Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
พาชมจอ LCD และ LED ในงาน Commart Comtech 2010
เริ่มกันที่บูธของ Samsung กันก่อนเลย ขนมาให้ดูกันชุดใหญ่เลยตัวแรกนี้เป็นรุ่น 2233RZ ครับ เป็นจอแบบ 3D ขนาด 22 นิ้ว แบบ 16:10 ต่อมานี่เป็นจอเกรดมืออาชีพครับ XL20 ราคาเอาเรื่องเลย ใครรู้ตัวว่าไม่ใช่มืออาชีพ ปล่อยมันผ่านๆไปครับBX2035 ครับ LED 20 นิ้ว ราคาไม่เกินเอื้อมPX2370HD ตัวนี้ดูทีวีได้ด้วยครับ ราคาก็ไม่แพงเกินไปP2770H ครับ 27 นิ้ว! ใหญ่เต็มอารมณ์ ใครชอบบ่นๆว่า 24 นิ้วไม่พอใช้ล่ะก็ ถอยไอนี่ไปได้เลย ราคาก็ตามความใหญ่ครับ หุหุตัวนี้คุณภาพคับแก้วแน่นอน PX2370 แถมยังบาง 16.5 mm. ด้วยที่เห็นด้านบนนี้คือ MD230x3 เป็นจอที่มี 3 จอเรียงติดกันมาเลยในชุดครับ สำหรับใครที่ wide ที่มีอยู่ยังรู้สึกว่ามันยัง wide ไม่พอ ต้องมาถอยไอนี่ไปใช้เลย ราคาก็ 55,000 เท่านั้นเอง และถ้าเห็นตัวนี้แล้วยังรู้สึกไม่เต็มตาพออีกล่ะก็ถอยตัวล่างเลยแล้วกันราคาที่เห็นในป้ายเล็กใต้จอคือ 99,500LED รุ่นล่าสุดจาก LG เลยครับ ดีไซน์ขาตั้งแบบใหม่ไม่เหมือนใครacer ก็มาพร้อมเพรียงตัวนี้เป็นจอสัมผัสจาก acer ราคาไม่เบาทีเดียว แต่มีโปร cash back 4,000 หรือ รับ external hdd แทนได้ด้วย โอ้ว แจ่มจริงใครที่ยังชอบจอแบบ 4:3 สี่เหลี่ยมๆแบบเก่า acer ก็ยังพอมีครับBenQ ก็มีตัวเล็กๆ ราคาเบาๆ มานำเสนอตัวตรงกลางนี่ถูกที่สุด แต่ก็เล็กสุดเช่นกัน 15.6 นิ้ว
Review: BENQ EW2420 – LED Monitor ขนาดหน้าจอ 24″ ใช้พาเนล VA รุ่นแรกของโลก !!!
ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังหามอนิเตอร์ตัวใหม่ ที่ไว้ใช้งานทั่วไปอย่างงานเอกสารหรือท่องอินเตอร์เน็ต จนไปถึงรองรับความบันเทิงอย่างชมภาพยนต ร์หรือเล่นเกมสามมิติแล้วล่ะก็ คงจะเลือกเป็น LED Monitor ในขนาดหน้าจอประมาณ 21.5 นิ้วขึ้นไป และความละเอียดระดับ Full HD ซึ่งจะแบบจอด้านหรือจอกระจก ก็แล้วแต่ละบุคคลกันไปในวันนี้ทาง LCDSpec.com ได้มีโอกาสรีวิว LED Monitor รุ่นใหม่ล่าสุดจาก BENQ ในรุ่น EW2420 ที่มีขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล หรือเรียกง่ายๆ ว่า Full HD อีกทั้งยังมากับสเปกที่น่าสนใจอย่างพาแนลแบบ VA ที่นำมาใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี LED Backlit ที่ถือได้ว่ามอนิเตอร์รุ่นของโลกที่นำมาใช้แทนพาเนล TN แบบเก่า และคอนทราสต์ที่สูงถึง 20 ล้าน:1 ในแบบ DCR (Dynamic Contrast Ratio) แต่ถ้าเป็นแบบ Native จะอยู่ที่ 3,000:1 ซึ่งนับว่าเป็นค่าที่สูงมากๆ ทีเดียว รวมไปถึงคุณสมบัติอย่างมีลำโพงในตัว มีพอร์ต USB Hub ถึง 4 พอร์ตด้วยกัน และยังสนับสนุนการเชื่อมต่อ HDMI ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน นอกเหนือจาก D-Sub กับ DVI แล้วลองไปชมวีดีโอเปิดตัวของเทคโนโลยี LED Monitor และพาเนล VA จาก BENQ กันก่อน :)สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ก็มีมาเป็นมาตรฐานอย่าง คู่มือ / CD Guide / สายสัญญาณ D-sub / DVI / สายไฟ? อีกทั้งยังมีสายสัญญาณเสียงขนาด 3.5 ม.ม. และสาย USB ที่ไว้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ส่วนสายสัญญาณ HDMI นั้นไม่มีมาให้แต่อย่างใด (ถ้าแถมมาให้นี่ จะเยี่ยมมากๆ เลย ซึ่งหากใครจะใช้ HDMI คงจะต้องซื้อหากันเอา ที่เริ่มจากราคาไม่กี่ร้อย จนไปถึงหลักพันบาท)LED Monitor จากทาง BenQ EW2420 ขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว Widescreen สัดส่วนเป็น 16:9 ความละเอียดสูงสุดที่ 1920?1080 พิกเซล (Full HD) พาเนลคุณภาพ VA มีค่า Contrast Ratio แบบ Native 3,000:1 หรือในแบบ Dynamic Contrast Ratio ที่สูงถึง 20 ล้าน:1 อัตราความเร็วตอบสนองที่ 8ms โดยพอร์ตการเชื่อมต่อสนับสนุนทั้งแบบอนาล๊อกในรูปแบบของ D-Sub และดิจิตอลที่เป็น DVI / HDMI แน่นอนว่าด้วยความที่มันเป็นจอ LED ดีไซน์ของจอเลยบางพิเศษกว่า LCD Monitor ธรรมดาทั่วไป แต่ก็ยังถือว่าหนา หากเทียบกับ LED Monitor ตัวอื่นๆ ที่นำอแดปเตอร์แปลงไฟไว้ภายนอก สำหรับราคาค่าตัวอยู่ที่ 9,490 บาทส่วนของการดีไซน์ออกแบบ จะเห็นว่าเป็นรูปลักษณ์ใหม่ของ BenQ ที่มีความหรูหรา ด้วยสีดำมันวาว Glossy ในแบบเรียบๆ แต่ก็ทำให้เป็นรอยนิ้วมือหรือรอยขนแมวได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปจริงๆ มอนิเตอร์ในยุคนี้ก็เป็นแนวนี้กันซะหมดอยู่แล้วมาชมที่ภาพด้านหน้าตรงกันก่อนดูในมุมเอียงขวากันหน่อยและเอียงซ้าย ซึ่งจัดได้ว่ารูปร่างหน้าตา น่าใช้งานใช้ได้เลยครับโดยฐานตั้งเป็นลักษณะกลมๆ มีขนาดที่ใหญ่ที่โล่งๆ เนียนๆ พอสมควร รองรับจอขนาด 24 นิ้ว ได้แข็งแรงมั่นคงอย่างสบายๆ? แถมยังมีสติ๊กเกอร์ Compatible with Windows 7 แปะไว้อีกด้วย เพื่อจะได้รู้ว่า LED Monitor รุ่นนี้ ใช้งานกับ Windows 7 ได้ด้วย :P และในส่วนของขอบของหน้าจอด้านล่างจะเป็นแท่งสีเทากลม ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและหรูหราเข้าไปอีกตรงกลางขอบจอด้านล่างจะเป็นโลโก้ยี่ห้อ BENQ โดยจะมีตัวหนังสือเป็นสีเงินนูนขึ้นมาเทคโนโลยี Senseye 3 ให้สีสันสดใสสมจริง เอกสิทธิ์เฉพาะ BenQ และคำว่า LED ที่เป็นการตอกย้ำว่าเป็น LED Monitor จริงๆ นะด้านบนมุมขวา จะมีการระบุชื่อรุ่นเอาไว้ โดยที่มีตัวหนังสือเป็นสีเทาปุ่ม Power จะอยู่ขอบด้านข้างทางมุมขวาล่างโดยที่เวลาอยู่ในสถานะ standby หรือไม่มีสัญญาณเข้า จะมีไฟเป็นสีส้ม และเมื่อมีพร้อมใช้งานจะเป็นไฟสีเขียวครับมาดูกันที่ปุ่มปรับตั้งค่าต่างๆ ของจอ จะเห็นได้ว่าจะเป็นตัวหนังสือสีขวา ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนปุ่มกดจะอยู่บริเวณขอบล่างของจอ นับจากทางซ้ายไปขวาจะเป็นปุ่ม Auto / Menu / ลูกศรขึ้น / ลูกศรลง และ Enterสำหรับในส่วนของขอบด้านซ้ายจะเป็นช่อง USB Hub จำนวน 2 พอร์ตด้วยกัน รวมไปถึงช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 ม.