาดใหญ่ ได้สบายๆ หายห่วงมีรายละเอียดเล็กน้อยเกี่ยวกับตัวทีวีแจ้งเอาไว้ ข้อมูลที่สำคัญคือ LED TV? ของ Samsung รุ่นนี้ผลิตในประเทศไทยสายไฟเป็นแบบถอดเปลี่ยนสายได้ ซึ่งจะสะดวกเมื่อเราต้องการเปลี่ยนสายไฟให้ยาวขึ้น หรือกรณีที่สายไฟขาด ก็สามารถซื้อหามาเปลี่ยนกันได้ง่าย ตามร้านขายเครื่องใช้ไฟฟ้าทั่วไปด้านล่างของขอบทีวีจะมีลำโพงสเตอริโอซ่อนอยู่ ที่จากการใช้งานจัดว่าคุณภาพเสียงที่ออกมานั้นใช้ได้ทีเดียวในเรื่องของความบางด้วยความที่เป็น LED TV อาจจะไม่ได้บางมากนัก จะให้สู้กับ Samsung ซีรี่ย์ 9 คงไม่ไหว แต่เมื่อนำมาเทียบกับ iPhone 4 ก็ถือว่ามีความบางที่พอดี ดูแล้วก็ไม่บอบบางจนเกินไปนักด้านของการเชื่อมต่อ Samsung UA55D8000YR ก็ให้มาอย่างครบครันทั้ง HDMI จำนวน 4 พอร์ต และ USB ที่ให้มาถึง 3 พอร์ตด้วยกัน รวมไปถึงช่องทางการเชื่อมต่ออื่นๆ อย่าง Component, Composite ที่ขาดไม่ได้ และที่สำคัญยังมีช่องต่อสาย LAN เพื่อต่ออินเตอร์เน็ตและ WiFi ภายในตัว ในการรองรับการใช้งานคุณสมบัติสมาร์ตทีวีข้อสังเกตคือ หากเราต้องการใช้ Component, Composite จะต้องมีตัวแปลงมาเชื่อมต่ออีก ซึ่งในตัวของชุดทีวีนั้นได้มีให้มาแล้วภายในกล่อง ไม่ต้องไปหาซื้อเพิ่มให้เสียตังค์ครับนอกเหนือจากนั้น ยังมีช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มม. และพอร์ตเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์อย่าง DVI และ D-Sub ด้วยครับรีโมทคอนโทรลที่ให้มานั้นของ Samsung UA55D8000YR ด้วยขนาดที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป โดยตัวรีโมทจะดูแล้วเรียบๆ ใช้วัสดุเป็นสีดำพลาสติก การวางปุ่มโดยรวมถึงว่าทำออกมาได้ดี ใช้งานจริงแล้วสามารถกดได้สะดวกใช้งานง่าย และที่เป้นจุดเด่นคือ มีไฟส่องสว่างอารมณ์คล้ายๆ กับมือถือ ที่จะช่วยให้เมื่อเราใช้รีโมทในที่มืดจะสะดวกมายิ่งขึ้น แบบว่าไม่ต้องลุกขึ้นมาเปิดไฟดู เพื่อเปลี่ยนช่องหรือการปรับค่าต่างๆ ใช้พลังงานเป็นถ่านขนาด AAA โดยที่ฝาปิดด้านหลังจะเป็นแบบติดกับตัวรีโมท เพื่อป้องกันฝาหลังหายนั่นเองครับ เรียกได้ว่าใส่ใจรายละเอียดกันพอสมควรทีเดียวเชียว แต่ก็มีข้อสังเกตอยู่นิดหน่อยว่าการออกแบบดีไซน์รวมไปถึงวัสดุนั้น ดูแล้วเป็นของราคาถูกไปหน่อย แบบว่าไม่เข้ากับทีวีซะเลย
เพื่อสีที่ถูกต้องสมจริง เรามา Calibrate หน้าจอ Monitor กันเถอะ
>>> ในหน้าสุดท้ายมีกิจกรรมเล่นเกมกันสนุกๆ ด้วย อย่าลืมมาร่วมเล่นกันนะครับคุณเคยประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่งภาพบนหน้าจอตัวเองว่าสีสวยแล้ว พอส่งไฟล์ไปให้เพื่อนกับพบว่าสีไม่เห็นเหมือนบนจอเราเลย ทั้งมืด ทั้งเพี้ยน แล้วไหนจะเอาไปอัดอีก สีไปกันใหญ่เลยคราวนี้วันนี้ LCDSPEC.COM เรามีคำตอบมาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า จอภาพและอุปกรณ์แสดงผลภาพทำงานโดยมี Color Space ที่ต่างกันColor Space แบบ 2 มิติโดยหากจอไหนที่มี Color Space ที่กว้างจะให้ความสดใสภาพได้มากกว่าจอที่มี Color Space