ม.คราวนี้เรามาลองดูในมุมด้านข้างกันบ้าง ซึ่งดูจากภาพแล้วจะเห็นเลยว่าความบางของเครื่องจัดได้ว่าเป็น LED Monitor ที่ไม่ได้มีความบางจัดมากนัก แต่ถ้าเราซื้อมาใช้งานเป็นหลัก ส่วนนี้ก็ไม่ต้องไปสนใจมากเท่าใดนักลองมาดูการปรับก้ม – เงย ของหน้าจอกัน อย่างภาพด้านบนจะเป็นการปรับให้ก้มที่สุด (เหมือนไม่ได้ก้มเลย)ส่วนภาพนี้จะเป็นการปรับให้เงยสุด จะเห็นได้ว่าปรับได้พอสมควรเลยมาชมกันที่ด้านหลังกันบ้าง? จะเห็นว่าโลโก้ BENQ ในวงกลมอยู่ ดูแล้วโล่งๆ ว่างๆ แต่ก็จะมีมีลวดลายคล้ายๆ กับหนังอยู่ด้วย บริเวณนั้นด้านบนจะเป็บช่องแบบร่องลึกลงไป เพื่อระบายความร้อนออกจากตัวจอ เมื่อมีการเปิดใช้งานซึ่งด้านหลังนั้นรองรับการติดตั้งแบบ VESA Wall mouting ขนาด 100?100mm อยู่ด้วยด้านมุมขวาล่างจะเป็นตัวล๊อค Kensington ที่ไว้ใช้ยึดกับโต๊ะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายที่พิเศษกว่ามอนิเตอร์รุ่นอื่นๆ คือ จะมีอุปกรณ์น่ารักๆ ที่ไว้จัดการในเรื่องสายสัญญาณให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วยนอกเหนือจากนี้อย่างที่ทราบกันคือ เป็น LED Monitor ที่มีลำโพงสเตอริโอในตัว โดยตัวลำโพงจะถูกติดตั้งบริเวณขอบจอด้านล่างทั้งขวาและซ้ายครับซึ่งถ้าเราไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะมองไม่เห็นได้ มาเสียงดังมาจากตำแหน่งไหนมาถึงในส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อภายนอกที่รองรับรับทั้งดิจิตอลและอนาล็อก ที่จะอยู่บริเวณด้านล่างทางขวาของจอภาพ จากรูปภาพด้านบนไล่จากทางซ้ายไปทางขวาจะเป็น พอร์ต HDMI 1 / HDMI 2 / DVI / D-Sub / USB? เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ / USB Hub 2 พอร์ตที่เหลือ จากทั้งหมด 4 พอร์ตและสุดท้ายทางด้านซ้ายล่างของหน้าจอก็จะเป็นช่องเสียบสายไฟ เพื่อส่งพลังงานมายังจอมอนิเตอร์ โดยทางฝั่งขวาช่องหูฟังที่รับสัญญาณเสียงเข้า (สีฟ้า) และส่งสัญญาณเสียงออก (สีเขียว)
เพื่อสีที่ถูกต้องสมจริง เรามา Calibrate หน้าจอ Monitor กันเถอะ
>>> ในหน้าสุดท้ายมีกิจกรรมเล่นเกมกันสนุกๆ ด้วย อย่าลืมมาร่วมเล่นกันนะครับคุณเคยประสบปัญหาเช่นนี้หรือไม่ แต่งภาพบนหน้าจอตัวเองว่าสีสวยแล้ว พอส่งไฟล์ไปให้เพื่อนกับพบว่าสีไม่เห็นเหมือนบนจอเราเลย ทั้งมืด ทั้งเพี้ยน แล้วไหนจะเอาไปอัดอีก สีไปกันใหญ่เลยคราวนี้วันนี้ LCDSPEC.COM เรามีคำตอบมาให้ ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่า จอภาพและอุปกรณ์แสดงผลภาพทำงานโดยมี Color Space ที่ต่างกันColor Space แบบ 2 มิติโดยหากจอไหนที่มี Color Space ที่กว้างจะให้ความสดใสภาพได้มากกว่าจอที่มี Color Space แคบ เช่นจอที่เป็นชนิด LED LCD Monitor จะมี Color Space ที่กว้างกว่า จอชนิด CCFL LCD Monitor เป็นต้นแล้ว Color Space มันคืออะไร ?Color Sapce ของ Monitor ก็คือขอบเขตของการแสดงสีของจอภาพนั้นๆ ว่าสามารถแสดงสีได้มากน้อยแค่ไหน เป็นที่มาว่าทำไมแต่ละจอถึงให้สีที่มีความสดไม่เท่ากัน ดังนั้นจึงต้องมีการทำ Color Profile เข้ามาช่วยในการควบคุมให้มีการแสดงสีให้มีค่าใกล้เคียงกันมากที่สุด เนื่องจาก Color Profile นี้จะทำหน้าที่เสมือนแผนที่ที่บอกว่าสีที่ต้องการนี้อยู่ที่ตำแหน่งไหนของ Color Space ที่ใช้อยู่ เช่น ถ้าส่งคำสั่งแสดงสี 200,0,0 ไปให้ Monitor A จะได้สีแดงเข้มๆ แต่ถ้าส่ง 200,0,0 เช่นกัน ไปให้ Monitor? B จะได้สีแดงที่สว่างขึ้น ถ้าต้องการให้ Monitor A และ Monitor B แสดงสีออกมาเหมือนกัน ก็จะจำต้องที่จะต้องทำแผนที่สีที่ว่าไปเมื่อกี้ ซึ่งสีถ้าใช้ Color Profile บน Color Space ของ Monitor A สีแดงเข้มอยู่ที่ 200,0,0 แต่สีแดงเข้มบน Color Space ของ Monitor B อาจจะอยู่ที่ 190,0,0 ได้ การทำงานเช่นนี้จะมีการแปลงโปรไฟล์สีเกิดขึ้น เพื่อให้ได้สีที่ถูกต้องแล้วโปรไฟล์สีนี้จะได้มาอย่างไร โดยทั่วไป ผู้ผลิตจอมอร์นิเตอร์จะมีการทำโปรไฟล์สีของจอรุ่นนั้นๆ อยู่แล้ว แต่ด้วยการผลิตอุปกรณ์อิเล็คโทรนิกส์มันก็ไม่สามารถที่จะทำให้อุปกรณ์มีการแสดงผลได้ตามต้นแบบ 100% ได้ และถ้าสังเกต จะเห็นว่าจอที่ใช้ไปนานๆ จะมีอากาเหลืองเกิดขึ้น เนื่องจากหลอด back light หรือภาคจ่ายไฟให้หลอด back light เริ่มเสื่อม ซึ่งนั่นก็ทำให้การใช้โปรไฟล์สีเดิมไม่สามารถใช้การได้นั่นเอง เราจึงควรที่จะทำโปรไฟล์สี หรือแผนที่สีบนจอขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้สีที่แสดงออกมายังตรงอยู่เหมือนเดิม ซึ่งการสร้างโปรไฟล์สีนี้ก็คือการ Calibrate หรือการปรับเทียบหน้าจอนั่นเองโดยการ Calibrate สามารถทำได้ 2 วิธีหลักด้วยกัน คือการใช้สายตาในการปรับเทียบ ซึ่งวิธีนี้จะมีความแม่นยำที่ค่อนข้างต่ำ แต่สามารถใช้ได้ถ้าไม่ได้ที่จริงจังเรื่องการใช้สีมากนัก แต่ถ้าต้องการความแม่ยำที่สูงขึ้นจะใช้พวก Hardware ประเภท Spectophotometer หรือ Colorimeter ในการปรับเทียบ—–การ Calibrate หน้าจอด้วย สายตา (Windows 7) :การ Calibrate ด้วยวิธีนี้ ทีมงาน LCDSPEC.COM ขอบอกไว้ก่อนว่า?