แคบ เช่นจอที่เป็นชนิด LED LCD Monitor จะมี Color Space ที่กว้างกว่า จอชนิด CCFL LCD Monitor เป็นต้นแล้ว Color Space มันคืออะไร ?Color Sapce ของ Monitor ก็คือขอบเขตของการแสดงสีของจอภาพนั้นๆ ว่าสามารถแสดงสีได้มากน้อยแค่ไหน เป็นที่มาว่าทำไมแต่ละจอถึงให้สีที่มีความสดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทำ Color Profile เข้ามาช่วยในการควบคุมให้มีการแสดงสีให้มีค่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เนื่องจาก Color Profile นี้จะทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บอกว่าสีที่ต้องการนี้อยู่ที่ตำแหน่งไหนของ Color Space ที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าส่งคำสั่งแสดงสี 200,0,0 ไปให้ Monitor A จะได้สีแดงเข้มๆ แต่ถ้าส่ง 200,0,0 เช่นกัน ไปให้ Monitor? B จะได้สีแดงที่สว่างขึ้น ถ้าต้องการให้ Monitor A และ Monitor B แสดงสีออกมาเหมือนกัน ก็จะจำต้องที่จะต้องทำแผนที่สีที่ว่าไปเมื่อกี้ ซึ่งสีถ้าใช้ Color Profile บน Color Space ของ Monitor A สีแดงเข้มอยู่ที่ 200,0,0 แต่สีแดงเข้มบน Color Space ของ Monitor B อาจจะอยู่ที่ 190,0,0 ได้ การทำงานเช่นนี้จะมีการแปลงโปรไฟล์สีเกิดขึ้น เพื่อให้ได้สีที่ถูกต้องแล้วโปรไฟล์สีนี้จะได้มาอย่างไร โดยทั่วไป ผู้ผลิตจอมอร์นิเตอร์จะมีการทำโปรไฟล์สีของจอรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้อุปกรณ์มีการแสดงผลได้ตามต้นแบบ 100% ได้ และถ้าสังเกต จะเห็นว่าจอที่ใช้ไปนานๆ จะมีอากาเหลืองเกิดขึ้น เนื่องจากหลอด back light หรือภาคจ่ายไฟให้หลอด back light เริ่มเสื่อม ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้โปรไฟล์สีเดิมไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง เราจึงควรที่จะทำโปรไฟล์สี หรือแผนที่สีบนจอขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้สีที่แสดงออกมายังตรงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการสร้างโปรไฟล์สีนี้ก็คือการ Calibrate หรือการปรับเทียบหน้าจอนั่นเองโดยการ Calibrate สามารถทำได้ 2 วิธีหลักด้วยกัน คือการใช้สายตาในการปรับเทียบ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำที่ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้ที่จริงจังเรื่องการใช้สีมากนัก แต่ถ้าต้องการความแม่ยำที่สูงขึ้นจะใช้พวก Hardware ประเภท Spectophotometer หรือ Colorimeter ในการปรับเทียบ—–การ Calibrate หน้าจอด้วย สายตา (Windows 7) :การ Calibrate ด้วยวิธีนี้ ทีมงาน LCDSPEC.COM ขอบอกไว้ก่อนว่า?