ผู้ใช้ต้องใช้ความแม่นยำในการพิจารณาสีพอสมควร และค่อนข้างมีปัญหาบ้างกับคนที่ตาบอดสี เนื่องจากเป็นการใช้สายตาในการปรับเลื่อนให้สีมีค่าเข้าใกล้สีขาวมาตรฐานมากที่สุดงานนี้ขอใช้ Calibrate Color ของ Windows 7 นะครับ ถือว่าเป็น Tool นึงที่สะดวยเลยที่เดียวก็ว่าได้ ไม่ต้องไปเสียเวลาหา Adobe Gamma มาลงให้เสียเวลาเอาหล่ะก่อนจะเริ่ม calibrate เรามาเตรียมความพร้อมของอุปกรณ์และพื้นที่กันหน่อยดีกว่านะ1. แสงสว่างในห้องต้องเหมาะสม ไม่มีแสงวูบวาบ หรือมีการฉายไฟเข้าจอโดยตรง2. ผนังห้องควรมีสีใกล้เทากลางจะยิ่งดี เพราะสายตาเราจะวัดแสงและสีจากฉากและผนังรอบๆ จอด้วย3. ตั้งค่าทั้ง จอ และ การ์ดจอ ให้เป็นค่าเริ่มต้น หรือ Factory Default4. Wallpaper ควรเป็นภาพที่เป็นเฉดเทา5. เปิดจอไว้อย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้หลอดจอ (CRT) หรือหลอด Back Light (LCD) ร้อนพอและให้แสงที่คงที่ได้ตามนี้แล้ว มาทำการ Calibrate กันเลยดีกว่าเริ่มด้วยจากการเข้าไปที่ Control Panelสำหรับคนที่ใช้มุมมองแบบ Category ให้เลือกที่ Appearance and Peraonalization > Display > Calibrate colorส่วนใครใช้มุมมองแบบ Large/Small icons (Classic) ให้เลือกที่ Display > Calibrate color ได้เลยหลังจากเข้าโปแกรมแล้ว หาเรามี Monitor หลายตัว ก็สามารถเลือกได้ที่จะทำการ Calibrate ที่ Monitor ตัวไหนก็ได้โดยการลากหน้าต่าง Calibrate Monitor (ตามภาพ) ไปวางไว้ที่หน้าจอนั้นๆ จากนั้นทำการกด Nextในขั้นตอนถัดมาจะเป็นการบอกถึงการตั้งค่าว่าเราควรตั้งค่าอย่างไรก่อนที่จะเริ่มทำการ Calibrate หน้าจอ โดยขั้นตอนที่ต้องทำก็ง่ายๆ เพียงแค่กดเมนูขึ้นมา แล้วทำการ Reset การตั้งค่าให้เป็นค่าเริ่มต้นเสียก่อน (Factory default) และถ้าหาก OSD Menu ของจอนั้นเลื่อนได้ ก็แนะนำให้เลื่อนไปอยู่ในจุดที่ดูไม่เกะกะ กับการอ่านวิธีในขั้นตอนต่อๆ ไป เมื่อได้ตำแหน่งที่เรียบร้อยแล้วจากก็กด Next กันได้เลยครับเริ่มจากการตั้งค่า Gamma ก่อน ด้วยการปรับค่าแบบง่ายๆ เลื่อนแถบ Slide bar ให้จุดสีที่อยู่ตรงกลางมีสีกลืนกันกับสีที่เป็นวงนอก โดยในภาพจะเป็นตัวอย่างของค่า Gamma ที่เหมาะสม ก็คือจุดที่อยู่กลางวงกลมจะดูกลืนไปกับสีพื้นที่อยู่รอบๆ จุดนั้น แล้วถ้าหากจุดตรงกลางเป็นสีขาว แสดงว่าค่า Gamma นั้นต่ำไป และในทางกลับกัน ถ้าจุดตรงกลางดูสีเข้มกว่าพื้นที่โดยรอบ แสดงว่าค่า Gamma นั้นสูงเกินไป เมื่อเราทำความเข้าใจกับการตั้งค่า Gamma แล้วหล่ะก็กด Next ต่อได้เลยคราวนี้มาเป็นการปรับ Gamma จริงกันซะที ก็แค่เลื่อนแถบ Slide ให้สีจุด กับสีพื้นมันกลืนกันเป็นอันเสร็จพิธี กด Next ต่อครับหลังจากเสร็จสิ้นการตั้งค่า Gamma ให้กับหน้าจอ คราวนี้มาถึงการปรับค่าความสว่าง และค่าคอนทราสต์ เพื่อให้ได้แสงที่เหมาะสมในการใช้งาน แต่หากใครใช้โน็ตบุค โดยมากจะไม่สามารถปรับค่าเหล่านี้ได้ ก็สามารถกด Skip brightness and contrast adjustment เพื่อข้ามไปยังการปรับค่าสมดุลสีได้ทันที แต่ถ้าหากปรับค่าได้ ก็ให้กด Next เพื่อทำการปรับความสว่างของหน้าจอก่อนการปรับ Brightness ที่เหมาะสม ลองดูที่ภาพนะครับ จะมีทั้งสีขาว ดำ ดำมาก และเงาดำ โดยต้องปรับให้เห็นสีทั้งหมดที่ว่าครับ ไม่ใช่ มืดจนไม่เห็นเงาดำในสีดำ หรือสว่างจนสีดำดูไม่ดำ ดูข้อตกลงแล้วก็ไม่ยากใช่มั้ยครับ กด Next ต่อดีกว่าเมื่อรู้รูปแบบการปรับแล้ว ก็ลงมือตั้งค่าเลยละกัน ทำการกด เมนูขึ้นมา เข้าไปที่ส่วนการตั้ง Brightness ทำการเพิ่มหรือลดแสงเพื่อให้เห็น รายละเอียดบนเสื้อสูท และตัว X ที่อยู่บนฉากสีดำด้านหลัง โดยที่ส่วนสีดำต้องดูเป็นสีดำอยู่เหมือนเดิม หลังจากได้ความสว่างที่เหมาะสมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็กด Next เพื่อทำการปรับค่าคอนทราสต์ต่อเลยละกันตอนนี้ก็มาถึงการตั้งคอนทราสต์ของจอกันแล้ว โดยภาพก็จะยังเป็นโทนขวา-ดำเหมือนเดิม การปรับในครั้งนี้จะให้สังเกตในส่วนของรอยยับบนเสื้อ และความใสภาพเป็นหลักก็แล้วกัน โดยถ้าหากคอนทราสต์เราสูงเกินไป รอยยับบนตัวเสื้อจะมองไม่เห็น จะดูว่าเสื้อขาวไปหมดทั้งตัว แต่ถ้าคอนทราสเราต่ำไป ภาพจะดูหมองๆ สีดำก็ไม่ดำออกจะเทาๆ ไปนิด เพราะฉนั้นค่าที่เหมาะสมจึงเป็นค่าที่ทำให้ส่วนขาวดำในภาพ ดูสีตัดกันมากที่สุด และบนตัวเสื้อเห็นรอยยับได้ชัดเจน ดูรูปแบบการปรับแล้วก็มาปรับจริงกันซะที กด Nextและแล้วเราก็มาปรับคอนทราสต์จริงๆ ซะที กดเมนูขึ้นมา ไปที่ Contrast แล้วก็เลื่อนๆๆๆๆๆๆ ได้ค่าดูน่าพอใจแล้วก็กด Nextหลังจากปรับค่าความเหมาะสมของจอกันไปแล้ว คราวนี้จะเป็นส่วนของการปรับสมดุลสีขวา จะเป็นส่วนของการสร้างรูปแบบสี หรือ Color Profile ขึ้น และตรงนี้เองที่ต้องการความแม่นของการดูสีค่อนข้างมากเลยทีเดียว? ว่าแต่เมื่อกี้มีใครมาทางลัดกันบ้างครับ ?ไม่เป็นไร ใครมามาทางตรง หรือทางลัดก็ไม่ว่ากัน ถ้าใครมาทางตรง จะเห็นว่าขั้นตอนก่อนหน้าจะมีแค่ มากไป หรือน้อยไป ความเป็นไปได้มีแค่ 3 ช่วงรูปแบบเท่านั้น แต่ครั้งนึ้รูปแบบความเป็นไปได้มีถึง 7 ช่วงรูปแบบ (แดงเกินไป เขียวเกินไป น้ำเงินเกินไป ออกจะม่วงไปนะ ออกฟ้าไปนิด ออกเหลืองไปหน่อย หรือว่าสีพอดีแล้ว) กันเลยทีเดียว o_O เพราะมันคือการปรับสมดุลสีกันทีเดียวทั้ง 3 สี เพื่อให้ได้สมดุลสีขาวที่เหมาะสม งานนี้ถ้าใครมีตัวช่วยอย่างกระดาษเทากลาง หรือกระดาษสีเทา 18% ก็จะช่วยให้ปรับได้ง่ายขึ้นอีกนิดนึงครับ คุยไปอาจจะไม่เห็นภาพ กด Next เลยดีกว่าอย่างที่บอกหล่ะครับ ว่าคราวนี้เราจะตั้งค่าสีพร้อมกันเลย 3 สี (แล้วจะมั่วไปมั้ยเนี่ย) และก็อย่างที่บอก (อีกแล้ว) ถ้าใชกระดาษเทากลางก็พอเอาเทียบๆ ได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร พยายามนิดนึง ค่อยๆ เลื่อนๆ ถ้าสีไหนมากไปก็ลดสีนั้นลง จนดูว่าสีทั้งหมดไล่จากขาวไปเทา (สีตรงกลางนั่นคือสีเทากลางหรือ Neutral grays) และเมื่อปรับจนได้สีเทาและไม่ แดงไป เขียวไป หรือน้ำเงินเกินไป ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว กด Next ต่อเพื่อบันทึกค่าและสุดท้ายเมื่อปรับแต่งเสร็จ เผื่อใครจะลืมสีเดิมไปแล้ว ก็ลองกดที่ปุ่ม Previous calibration เพื่อดูค่าก่อนปรับสีก็ได้นะครับ บางจออาจจะดูว่าก่อนทำการปรับสีจอเราอาจจะฟ้าเกินไป หรือบางคนอาจจะใช้จอถนอมสายตา (เหลือง) มาเป็นเวลานานแล้วก็ได้ แต่ก็สุดแล้วแต่แหละครับ ถ้าใครดูแล้วว่าที่ Calibrate มานั้นดูแล้วไม่ชอบ ก็กด Cancel ออกไปได้ครับเพื่อใช้ค่าเดิม แต่ถ้าดูแล้วดีขึ้นก็กด Finish เป็นอันเสร็จสิ้นครับหลังจากได้ลอง Calibrate หน้าจอด้วยสายตาตัวเองกันไปแล้วไม่ทราบว่าเป็นยังไงบ้างครับ ลองเขียนมาเล่าสู่กันฟังบ้างนะครับ
Samsung สนใจผลิต Retina Display ความละเอียด Full HD พร้อมทั้งแสดงภาพ 3D แบบไร้แว่นได้ด้วย !!!
Samsung สนใจที่จะทำหน้าจอแบบ Retina Display ซึ่งแท็บเล็ตในปัจจุบันนั้นยังไม่มีรุ่นใดที่ให้สามารถแสดงผลได้แบบ Retina Display ได้เลย รวมถึง?iPad 2?โดยทาง Samsung ก็มองเห็นช่องทางในจุดนี้และมีแผนที่จะผลิตหน้าจอที่สามารถแสดงผลได้ที่ 300 – 400 ppi ภายในปี 2015 นี้?สำหรับ Samsung Galaxy Tab ตัวปัจจุบันขนาดหน้าจอ 7 นิ้ว มีความสามารถแสดงผลได้ที่ความละเอียด 1024 x 600 หรือ 170 ppiรวมไปถึงทาง Samsung ยังบอกอีกว่าจะทำแท็บเล็ตให้สามารถแสดงผลได้ที่ Full HD เทียบเท่ากับความละเอียดของทีวีขนาด 40 นิ้ว แถมยังสามารถใช้งานได้ถึง 8 – 10 ชม. ส่วนเทคโนโลยี stereoscopic 3D หรือแสดงภาพ 3D นั้นอาจจะต้องดูทิศทางของตลาดก่อนว่าถ้าลูกค้าเริ่มที่จะนิยมกันมากขึ้นก็จะร่วมลงทุนในตลาดนี้ซึ่งจะทำแบบไม่ต้องใช้แว่นบนแท็บเล็ตที่มา : www.engadget.com
Sony เปิดตัวทีวี Bravia รุ่นใหม่ล่าสุด!!! ทุกรุ่น ทุกซีรี่ย์ ในปี 2011 โดยมี Internet TV เป็นตัวชูโรง
Sony สร้างสรรค์นิยามใหม่ของความบันเทิง เผยโฉมบราเวีย อินเตอร์เน็ต ทีวี พร้อมผลิตภัณฑ์ 3D ครบไลน์ จับมือพันธมิตรนำเสนอประสบการณ์ความบันเทิงอินเตอร์เน็ตทีวีไม่ซ้ำใคร??ตอกย้ำความเป็นผู้นำตัวจริงด้วยโซลูชั่นเพื่อความบันเทิงภายในบ้านครบครันบริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ผู้นำนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และการสร้างสรรค์ ไลฟ์สไตล์เพื่อผู้บริโภค วันนี้ แถลงวิสัยทัศน์ ทิศทางธุรกิจ และกลยุทธ์การตลาดประจำปี 2554 ผลักดันแนวความคิด?Sony Redefines Entertainment สร้างสรรค์นิยามใหม่ของความบันเทิงที่ครบครันในทุกโซลูชั่นส์ ผ่านเสาหลักกลยุทธ์ 4 ประการ ประกอบด้วย มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ (Product Redefined), สรรสร้างเนื้อหา (Content Redefined), รังสรรค์บริการเหนือระดับ (Customer-Focus Redefined) บูรณาการระบบบริหารจัดการค้าปลีก (Retail Marketing Redefined) เผยโฉมกองทัพผลิตภัณฑ์ล่าสุดเป็นครั้งแรกมากมาย นำโดย บราเวีย อินเตอร์เน็ต ทีวี จำนวนกว่า 20 รุ่นพร้อมเติมเต็มประสบการณ์บันเทิง 3 มิติในบ้านครบวงจรด้วยผลิตภัณฑ์ 3D ครบครัน ตั้งแต่กล้องแฮนดีแคม กล้องไซเบอร์ช็อต บล็อกกี้ โน้ตบุ๊คไวโอ้ ชุดโฮมเธียเตอร์ 3D และ PS3 เป็นต้น ให้ผู้บริโภคสนุกสนานไปกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ ไปจนถึงการรับชมความบันเทิง 3 มิติได้อย่างเต็มอิ่ม พร้อมร่วมผนึกกำลังกับพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อนำเสนอความหลากหลายของสาระบันเทิงสำหรับทีวีอินเตอร์เน็ต ตั้งเป้าเติบโต 10 เปอร์เซ็นต์ มั่นใจเป็นผู้นำตลาดเอวีไอทีที่สามารถนำเสนอโซลูชั่นส์ความบันเทิงได้อย่างครบครันที่สุดมร. โทรุ ชิมิซึ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวว่า ?ในปีที่ผ่านมา สภาพตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยรวมได้รับผลกระทบจากทั้งปัจจัยเชิงบวก และเชิงลบ อย่างไรก็ตามธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้ายังคงมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะตลาดทีวี และตลาดกล้องดีเอสแอลอาร์ที่ความต้องการยังเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ และด้วยการวางกลุยุทธ์การตลาดอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วยผลิตภัณฑ์ที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ธุรกิจทีวีบราเวียของโซนี่โตขึ้นถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ธุรกิจกล้องดีเอสแอลอาร์ของโซนี่ก็เติบโตขึ้นกว่า 140 เปอร์เซ็นต์ในปี 2554 นี้ โซนี่จะยังคงเดินหน้าสร้างความเข้มแข็งด้วยกลยุทธ์ที่เข้มข้นขึ้นต่อยอดจากในปีที่แล้ว ภายใต้ชื่อ ?Sony Redefines Entertainment? นับเป็นการสร้างสรรค์ประสบการณ์ความบันเทิงแบบครบวงจร ตั้งแต่การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ (Product Redefined) ซึ่งในปีนี้โซนี่จะมีผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม 3D Solutions ที่ครบครันตั้งแต่ทีวี กล้อง เกมส์ ไปจนถึงโน้ตบุ๊คไวโอ้ รวมทั้งอินเตอร์เน็ตทีวี การนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลาย (Content Redefined) เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆให้แก่ผู้บริโภค อาทิ การร่วมมือกับพันธมิตรผู้ผลิตคอนเทนท์บนอินเตอร์เน็ตทีวี รวมถึงสนุกเพลิดเพลินไปกับการสร้างสรรค์คอนเทนท์ 3D เพื่อรับชม และแบ่งปันความประทับใจได้อย่างง่ายดาย ขณะเดียวกันโซนี่ก็ยังให้ความสำคัญกับการสรรหาสิทธิประโยชน์ และบริการคุณภาพให้แก่ลูกค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุด (Customer Focus Redefined) รวมทั้ง การพัฒนาระบบบริหารจัดการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดจำหน่าย (Retail Marketing Redefined) มุ่งให้ประโยชน์สูงสุดแก่ทั้งผู้แทนจำหน่าย และลูกค้าผู้สนับสนุนสินค้าโซนี่อีกด้วย ซึ่งภายใต้กลยุทธ์หลักดังกล่าว คาดว่าจะช่วยรักษาความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้า ผู้บริโภค รวมถึงการเสริมสร้างความเข้มแข็ง และขับเคลื่อนธุรกิจโซนี่ให้เดิบโตขึ้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2554 นี้?มร. ฮิโรชิ ซากาโมโตะ ผู้จัดการทั่วไปอาวุโส กลุ่มธุรกิจโทรทัศน์ บริษัท โซนี่ คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า ?แนวโน้มการเติบโตของตลาดแอลซีดีทีวียังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงแถบแพนเอเซียซึ่งนับเป็นตลาดที่มีความสำคัญของโซนี่ด้วยศักยภาพในการเติบโตที่สูงมาก ในปี 2554 นี้ โซนี่ได้บัญญัตินิยามใหม่สำหรับทีวีภายใต้ชื่อ ?Sony Internet TV ? Television Redefined? เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสร้างสรรค์รูปแบบของประสบการณ์บันเทิงใหม่ให้แก่การรับชมทีวีด้วยเนื้อหาสาระที่หลากหลายบนอินเตอร์เน็ตตลอด 24 ชั่วโมง โดยโซนี่ได้ร่วมมือกับผู้ให้บริการด้านคอนเทนท์มากกว่า 100 รายทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทยในการให้บริการเนื้อหาบน บราเวีย อินเตอร์เน็ตทีวี โดยในปัจจุบันจำนวนผู้ชมทั่วโลกที่รับชมเนื้อหาบนโซนี่ อินเตอร์เน็ต ทีวีมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เรื่อย ๆ เช่นในออสเตรเลีย และอินเดีย เป็นต้น และคาดว่าในประเทศไทยก็กำลังเข้าสู่แนวโน้มเดียวกัน โดยในปีนี้จำนวนของบราเวียอินเตอร์เน็ตทีวีที่จะเปิดตัวในปีนี้จะมีสัดส่วนมากถึง 83 เปอร์เซ็นต์ กล่าวได้ว่าในปีนี้ อินเตอร์เน็ตทีวี เทคโนโลยี 3D ผนวกกับคุณภาพและดีไซน์ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจทีวีของโซนี่ ผมเชื่อว่าผู้บริโภคจะให้การตอบรับ และมีความสุขไปกับประสบการณ์บันเทิงใหม่ ๆ ที่โซนี่ได้คิดค้นพัฒนาเพื่อประโยชน์สูงสุดสำหรับลูกค้า และผู้บริโภคอย่างมุ่งมั่นมาโดยตลอด?ในปี 2554 โซนี่พร้อมเดินหน้าผลักดันยุทธศาสตร์ทางธุรกิจหลัก 4 ประการ เพื่อรักษาความเป็นผู้นำ และรองรับการเติบโตของธุรกิจในอนาคต ซึ่งประกอบไปด้วย1. Product Redefined ? ปฏิวัติ ?นวัตกรรมใหม่? เพื่อผู้บริโภคทั้งในส่วนของ Total 3D Solutions ที่โซนี่เป็นบริษัทเอวีไอทีเพียงรายเดียวที่นำเสนอผลิตภัณฑ์ 3D แบบครบครัน ทั้ง 3D BRAVIA, 3D Blu-ray, 3D Home Entertainment, 3D Cyber-shot, 3D Handycam, 3D VAIO, 3D Bloggie, และ 3D PS3 เป็นต้น นอกจากนี้ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ทีวี โซนี่ยังได้เปิดตัวอินเตอร์เน็ตทีวี ภายใต้คอนเซ็ปท์ TV Redefined อันเป็นปฐมบทใหม่แห่งความบันเทิงสมจริง2. Content Redefined ? นำเสนอคอนเทนท์พิเศษสำหรับอินเตอร์เน็ตทีวีชู ?ไอเดียสร้างสรรค์? ที่มีสาระบันเทิงหลากหลายสำหรับทีวีบราเวีย อินเตอร์เน็ตทีวีโดยเฉพาะ ซึ่งรวมถึงคอนเทนท์ที่สร้างสรรค์ขึ้นโดยพันธมิตรผู้ผลิตเนื้อหา ทั้งโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง7, เครือเนชั่น, ผู้ผลิตเว็บไซต์ในเครือ M Thai และรายอื่น ๆ อีกมากที่จะทยอยร่วมให้บริการ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยเพื่อการสร้างสรรค์คอนเทนท์ด้วยตนเอง จากพอร์ทโฟลิโอผลิตภัณฑ์ 3D ที่สามารถผลิต รับชม และแบ่งปันผลงานแบบ 3 มิติได้อย่างง่ายดาย ทุกที่ ทุกเวลา3. Customer Focus Redefined ? พัฒนาสิทธิประโยชน์และการบริการในด้าน CRM อย่างเต็มรูปแบบเพื่อ ?ลูกค้าคนพิเศษ? จากความสำเร็จในปีที่ผ่านมาจากการเปิดตัวแคมเปญ My Sony ซึ่งมีฐานลูกค้าใหญ่ที่สุดในประเทศด้วยสมาชิกกว่า 1 ล้านราย โดยโซนี่เป็นบริษัทด้านเอวีไอทีเพียงรายเดียวที่มีการดำเนินการเชิงรุกในด้านการบริหารความสัมพันธ์ของลูกค้าอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้ในปี 2554 จะมีการเฟ้นหาบริการ และกิจกรรมอีกหลากหลายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าโซนี่ได้อย่างตรงจุด รวมทั้งการนำเสนอโปรแกรม Cash Back เพิ่มสิทธิประโยชน์ ให้แก่สมาชิก My Sony ซึ่งสามารถได้รับส่วนลดโดยไม่จำเป็นต้องซื้อสินค้าผ่านบัตรเครดิต4. Retail Marketing Redefined ? มุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งในการพัฒนาระบบการจัดจำหน่ายเพื่อเสริมประสิทธิภาพ และประสิทธิผลให้แก่ทั้งผู้แทนจำหน่าย รวมทั้งลูกค้า อาทิ การพัฒนาระบบ E-Dealers เป็นระบบบริหารควบคุมระบบคลังสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ช่วยให้การสั่งซื้อ และจัดส่งสินค้าตรงกับความต้องการของผู้บริโภค และตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และแม่นยำ ลดขั้นตอนที่ยุ่งยาก ช่วยสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าและในการเปิดตัวบราเวีย อินเตอร์เน็ต ทีวี ในครั้งนี้ โซนี่ยังได้ประกาศความร่วมมือกับ 3 พันธมิตร ผู้ผลิตคอนเทนท์ ทีวีออนไลน์รายใหญ่ในประเทศไทย เพื่อนำเสนอเนื้อหาที่มีความหลากหลายทั้งสาระ และบันเทิง สำหรับลูกค้าผู้ซื้อ บราเวีย อินเตอร์เน็ต ทีวี โดยเฉพาะ ได้แก่ บริษัท บีบีทีวี นิว มีเดีย จำกัด (เครือโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7) ผู้ให้สาระด้านข่าวสาร และบันเทิง วาไรตี้ต่าง ๆ, บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ให้บริการเนื้อหาด้านข่าวสารธุรกิจ สาระบันเทิง เทคโนโลยีอัพเดท และบริษัท โมโน เทคโนโลยี จำกัด ผู้จัดทำเว็บไซต์ชื่อดังอย่าง M-Thai, Gossip Star ก็พร้อมให้บริการเนื้อหาบันเทิง ไลฟ์สไตล์ วาไรตี้สำหรับสุภาพสตรี รวมทั้งคลิปวิดีโอต่าง ๆ เป็นต้น นับเป็นการให้ความมั่นใจกับผู้บริโภคว่าจะได้รับสารพันบันเทิงหลากรูปแบบ นอกเหนือไปจากการชมรายการทีวีทั่วไปอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันก็ยังเพลิดเพลินไปกับการท่องเว็บไซต์ที่ได้รับความนิยมอย่าง