ผู้ใช้ต้องใช้ความแม่นยำในการพิจารณาสีพอสมควร และค่อนข้างมีปัญหาบ้างกับคนที่ตาบอดสี เนื่องจากเป็นการใช้สายตาในการปรับเลื่อนให้สีมีค่าเข้าใกล้สีขาวมาตรฐานมากที่สุดงานนี้ขอใช้ Calibrate Color ของ Windows 7 นะครับ ถือว่าเป็น Tool นึงที่สะดวยเลยที่เดียวก็ว่าได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาหา Adobe Gamma มาลงให้เสียเวลาเอาหล่ะก่อนจะเริ่ม calibrate เรามาเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และพื้นที่กันหน่อยดีกว่านะ1. แสงสว่างในห้องต้องเหมาะสม ไม่มีแสงวูบวาบ หรือมีการฉายไฟเข้าจอโดยตรง2. ผนังห้องควรมีสีใกล้เทากลางจะยิ่งดี เพราะสายตาเราจะวัดแสงและสีจากฉากและผนังรอบๆ จอด้วย3. ตั้งค่าทั้ง จอ และ การ์ดจอ ให้เป็นค่าเริ่มต้น หรือ Factory Default4. Wallpaper ควรเป็นภาพที่เป็นเฉดเทา5. เปิดจอไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้หลอดจอ (CRT) หรือหลอด Back Light (LCD) ร้อนพอและให้แสงที่คงที่ได้ตามนี้แล้ว มาทำการ Calibrate กันเลยดีกว่าเริ่มด้วยจากการเข้าไปที่ Control Panelสำหรับคนที่ใช้มุมมองแบบ Category ให้เลือกที่ Appearance and Peraonalization > Display > Calibrate colorส่วนใครใช้มุมมองแบบ Large/Small icons (Classic) ให้เลือกที่ Display > Calibrate color ได้เลยหลังจากเข้าโปแกรมแล้ว หาเรามี Monitor หลายตัว ก็สามารถเลือกได้ที่จะทำการ Calibrate ที่ Monitor ตัวไหนก็ได้โดยการลากหน้าต่าง Calibrate Monitor (ตามภาพ) ไปวางไว้ที่หน้าจอนั้นๆ จากนั้นทำการกด Nextในขั้นตอนถัดมาจะเป็นการบอกถึงการตั้งค่าว่าเราควรตั้งค่าอย่างไรก่อนที่จะเริ่มทำการ Calibrate หน้าจอ โดยขั้นตอนที่ต้องทำก็ง่ายๆ เพียงแค่กดเมนูขึ้นมา แล้วทำการ Reset การตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นเสียก่อน (Factory default) และถ้าหาก OSD Menu ของจอนั้นเลื่อนได้ ก็แนะนำให้เลื่อนไปอยู่ในจุดที่ดูไม่เกะกะ กับการอ่านวิธีในขั้นตอนต่อๆ ไป เมื่อได้ตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วจากก็กด Next กันได้เลยครับเริ่มจากการตั้งค่า Gamma ก่อน ด้วยการปรับค่าแบบง่ายๆ เลื่อนแถบ Slide bar ให้จุดสีที่อยู่ตรงกลางมีสีกลืนกันกับสีที่เป็นวงนอก โดยในภาพจะเป็นตัวอย่างของค่า Gamma ที่เหมาะสม ก็คือจุดที่อยู่กลางวงกลมจะดูกลืนไปกับสีพื้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น แล้วถ้าหากจุดตรงกลางเป็นสีขาว แสดงว่าค่า Gamma นั้นต่ำไป และในทางกลับกัน ถ้าจุดตรงกลางดูสีเข้มกว่าพื้นที่โดยรอบ แสดงว่าค่า Gamma นั้นสูงเกินไป เมื่อเราทำความเข้าใจกับการตั้งค่า Gamma แล้วหล่ะก็กด Next ต่อได้เลยคราวนี้มาเป็นการปรับ Gamma จริงกันซะที ก็แค่เลื่อนแถบ Slide ให้สีจุด กับสีพื้นมันกลืนกันเป็นอันเสร็จพิธี กด Next ต่อครับหลังจากเสร็จสิ้นการตั้งค่า Gamma ให้กับหน้าจอ คราวนี้มาถึงการปรับค่าความสว่าง และค่าคอนทราสต์ เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสมในการใช้งาน แต่หากใครใช้โน็ตบุค โดยมากจะไม่สามารถปรับค่าเหล่านี้ได้ ก็สามารถกด Skip brightness and contrast adjustment เพื่อข้ามไปยังการปรับค่าสมดุลสีได้ทันที แต่ถ้าหากปรับค่าได้ ก็ให้กด Next เพื่อทำการปรับความสว่างของหน้าจอก่อนการปรับ Brightness ที่เหมาะสม ลองดูที่ภาพนะครับ จะมีทั้งสีขาว ดำ ดำมาก และเงาดำ โดยต้องปรับให้เห็นสีทั้งหมดที่ว่าครับ ไม่ใช่ มืดจนไม่เห็นเงาดำในสีดำ หรือสว่างจนสีดำดูไม่ดำ ดูข้อตกลงแล้วก็ไม่ยากใช่มั้ยครับ กด Next ต่อดีกว่าเมื่อรู้รูปแบบการปรับแล้ว ก็ลงมือตั้งค่าเลยละกัน ทำการกด เมนูขึ้นมา เข้าไปที่ส่วนการตั้ง Brightness ทำการเพิ่มหรือลดแสงเพื่อให้เห็น รายละเอียดบนเสื้อสูท และตัว X ที่อยู่บนฉากสีดำด้านหลัง โดยที่ส่วนสีดำต้องดูเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิม หลังจากได้ความสว่างที่เหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กด Next เพื่อทำการปรับค่าคอนทราสต์ต่อเลยละกันตอนนี้ก็มาถึงการตั้งคอนทราสต์ของจอกันแล้ว โดยภาพก็จะยังเป็นโทนขวา-ดำเหมือนเดิม การปรับในครั้งนี้จะให้สังเกตในส่วนของรอยยับบนเสื้อ และความใสภาพเป็นหลักก็แล้วกัน โดยถ้าหากคอนทราสต์เราสูงเกินไป รอยยับบนตัวเสื้อจะมองไม่เห็น จะดูว่าเสื้อขาวไปหมดทั้งตัว แต่ถ้าคอนทราสเราต่ำไป ภาพจะดูหมองๆ สีดำก็ไม่ดำออกจะเทาๆ ไปนิด เพราะฉนั้นค่าที่เหมาะสมจึงเป็นค่าที่ทำให้ส่วนขาวดำในภาพ ดูสีตัดกันมากที่สุด และบนตัวเสื้อเห็นรอยยับได้ชัดเจน ดูรูปแบบการปรับแล้วก็มาปรับจริงกันซะที กด Nextและแล้วเราก็มาปรับคอนทราสต์จริงๆ ซะที กดเมนูขึ้นมา ไปที่ Contrast แล้วก็เลื่อนๆๆๆๆๆๆ ได้ค่าดูน่าพอใจแล้วก็กด Nextหลังจากปรับค่าความเหมาะสมของจอกันไปแล้ว คราวนี้จะเป็นส่วนของการปรับสมดุลสีขวา จะเป็นส่วนของการสร้างรูปแบบสี หรือ Color Profile ขึ้น และตรงนี้เองที่ต้องการความแม่นของการดูสีค่อนข้างมากเลยทีเดียว? ว่าแต่เมื่อกี้มีใครมาทางลัดกันบ้างครับ ?ไม่เป็นไร ใครมามาทางตรง หรือทางลัดก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครมาทางตรง จะเห็นว่าขั้นตอนก่อนหน้าจะมีแค่ มากไป หรือน้อยไป ความเป็นไปได้มีแค่ 3 ช่วงรูปแบบเท่านั้น แต่ครั้งนึ้รูปแบบความเป็นไปได้มีถึง 7 ช่วงรูปแบบ (แดงเกินไป เขียวเกินไป น้ำเงินเกินไป ออกจะม่วงไปนะ ออกฟ้าไปนิด ออกเหลืองไปหน่อย หรือว่าสีพอดีแล้ว) กันเลยทีเดียว o_O เพราะมันคือการปรับสมดุลสีกันทีเดียวทั้ง 3 สี เพื่อให้ได้สมดุลสีขาวที่เหมาะสม งานนี้ถ้าใครมีตัวช่วยอย่างกระดาษเทากลาง หรือกระดาษสีเทา 18% ก็จะช่วยให้ปรับได้ง่ายขึ้นอีกนิดนึงครับ คุยไปอาจจะไม่เห็นภาพ กด Next เลยดีกว่าอย่างที่บอกหล่ะครับ ว่าคราวนี้เราจะตั้งค่าสีพร้อมกันเลย 3 สี (แล้วจะมั่วไปมั้ยเนี่ย) และก็อย่างที่บอก (อีกแล้ว) ถ้าใชกระดาษเทากลางก็พอเอาเทียบๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พยายามนิดนึง ค่อยๆ เลื่อนๆ ถ้าสีไหนมากไปก็ลดสีนั้นลง จนดูว่าสีทั้งหมดไล่จากขาวไปเทา (สีตรงกลางนั่นคือสีเทากลางหรือ Neutral grays) และเมื่อปรับจนได้สีเทาและไม่ แดงไป เขียวไป หรือน้ำเงินเกินไป ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กด Next ต่อเพื่อบันทึกค่าและสุดท้ายเมื่อปรับแต่งเสร็จ เผื่อใครจะลืมสีเดิมไปแล้ว ก็ลองกดที่ปุ่ม Previous calibration เพื่อดูค่าก่อนปรับสีก็ได้นะครับ บางจออาจจะดูว่าก่อนทำการปรับสีจอเราอาจจะฟ้าเกินไป หรือบางคนอาจจะใช้จอถนอมสายตา (เหลือง) มาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่ก็สุดแล้วแต่แหละครับ ถ้าใครดูแล้วว่าที่ Calibrate มานั้นดูแล้วไม่ชอบ ก็กด Cancel ออกไปได้ครับเพื่อใช้ค่าเดิม แต่ถ้าดูแล้วดีขึ้นก็กด Finish เป็นอันเสร็จสิ้นครับหลังจากได้ลอง Calibrate หน้าจอด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้วไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
Motorola ส่ง NYXboard รีโมท TV QWERTY แบบ Dual-Side
ราวๆ 7 เดือนก่อน Motolora ก็ได้ปล่อยข้อมูลเกี่ยวกับรีโมท TV QWERTY แบบ Dual-Side ชื่อ the NYXborad ออกมา แต่แล้วก็หายเงียบกริบไป ไม่ได้ยินข่าวคราวอีกเลย แต่มาวันนี้ก็ได้รู้แล้วว่าเพราะเหตุใด ในสังคมของเหล่าชาว Open-Source จะขายเครื่อง XMBC ที่มีการออกแบบตัวควบคุมใหม่แบบพิเศษ ซึ่งมีการออกแบบที่เกี่ยวข้องกับฮาร์ดแวร์ด้วย Pulse-Eight ได้บอกด้วยว่าพวกเขาคุยกับ Motorola เพื่อพิจารณาการใส่รีโมทมากับเครื่อง Set-Top-Boxes มาเลย หมายความว่าพวกเขาต้องการที่จะให้คุณสามารถซื้อรีโมท IR และ RF ที่รองรับ XMBC อย่างแท้จริงในราคาที่ตำกว่า 1,800 บาท (ราคาคร่าวๆ) ในเดือนมิถุนานี้แต่ในขณะที่เรายังคงไม่มีรูปจริงๆของเจ้ารีโมทที่ว่านี้เลย มีเพียงแค่รูปกราฟฟิกนิดหน่อยเท่านั้น แต่นักพัฒนาก็บอกว่ามันจะสามารถทำงานบนเครื่อง Mac, Windows, Linux และ Apple TV รุ่นแรกได้ และมันจะยังมีรุ่นที่ 2 ตามออกมาอีก ซึ่งจะเพิ่มความสามารถในการควบคุมเครื่อง Apple TV 2 รุ่นใหม่ได้ และความสามารถลับในการใช้เป็นรีโมทย์ควบคุมศูนย์ของระบบ Home Entertainment ของคุณได้อีก ฟังดูเหมือนว่า Logitech Harmony จะมีคู่แข่งยังไงก็ไม่รู้เนอะที่มา : www.engadget.com 
ฟิลิปส์เปิดตัวจอภาพคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานส่วนบุคคลรุ่นใหม่พร้อมนวัตกรรมล้ำสมัยให้ภาพคมชัด
(จากซ้าย) มร. มายังก์ คริสเตียน ผู้อำนวยการ ฝ่ายบริหารผลิตภัณฑ์ระดับโลก สำหรับจอภาพฟิลิปส์ ?ประจำอยู่ที่ บริษัท เอ็มเอ็มดี (ไต้หวัน) จำกัด และ มร. เรย์ ชู ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มเอ็มดี (สิงคโปร์) จำกัด รับผิดชอบผลิตภัณฑ์จอแสดงผลไอทีของฟิลิปส์ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกา ร่วมกันประกาศเปิดตัวจอภาพฟิลิปส์รุ่นใหม่ล่าสุด ?โมด้า? (Moda) สำหรับตลาดผู้บริโภค ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีเหนือชั้น อาทิเช่น สมาร์ท คอนทราสท์ ?(SmartContrast) ในอัตรา 20,000,000:1 ซึ่งทำให้การแสดงภาพคมชัดและมีสีสันเปล่งประกายมากกว่าจอทั่วไป ?สมาร์ ทัช (SmartTouch) หรือระบบจอสัมผัส ?มีอัตราการจัดมุมมอง 16:9 แบบ HDMI-ready ?และสามารถใช้เล่นแผ่นบลูเรย์ (Blu-ray) มาพร้อมดีไซน์สวยหรู โดยคาดว่าจะวางจำหน่ายในประเทศไทยราวเดือนกันยายน ปีนี้
แอลจี เผยโฉม LG E2290V จอมอนิเตอร์ SUPER LED รุ่นล่าสุด? !!!