YouTube, Facebook, Golf Digest และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งนี้ โซนี่ยังพร้อมเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรผู้ผลิตคอนเทนท์ทีวีออนไลน์อื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อเพิ่มขยายเนื้อหาสาระ และความบันเทิงให้แก่ผู้บริโภคอย่างจุใจยิ่งขึ้นภายในปีนี้ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเป็นการต่อยอดความสำเร็จของพอร์ทโฟลิโอผลิตภัณฑ์ 3 มิติ Sony 3D World บริษัทฯ ได้เดินหน้าจัดเตรียมผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายทั้งในด้านดีไซน์ และเทคโนโลยีที่แตกต่าง เพื่อสร้างสีสันให้แก่ตลาด เอวีไอทีของไทย และยังเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจให้แก่ผู้บริโภค โดยจะมีกองทัพผลิตภัณฑ์ใหม่ทยอยเปิดตัวอีกกว่า 50 รุ่น ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปทีวีบราเวีย แอลอีดี และแอลซีดี เปิดตัวพร้อมกัน 8 ซีรี่ส์ จำนวน 24 รุ่น ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ไฮไลต์ คือ บราเวีย อินเตอร์เน็ตทีวี จำนวนถึง 20 รุ่น มีขนาดให้เลือกตั้งแต่ 22 นิ้ว จนถึง 65 นิ้ว โดยในกลุ่มนี้ยังรวมถึงรุ่นที่รองรับสัญญาณ 3D จำนวนถึง 11 รุ่นด้วยกันกล้องดิจิตอลไซเบอร์ช็อต – จำนวน 5 ซีรี่ส์ 15 รุ่นใหม่ ครอบคลุมการใช้งานที่หลากหลายตามความต้องการ มาพร้อมเทคโนโลยีคุณภาพสูง ฟังก์ชั่น และลูกเล่นใหม่มากมาย อาทิ ระบบถ่ายภาพ 3D และบันทึกภาพวิดีโอระดับ Full HD (รุ่น TX100V, TX10, WX10 และ WX7) คุณสมบัติไฮซูม พร้อมระบบ GPS / Compass ในตัว (รุ่น HX100V และ HX9V) พร้อมด้วยสีสัน และดีไซน์ล้ำสมัยในสไตล์ของไซเบอร์ช็อต ในทุกรุ่น ทุกซีรี่ส์กล้องวิดีโอแฮนดีแคม – รุ่นใหม่ล่าสุด 8 รุ่น โดยรุ่น HDR-TD10E เป็นกล้องถ่ายวิดีโอ 3D ระดับไฮเดฟฟินิชั่นเครื่องแรกในโลกที่ใช้เซ็นเซอร์ Full HD 2 ตัว จึงสามารถบันทึกวิดีโอแบบ 3 มิติได้อย่างสมบูรณ์ และคมชัดสมจริง นอกจากนี้ยังสามารถรับชมวิดีโอ 2 มิติ หรือ 3 มิติ ได้จากจอ LCD ขนาด 3.5 นิ้ว โดยไ่ม่ต้องใช้แว่น ในขณะที่กล้องแฮนดีแคม PJ Series ซึ่งมีด้วยกัน 3 รุ่น จะเป็นกล้องถ่ายวิดีโอพร้อมโปรเจคเตอร์ในตัวเครื่องแรกในโลก ทำให้ผู้ใช้สามารถบันทึก และชมภาพประทับใจได้ทุกที่ทุกโอกาส ด้วยโปรเจคเตอร์ในตัวให้ภาพขนาดสูงสุดถึง 60 นิ้ว รวมถึงระบบเสียงแบบสเตอริโอ 5.1 แชนแนล เพิ่มอรรถรสในการรับชมทั้งภาพและเสียงได้อย่างสมบูรณ์แบบนอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อความบันเทิงในรูปแบบ 3D และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งในกลุ่มโฮม เธียเตอร์ และเครื่องเล่น Blu-ray กล้อง Bloggie คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค VAIO รวมทั้งหูฟังรุ่นใหม่ล่าสุด ที่มีให้เลือกสรรทั้งระดับมืออาชีพ และแฟชั่นมาถึงบรรยากาศภายในงานกันบ้าง ซึ่งนอกเหนือจะเป็นการเปิดตัวทีวี Sony Bravia รุ่นใหม่ล่าสุดในปี 2011 แล้ว จากที่ได้เห็นในภาพก่อนหน้ากันไปโดยในปีนี้ Sony ได้เน้นไปที่ Sony Bravia Internet TV เป็นหลัก ซึ่งได้มีพันธมิตรอย่าง Nation / Mthai Gossip / BBTV ที่เป็นสื่อของไทยมาร่วมด้วยแน่นอนว่านอกเหนือจากนี้ใน Internet TV ยังมี Youtube / Facebook / Google / Web Browserรวมไปถึง Twitter / Skype อีกด้วย โดยมีการแบ่งไปเป็นหมวดหมู่ชัดเจนคนที่มาร่วมงานต่างให้ความสนใจกันอย่างมากอีกทั้งใน Sony Bravia รุ่นใหม่ ยังมีคุณสมบัติเปลื่ยนมือถือสมาร์ทโฟนอย่าง iPhone / Android เป็นรีโมทคอนโทรลได้ เพียงแค่มีแอพพลิเคชั่นเท่านั้นเรื่องของ 3D ก็เป็นอีก 1 ส่วนที่สำคัญภายในงานเหมืนกันอย่างโน้ตบุ๊ก Sony Vaio ก็ได้เปิดตัวซีรี่ย์ F รุ่นแรก ที่มีคุณสมบัติชมภาพ 3D ได้โดยมีชื่อรุ่นเต็มๆ ว่า VPCF217HG ยังไงรานละเอียดอื่นๆ สามารถชมกันต่อได้ที่ www.notebookspec.com นะครับยังมีหูฟังรุ่นใหม่กล้องวีดีโอ Handycamที่ถ่ายภาพ 3D ได้ และมีโปรเจคเตอร์ในตัวและกล้องวีดีโอ Bloggie ที่ถ่ายภาพ 3D ได้สุดท้ายคือสิทธิพิเศษจาก My Sony เมื่อซื้อสินค้าและลงทะเทียนเมื่อถึงเวลางานที่ทางผู้บริหารจาก Sony จะมาแถลงข่าวเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์สินค้า Sony ใหม่ๆ กัน
Acer Slim LED S Series จอบางได้ใจ ดีไซน์เรียบหรู ให้ความคมชัดสูงสุดถึง 100ล้าน:1
ลงตัวกับทุกองศา ประหยัดพื้นที่กับความบางของหน้าจอไม่ถึง 15?มม. ตัวเครื่องสีดำมันวาว เรียบลื่นในทุกสัมผัส หน้าจอ widescreen 16:9?ความละเอียดสูงสุดระดับ?Full HD 1080P?ความเร็วตอบสนองสูงสุด?2?มิลลิวินาที ให้เฉดสีถึง?16.7?ล้านสี คมชัดทุกรายละเอียดด้วยค่าความคมชัดสูงสุดถึง100,000,000: 1?พร้อมด้วยเทคโนโลยี?white LED backlight?ที่ปราศจากสารปรอทช่วยลดมลพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงานสูงสุดถึง68%?พร้อมฉลากรองรับการประหยัดไฟเบอร์?5?เชื่อมต่อความบันเทิงด้วยช่องเชื่อมต่อสัญญาณ?VGA,DVI?และHDMIในบางรุ่น มีให้เลือกถึง?5?ขนาด ได้แก่?S192HQL(18.5?), S202HL(20?), S220HQL?และ?S222HQL (21.5?), S230HLbd?และ?S232HLCbid (23?), S242HLCbid (24?) สามารถจับจองเป็นเจ้าของได้ในราคาเริ่มต้นเพียง?3,690?บาท (ราคารวม?VAT?แล้ว) สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เอเซอร์?คอลล์เซ็นเตอร์?ที่เบอร์โทรศัพท์?0 2685 4311 หรือคลิกไปที่?www.acer.co.th 
Sony Playstation 3 Slim Review: สุดยอด Multimedia Hub ความสามารถรอบตัว (ตอนที่ 1)
By: mrzane | Date: 4 October 2009 | | 3 ความเห็น