By: Aumper_Jai | Date: 5 April 2011 | | ไม่มีความเห็น

แอลจี เผยโฉม LG E2290V จอมอนิเตอร์ SUPER LED รุ่นล่าสุด

สะกดทุกสายตาด้วยดีไซน์บางเฉียบ และผิวสัมผัสแบบเมทัลลิก

พร้อมที่สุดแห่งเทคโนโลยีภาพ เพื่อความบันเทิงระดับพรีเมียม

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว LG E2290V ใหม่ จอมอนิเตอร์ SUPER LED รุ่นบางที่สุดของแอลจี เพียง 7.2 มิลลิเมตร มอบขีดสุดแห่งเทคโนโลยีในระดับพรีเมียม เพื่อความบันเทิงภายในบ้านที่สมบูรณ์แบบ พร้อมดีไซน์สุดล้ำและผิวสัมผัสแบบเมทัลลิกไม่เหมือนใคร

จอมอนิเตอร์ LG E2290V เกิดจากความสำเร็จของแอลจีในการพัฒนาจอ SUPER LED ที่ผสมผสานทั้งเทคโนโลยีและดีไซน์เข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว เพื่อมอบประสบการณ์ใช้งานที่เหนือกว่า ด้วยความละเอียดระดับ Full HD และอัตราคอนทราสต์ระดับ Mega Contrast Ratio จึงให้ภาพที่คมชัด สีสันสดใส และดูมีมิติยิ่งขึ้น

LG E2290V ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในปัจจุบัน ซึ่งนิยมชมภาพยนตร์และรายการต่างๆ จากคอมพิวเตอร์มากขึ้น จึงมาพร้อมคุณสมบัติที่เหนือกว่าการใช้งานทั่วไป ด้วยอัตราการตอบสนองเพียง 2 มิลลิวินาที (millisecond) ช่วยให้การชมภาพที่เคลื่อนไหวรวดเร็วมีความคมชัด โดยไม่เกิดเงาเบลอหลังภาพ จึงรองรับการชมภาพยนตร์และกีฬาได้อย่างยอดเยี่ยม นอกจากนี้ยังมาพร้อมซอฟต์แวร์ Image Booster ที่ช่วยเสริมการชมวิดีโอแบบสตรีมมิ่งผ่านเว็บไซต์ เช่น YouTube ให้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

ทั้งนี้ แอลจีได้พัฒนา LG E2290V ให้ใช้ชิพสมรรถนะสูงซึ่งประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น 2 เท่า และช่วยลดความหนาของจอมอนิเตอร์ลงอย่างมาก จนเหลือเพียง 7.2 มิลลิเมตรเท่านั้น อีกทั้งยังมาพร้อมนวัตกรรม EZcabling ซึ่งออกแบบให้ช่องต่อต่างๆ อยู่บริเวณด้านหลังของฐาน จึงซ่อนสายไฟได้แนบสนิทโดยไม่เกะกะสายตา นอกจากนี้ยังเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพราะใช้พลังงานน้อยกว่าจอแอลซีดีแบบเดิมถึง 35% และปลอดจากวัสดุที่เป็นสารพิษ เช่น ฮาโลเจน และตะกั่ว

จอมอนิเตอร์ LG E2290V ขนาด 22 นิ้ว วางจำหน่ายแล้วในราคา 10,500 บาท ข้อมูลเพิ่มเติมเข้าชมได้ที่ www.lg.com/th หรือติดต่อศูนย์บริการข้อมูลแอลจี โทร 02-878-5757 หรือหมายเลขโทรฟรี 1-800-545454

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.