สำหรับคอเกม และแฟนพันธุ์แท้ของ Playstation ผมเชื่อว่าคงไม่เป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายที่ Sony จะออก Playstation ตัวใหม่ที่มีขนาดเล็กลง กินไฟน้อยกว่าเดิม และมีฟีเจอร์ที่แตกต่างออกไปจากตัวแรกเล็กน้อย พร้อมด้วยราคาที่ (น่าจะ) ถูกกว่าเดิม เช่นเดียวกับยุค Playstation 2 ที่ Sony เข็นเอา PS2 Slim ออกมาวางจำหน่ายหลังจากวางขาย PS2 ตัวหนาไปกว่า 4 ปี ซึ่ง PS2 Slim นี้ก็ช่วยยืดอายุของผลิตภัณฑ์ไปได้อีกในระยะเวลาหนึ่ง แม้กระทั่งในปัจจุบัน คุณก็ยังสามารถหาซื้อ PS2 Slim ได้ในราคาต่ำกว่า 4,000 บาท

DSCF0094

แน่นอนว่าเทรนด์นี้ได้ถูกนำมาใช้กับ console ตัวปัจจุบันของ Sony หรือ Playstation 3 ด้วย — ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิต Chipset สามารถผลิต Cell และ GPU ให้มีขนาดเล็กลง โดยลดขนาดของ Cell ให้เหลือ 45nm (จากรุ่นก่อนๆ ที่เป็น 90nm หรือ 65nm) และใช้ RSX (หรือ GPU) ที่มีขนาด 65nm* และด้วยขนาดของ Cell/RSX ที่เล็กลง ทำให้ Sony สามารถออกแบบแผงวงจรที่มีขนาดเล็กลงได้ ส่งผลให้เครื่องมีขนาดเล็กลง ปล่อยความร้อนน้อยกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม และที่สำคัญช่วยให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง ส่งผลให้สามารถจำหน่ายเครื่องในราคาถูกลงได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ PS3 รุ่น 120 GB ลดราคาเหลือ 299 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,500 บาท)

หมายเหตุ: *PS3 รุ่นแรกๆ ใช้ RSX ขนาด 90nm และเริ่มลดขนาดจนเหลือ 65nm ตั้งแต่รุ่น 40 GB ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2008

DSCF0056

ด้วยราคาที่สูสีกับเครื่องเล่น Blu-ray Disc แบบ Standalone และความสามารถที่เพิ่มเติมจาก PS3 ตัวอ้วน ในแง่ของการส่งเสียง HD แบบ bitstream ออกไปถอดรหัสที่ A/V Receiver ได้ ทำให้ PS3 Slim ดูเนื้อหอมขึ้นมาทันที เพราะนอกจากสามารถดูหนัง HD เรื่องโปรดจาก Blu-ray disc ด้วย PS3 Slim แล้ว คุณยังได้เครื่องเล่นเกมชั้นดีไว้เล่นเพลินๆ อีกด้วย

หลายๆ ท่านคงเคยอ่านบทความรีวิวเกี่ยวกับ PS3 ตัวอ้วนมาแล้ว ทั้งในแง่ของการเล่นเกม และฟังก์ชันการเล่นหนังฟังเพลงต่างๆ วันนี้ผมขออนุญาติถอดหมวก Gamer เก็บไว้ก่อน และจะรีวิว PS3 Slim ในแง่ของการเล่นหนัง HD โดยเน้นเฉพาะความแตกต่างระหว่างเครื่อง Slim กับเครื่องอ้วนเป็นหลักครับ

PS3 Slim มีขนาดเล็กว่า PS3 ตัวอ้วนประมาณ 33% และมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 36% เมื่อนำมาตั้งเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่ามันเล็กกว่ารุ่นพี่พอสมควรทีเดียว และยังมีขนาดเล็กกว่า XBOX 360 ด้วยซ้ำ ตรงนี้ถือว่า Sony ทำออกมาได้น่าประทับใจ เพราะสามารถออกแบบเครื่องให้มีขนาดกะทัดรัดโดยไม่ต้องแยก Power Supply ออกมาข้างนอกเหมือนกับ XBOX 360 และหากคุณชอบยกเครื่องเกมไปเล่นนอกสถานที่บ่อยๆ ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะเจ้า PS3 Slim สามารถเข้าไปนอนในกระเป๋า Notebook พร้อมกับ joystick 1-2 ตัวได้อย่างสบายๆ

image image

DSCF0087-ok

DSCF0097 copy

Design:

ในแง่งานประกอบและวัสดุ Sony ออกแบบ PS3 Slim โดยใช้พลาสติกแบบพิมพ์ลายเท็กซ์เจอร์ (หรือ ?matte?) ซึ่งในความเห็นของหลายๆ คนอาจจะมองว่าวัสดุแบบนี้แลดูเหมือนกับ ?ของราคาถูก? เมื่อเทียบกับวัสดุที่ใช้ใน PS3 ตัวอ้วน แต่ผมมองว่า ถึงแม้ราคาเปิดตัวจะถูกกว่า PS3 ตัวอ้วนก็จริง Sony คงไม่อยากให้แฟนๆ มองว่า PS3 Slim เป็น PS3 รุ่นราคาถูก เจตนาจริงๆ ของ Sony น่าจะเป็นความต้องการให้ PS3 Slim มีบุคลิกที่ดูเป็นกันเอง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น (หรือดู ?Casual? มากขึ้นนั่นเอง)

เมื่อพิจารณางานออกแบบของ PS3 Slim แล้วจะพบว่าเป็นการออกแบบที่รอบคอบทีเดียว แต่วัสดุหลายๆ อย่าง เช่นกระจกบนแผง Panel ซึ่งเป็นตำแหน่งที่วางปุ่ม Power และปุ่ม Eject นั้นเป็นแม่เหล็กดูดรอยนิ้วมือและคราบเหงื่อได้อย่างดี และตัวเครื่องเองที่เป็นพลาสติกด้านก็สามารถติดคราบน้ำมันจากนิ้วมือ และคราบเหงื่อต่างๆ ได้ง่ายไม่ต่างจาก PS3 ตัวอ้วนแม้แต่น้อย ใครที่ต้องย้ายเครื่อง PS3 Slim ไปมาบ่อยๆ คงจะต้องเตรียมผ้าไว้เช็ดทำความสะอาดไว้ด้วยอย่างแน่นอน

PS3 Slim ไม่สนับสนุนการวางในแนวตั้งเหมือนกับ PS3 ตัวอ้วน แต่ Sony แจ้งว่าจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นขาตั้งเพื่อให้วาง PS3 Slim ในแนวตั้งได้ อีกไม่นานคงจะมี Accessory ดังกล่าว ทั้งจาก Sony เอง หรือจาก 3rd Party มาให้เลือกใช้กันแน่นอนครับ

DSCF0059 copy

ปุ่ม Power และปุ่ม Eject บน PS3 Slim นั้นเป็นปุ่มแบบ mechanic หรือปุ่มจริงๆ ที่ไม่ใช่ปุ่มสัมผัสแบบ PS3 ตัวอ้วน เมื่ออยู่ในโหมดสแตนด์บาย จะมีไฟเรืองแสงสีแดงกำกับ แต่เมื่อเครื่องกำลังทำงาน ไฟก็จะกลายเป็นสีเขียว และแสง backlight สีขาวบนปุ่มก็จะเรืองแสงขึ้นมาด้วย ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนในความมืด

DSCF0099

DSCF0118

DSCF0182

ระบบการโหลดแผ่นของ PS3 Slim เป็นระบบแบบ Slot-loading เหมือนกับที่ใช้ใน PS3 ตัวอ้วนทุกประการ

DSCF0060

และยังเป็นเรื่องน่าเสียดายเช่นเดิม ที่ Sony ให้พอร์ท USB 2.0 กับเจ้า PS3 Slim มาเพียง 2 พอร์ทเท่านั้น แต่โชคดีที่คุณสามารถต่อกับ USB Hub เพื่อเพิ่มจำนวนพอร์ทให้มากขึ้นได้ ส่วนไฟแสดงสถานะการทำงานของ Harddisk และ WIFI ก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ PS3 ตัวอ้วน โดยไฟแสดงสถานะการอ่าน Harddisk จะเป็นสีส้มอมเหลือง และไฟสถานะ WIFI จะเป็นสีเขียว

DSCF0113

สำหรับช่องเก็บ Harddisk จะอยู่ในตำแหน่งใต้ BD Drive พอดี (ตำแหน่งที่มีโลโก้ต่างๆ) ซึ่งคุณสามารถถอด Harddisk ออกมาเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้น หรือเล็กลงได้ตามใจชอบ โดย PS3 Slim สนับสนุน Harddisk แบบ 2.5? เหมือนกับ PS3 ตัวอ้วน

DSCF0077

ด้านล่างของเครื่องใช้วัสดุแบบเดียวกับฝาด้านบน มีโลโก้ PS3 อยู่ด้านขวา

DSCF0079

พื้นที่ส่วนใหญ่ของด้านหลังตัวเครื่องจะเป็นรูระบายอากาศ ส่วนพอร์ทต่างๆ ที่ให้มานั้นเหมือนกับ PS3 ตัวอ้วนรุ่นพี่ทุกอย่าง ยกเว้นพอร์ท Power ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีขนาดเล็กลง

Port ด้านหลังของ PS3 Slim ประกอบด้วย Port ดังต่อไปนี้ (จากซ้ายไปขวา):

  1. Gigabit LAN Port
  2. HDMI 1.3
  3. Optical
  4. Sony A/V Port
  5. Power Port

DSCF0080-ok

DSCF0081

Features:

PS3 Slim มีความสามารถทุกอย่างเกือบเทียบเท่ากับรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับเครือข่ายผ่าน WIFI หรือผ่านพอร์ท LAN และ USB Port 2.0 ด้านหน้าตัวเครื่องจำนวน 2 พอร์ท เท่ากับเครื่อง PS3 ตัวอ้วนที่จำหน่ายในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Accessories หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ร่วมกับรุ่นพี่ได้อีกด้วย สำหรับ Controller ที่ให้มากับ PS3 Slim นั้นจะเป็น Dualshock 3 Controller เหมือนกับที่แถมมากับเครื่อง PS3 อ้วนที่เริ่มจำหน่ายเมื่อกลางปี 2008

สำหรับฟีเจอร์ที่แตกต่างจาก PS3 อ้วน ได้แก่:

  1. ความสามารถในการติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นๆ – PS3 Slim จะไม่สามารถติดตั้ง Secondary OS (Linux) ได้
  2. สามารถส่ง Bitstream HD Audio ไปถอดรหัสที่ A/V Receiver ที่สนับสนุนได้ (อ่านต่อได้จากบททดสอบในหน้าถัดไป)
  3. ไม่สามารถเล่นเกม PS2 ได้ เช่นเดียวกับ PS3 อ้วนที่วางจำหน่ายในช่วงปีที่ผ่านมา

«»

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.