Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
5 ทีวี 3D ตัวท็อป!!! ชนกันแบบจะๆ ยี่ห้อไหนเป๊ะ มาดูกัน
หลังจาก 1 ปีที่เราเริ่มได้ยินคำว่า 3DTV กันมา ก็กลายเป็นฟีเวอร์กระแสหลักของวงการจอภาพไปเลย LCDSpec เองก็ได้เห็น และทดสอบมาบ้างแล้ว ด้วยการที่ทีวีแบบ 2D หรือแบบ 2 มิติแบบเก่านั้นเรียกว่ามาถึงจุดที่ไม่สามารถพัฒนาอะไรออกมาให้ตื่นตาตื่นใจผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้สักเท่าไหร่แล้ว การพัฒนาด้าน 3D จึงเป็นทางออกสำหรับผู้ผลิตที่จะมีลูกเล่นแปลกๆ ใหม่ๆมาขายได้ต่อไป และด้วยราคาที่ก็ไม่ได้แพงมากมาย พอๆกับราคาของ LCD ธรรมดาของปีที่แล้วซะด้วยซ้ำ ตอนนี้ก็มีหลายยี่ห้อที่โดดลงมาเล่นสงคราม 3DTV นี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทั้ง Samsung, Sony, Panasonic, Mitsubishi และ LG ก็มาลงโรงกันถ้วนหน้า ก็เลยได้มีโอกาสจับที่ว่ามาทั้งหมดมาชนกัน มาดูกันว่าผลออกมาจะเป็นยังไงบรรดาแม่ทัพเริ่มกันจากผู้นำทัพจากแค่ละค่าย ที่เอามาประจันกันก่อนเลย มีทั้งหมด 5 เครื่องด้วยกัน เป็นพลาสม่าทีวี 2 เครื่อง ตัวแรกจาก Panasonic Viera TC-P50VT25 อีกตัวเป็นตัวใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรอง THX 3D มาด้วย คือ LG INFINIA 50PX950 ต่อกันด้วยเทคโนโลยี LCD อีก 2 ตัวที่เป็นไฟหลังแบบ LED ทั้งคู่ คือ Samsung UN40C7000 และ LED แบบ local dimming จาก Sony Bravia XBR-46HX909 ตัวสุดท้ายจะไม่เป็นเทคโนโลยี DLP Projection จาก Mitsubishi WD7838 โดยเครื่องของโซนี่มาพร้อมแว่นแบบ active shutter 2 อัน ของ Panasonic มีมาให้อันเดียว ส่วน LG, Mitsubishi และ Samsung ขายแยกไม่ได้มาพร้อมกับตัวเครื่องแว่นตา อาวุธสำคัญที่ขาดไม่ได้ในโลก 3Dหากจะพูดกันตรงๆ ว่าการที่จะนั่งดูทีวีแล้วต้องเอาแว่นตามานั่งสวมทุกครั้ง มันก็คงฟังดูเป็นอะไรที่เกะกะ ทำไมถึงต้องใส่ด้วย แต่ในความเป็นจริงเทคโนโลยีที่จะทำให้เราดูภาพ 3 มิติได้อย่างเต็มอรรถรสแบบตื่นตาตื่นใจที่สุดก็คงจะจำเป็นต้องใช้แว่นตาแบบ active shutter นี้ และทุกยี่ห้อต่างก็เลือกใช้เทคโนโลยีกันทั้งนั้น เพราะว่ามันเป็นหนทางเดียวในตอนนี้ที่จะนำเสนอภาพ 3 มิติได้ดีที่สุด และด้วยการที่มันเป็นแบบ active shutter ก็จะต้องใช้พลังงานในการเปิดและปิด shutter ของแว่นด้วย มันก็เลยจะต้องใช้พลังงานจากถ่าน ซึ่งก็จะทำให้แว่นหนักขึ้นอีกนิดหน่อยจากทางซ้าย Samsung, LG, Sony, Panasonic และ Mitsubishiโดยแว่นทุกยี่ห้อจะมีระบบคล้ายกันหมด เปิด/ปิด อัตโนมัติโดยอาศัยเซ็นเซอร์จับสัญญาณอินฟาเรดระหว่างตัวแว่น และตัวทีวี แต่จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อคือ Sony และ Mitsubishi ที่จะมีตัวส่งสัญญาณภายนอกที่ต้องเอาไปต่อเข้ากับ TV อีกทีนึง ในขณะที่ยี่ห้ออื่นๆ จะฝังมาด้านในตัวทีวีเลยช่องสำหรับเสียบสายชาร์จแบตเตอรี่ของแว่น LGแว่นของ LG จะมีความพิเศษ แตกต่างจากยี่ห้ออื่นๆอยู่สักหน่อย เพราะถ่านที่ใช้จะเป็นแบบชาร์จได้ในตัวเลย ไม่ต้องหาซื้อมาเปลี่ยนบ่อยๆ พร้อมทั้งมีช่องสำหรับสายชาร์จในตัวแว่น แต่ปุ่มปิด/เปิดอาจจะหายากกว่ายี่ห้ออื่นนิดหน่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นอุุปสรรคอะไรในการที่จะกดโดยไม่ต้องมอง แว่นของ Sony จะมีขอบรอบเลนส์ให้แนบสนิทเข้ากับช่วงตาของเรา ช่วยป้องกันแสงจากภายนอกแยงตาได้ แต่ตัวแว่นก็มีหนักอยู่สักหน่อย และยังมีขาแว่นที่ปรับระดับได้ ซึ่งเหมาะกับเด็กๆที่ศรีษะจะเล็กจนทำให้แว่นหลวมเลื่อนหลุดลงมาเป็นอย่างดี ส่วนอีก 3 ยี่ห้อที่เหลือ Panasonic, Samsung และ Mitsubishi ก็ค่อนข้างจะเบาและบางเหมือนๆกัน รวมทั้งเปิดด้านข้างออกหมด ทำให้แสงเข้ามารบกวนสายตาได้ แว่นของ Panasonic จะมีความพิเศษอยู่นิดนึงตรงแป้นรองจมูกที่ปรับเปลี่ยนได้ สำหรับใครก็ตามที่อยากได้ความสบายจากการสวมใส่ แต่มันถอดได้ก็แปลว่าหล่นหายได้เหมือนกัน ของ Samsung กับ Mitsubishi เหมือนกันเด๊ะ ต่างก็แค่ชื่อยี่ห้อที่พิมพ์ติดไว้บนตัวแว่นเท่านั้น ต้องทิ้งแผ่น 2D สุดโปรดอย่างนั้นเหรอทีวีทั้งหมดที่ Engadget ได้ทดสอบ มีระบบแปลงภาพแบบ 2 มิติปกติ เป็น 3 มิติได้ ยกเว้น Panasonic เท่านั้นที่ไม่มี แต่ระบบนี้เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้เรื่องสักเท่าไหร่ ก็อย่างที่รู้ว่ามันเป็นระบบจำลองภาพให้เป็น ไม่ได้เป็นภาพ 3 มิติแท้ๆ แต่ Samsung ก็ให้ตัวเลือกในการปรับระดับความลึกของภาพมาให้ด้วยถึง 10? ระดับ แต่ก็ยังคงเป็นระบบจำลองอยู่ดีนั่นแหละ แต่อย่างน้อยมันก็พอจะมีลูกเล่นอะไรให้พวกแผ่นเก่าๆที่เก็บสะสมกันมานานได้ล่ะนะ แต่ยังไงผมก็ขอแนะนำให้หาแผ่น Blu-ray แบบ 3D แท้ๆมาดูดีกว่า ยังไงก็ดีกว่ากันเยอะแล้วจะเอาตัวไหนดีคงต้องให้ถามตัวเองกันก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่เราอยากได้มาเป็นอันดับแรก หรือคือสิ่งที่เราชอบ และเหมาะกับเราที่สุด ยี่ห้อแต่ละยี่ห้อก็มาพร้อมจุดเด่นที่ไม่เหมือนกัน ถ้าหากว่าคุณเป็นคนที่เอาเรื่องภาพมาเป็นอันดับแรกล่ะก็ ตัวเลือกคงต้องเป็น Plasma TV จาก Panasonic เลย เปรียบเทียบจากในกลุ่มมันให้ภาพที่ดีที่สุด แต่เท่าที่รู้มันกลับไม่ใช่ที่ทีวีที่ขายดีที่สุด นั่นแปลว่าก็ยังมีเหตุผลอื่นๆอีกที่คนจะซื้อทีวีสักเครื่องใช้เป็นหลัก อย่างถ้าคุณเป็นคนชอบรูปลักษณ์ความสวยงาม แม้ว่ามันจะไม่ได้เปิดใช้ดูอยู่ก็เถอะ แนะนำว่า monolothic ดีไซน์จาก Sony เป็นอะไรที่สวยหยดจริงๆ สำหรับใครที่ต้องการแว่นที่ดีที่สุด เพื่อมาชม 3D แบบเต็มอารมณ์ แนะว่าไป LG ได้เลย แต่ถ้าขนาดหน้าจอคือสิ่งที่เหนืออื่นใด เทคโนโลยี DLP จาก Mitsubishi จะให้ขนาดได้ใหญ่มาก ส่วน Samsung เป็นอะไรที่ให้มาในราคาที่ถูกสุดๆ ใครเงินไม่เยอะ แต่อยากได้แจ่มเกินราคา ก็ต้อง Samsung นี่แหละ แต่ทั้งหมดนี้ก็เป็นความรู้สึกส่วนตัว แนะให้เป็นแนวทางสำหรับคนที่ต้องการรู้ถึงจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ ความเป็นจริงแล้วอาจขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลด้วย ว่ามีความชอบแบบไหน ซึ่งแน่นอนว่าอาจมีความแตกต่างกันเป็นธรรมดาCredit: Engadget
Review: BENQ EW2420 – LED Monitor ขนาดหน้าจอ 24″ ใช้พาเนล VA รุ่นแรกของโลก !!!
ช่วงนี้หลายคนอาจจะกำลังหามอนิเตอร์ตัวใหม่ ที่ไว้ใช้งานทั่วไปอย่างงานเอกสารหรือท่องอินเตอร์เน็ต จนไปถึงรองรับความบันเทิงอย่างชมภาพยนต ร์หรือเล่นเกมสามมิติแล้วล่ะก็ คงจะเลือกเป็น LED Monitor ในขนาดหน้าจอประมาณ 21.5 นิ้วขึ้นไป และความละเอียดระดับ Full HD ซึ่งจะแบบจอด้านหรือจอกระจก ก็แล้วแต่ละบุคคลกันไปในวันนี้ทาง LCDSpec.com ได้มีโอกาสรีวิว LED Monitor รุ่นใหม่ล่าสุดจาก BENQ ในรุ่น EW2420 ที่มีขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล หรือเรียกง่ายๆ ว่า Full HD อีกทั้งยังมากับสเปกที่น่าสนใจอย่างพาแนลแบบ VA ที่นำมาใช้งานร่วมกับเทคโนโลยี LED Backlit ที่ถือได้ว่ามอนิเตอร์รุ่นของโลกที่นำมาใช้แทนพาเนล TN แบบเก่า และคอนทราสต์ที่สูงถึง 20 ล้าน:1 ในแบบ DCR (Dynamic Contrast Ratio) แต่ถ้าเป็นแบบ Native จะอยู่ที่ 3,000:1 ซึ่งนับว่าเป็นค่าที่สูงมากๆ ทีเดียว รวมไปถึงคุณสมบัติอย่างมีลำโพงในตัว มีพอร์ต USB Hub ถึง 4 พอร์ตด้วยกัน และยังสนับสนุนการเชื่อมต่อ HDMI ถึง 2 พอร์ตด้วยกัน นอกเหนือจาก D-Sub กับ DVI แล้วลองไปชมวีดีโอเปิดตัวของเทคโนโลยี LED Monitor และพาเนล VA จาก BENQ กันก่อน :)สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ก็มีมาเป็นมาตรฐานอย่าง คู่มือ / CD Guide / สายสัญญาณ D-sub / DVI / สายไฟ? อีกทั้งยังมีสายสัญญาณเสียงขนาด 3.5 ม.ม. และสาย USB ที่ไว้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ ส่วนสายสัญญาณ HDMI นั้นไม่มีมาให้แต่อย่างใด (ถ้าแถมมาให้นี่ จะเยี่ยมมากๆ เลย ซึ่งหากใครจะใช้ HDMI คงจะต้องซื้อหากันเอา ที่เริ่มจากราคาไม่กี่ร้อย จนไปถึงหลักพันบาท)LED Monitor จากทาง BenQ EW2420 ขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว Widescreen สัดส่วนเป็น 16:9 ความละเอียดสูงสุดที่ 1920?1080 พิกเซล (Full HD) พาเนลคุณภาพ VA มีค่า Contrast Ratio แบบ Native 3,000:1 หรือในแบบ Dynamic Contrast Ratio ที่สูงถึง 20 ล้าน:1 อัตราความเร็วตอบสนองที่ 8ms โดยพอร์ตการเชื่อมต่อสนับสนุนทั้งแบบอนาล๊อกในรูปแบบของ D-Sub และดิจิตอลที่เป็น DVI / HDMI แน่นอนว่าด้วยความที่มันเป็นจอ LED ดีไซน์ของจอเลยบางพิเศษกว่า LCD Monitor ธรรมดาทั่วไป แต่ก็ยังถือว่าหนา หากเทียบกับ LED Monitor ตัวอื่นๆ ที่นำอแดปเตอร์แปลงไฟไว้ภายนอก สำหรับราคาค่าตัวอยู่ที่ 9,490 บาทส่วนของการดีไซน์ออกแบบ จะเห็นว่าเป็นรูปลักษณ์ใหม่ของ BenQ ที่มีความหรูหรา ด้วยสีดำมันวาว Glossy ในแบบเรียบๆ แต่ก็ทำให้เป็นรอยนิ้วมือหรือรอยขนแมวได้ง่ายเช่นกัน ซึ่งจะว่าไปจริงๆ มอนิเตอร์ในยุคนี้ก็เป็นแนวนี้กันซะหมดอยู่แล้วมาชมที่ภาพด้านหน้าตรงกันก่อนดูในมุมเอียงขวากันหน่อยและเอียงซ้าย ซึ่งจัดได้ว่ารูปร่างหน้าตา น่าใช้งานใช้ได้เลยครับโดยฐานตั้งเป็นลักษณะกลมๆ มีขนาดที่ใหญ่ที่โล่งๆ เนียนๆ พอสมควร รองรับจอขนาด 24 นิ้ว ได้แข็งแรงมั่นคงอย่างสบายๆ? แถมยังมีสติ๊กเกอร์ Compatible with Windows 7 แปะไว้อีกด้วย เพื่อจะได้รู้ว่า LED Monitor รุ่นนี้ ใช้งานกับ Windows 7 ได้ด้วย :P และในส่วนของขอบของหน้าจอด้านล่างจะเป็นแท่งสีเทากลม ที่ช่วยเพิ่มความสวยงามและหรูหราเข้าไปอีกตรงกลางขอบจอด้านล่างจะเป็นโลโก้ยี่ห้อ BENQ โดยจะมีตัวหนังสือเป็นสีเงินนูนขึ้นมาเทคโนโลยี Senseye 3 ให้สีสันสดใสสมจริง เอกสิทธิ์เฉพาะ BenQ และคำว่า LED ที่เป็นการตอกย้ำว่าเป็น LED Monitor จริงๆ นะด้านบนมุมขวา จะมีการระบุชื่อรุ่นเอาไว้ โดยที่มีตัวหนังสือเป็นสีเทาปุ่ม Power จะอยู่ขอบด้านข้างทางมุมขวาล่างโดยที่เวลาอยู่ในสถานะ standby หรือไม่มีสัญญาณเข้า จะมีไฟเป็นสีส้ม และเมื่อมีพร้อมใช้งานจะเป็นไฟสีเขียวครับมาดูกันที่ปุ่มปรับตั้งค่าต่างๆ ของจอ จะเห็นได้ว่าจะเป็นตัวหนังสือสีขวา ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนปุ่มกดจะอยู่บริเวณขอบล่างของจอ นับจากทางซ้ายไปขวาจะเป็นปุ่ม Auto / Menu / ลูกศรขึ้น / ลูกศรลง และ Enterสำหรับในส่วนของขอบด้านซ้ายจะเป็นช่อง USB Hub จำนวน 2 พอร์ตด้วยกัน รวมไปถึงช่องเสียบหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 ม.ม.คราวนี้เรามาลองดูในมุมด้านข้างกันบ้าง ซึ่งดูจากภาพแล้วจะเห็นเลยว่าความบางของเครื่องจัดได้ว่าเป็น LED Monitor ที่ไม่ได้มีความบางจัดมากนัก แต่ถ้าเราซื้อมาใช้งานเป็นหลัก ส่วนนี้ก็ไม่ต้องไปสนใจมากเท่าใดนักลองมาดูการปรับก้ม – เงย ของหน้าจอกัน อย่างภาพด้านบนจะเป็นการปรับให้ก้มที่สุด (เหมือนไม่ได้ก้มเลย)ส่วนภาพนี้จะเป็นการปรับให้เงยสุด จะเห็นได้ว่าปรับได้พอสมควรเลยมาชมกันที่ด้านหลังกันบ้าง? จะเห็นว่าโลโก้ BENQ ในวงกลมอยู่ ดูแล้วโล่งๆ ว่างๆ แต่ก็จะมีมีลวดลายคล้ายๆ กับหนังอยู่ด้วย บริเวณนั้นด้านบนจะเป็บช่องแบบร่องลึกลงไป เพื่อระบายความร้อนออกจากตัวจอ เมื่อมีการเปิดใช้งานซึ่งด้านหลังนั้นรองรับการติดตั้งแบบ VESA Wall mouting ขนาด 100?100mm อยู่ด้วยด้านมุมขวาล่างจะเป็นตัวล๊อค Kensington ที่ไว้ใช้ยึดกับโต๊ะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายที่พิเศษกว่ามอนิเตอร์รุ่นอื่นๆ คือ จะมีอุปกรณ์น่ารักๆ ที่ไว้จัดการในเรื่องสายสัญญาณให้เป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วยนอกเหนือจากนี้อย่างที่ทราบกันคือ เป็น LED Monitor ที่มีลำโพงสเตอริโอในตัว โดยตัวลำโพงจะถูกติดตั้งบริเวณขอบจอด้านล่างทั้งขวาและซ้ายครับซึ่งถ้าเราไม่สังเกตดีๆ ก็อาจจะมองไม่เห็นได้ มาเสียงดังมาจากตำแหน่งไหนมาถึงในส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อภายนอกที่รองรับรับทั้งดิจิตอลและอนาล็อก ที่จะอยู่บริเวณด้านล่างทางขวาของจอภาพ จากรูปภาพด้านบนไล่จากทางซ้ายไปทางขวาจะเป็น พอร์ต HDMI 1 / HDMI 2 / DVI / D-Sub / USB? เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ / USB Hub 2 พอร์ตที่เหลือ จากทั้งหมด 4 พอร์ตและสุดท้ายทางด้านซ้ายล่างของหน้าจอก็จะเป็นช่องเสียบสายไฟ เพื่อส่งพลังงานมายังจอมอนิเตอร์ โดยทางฝั่งขวาช่องหูฟังที่รับสัญญาณเสียงเข้า (สีฟ้า) และส่งสัญญาณเสียงออก (สีเขียว)
ที่สุดของที่สุด!!! LED TV, LCD TV, Plasma TV ที่น่าสนใจแห่งปี 2010
ในปีที่ผ่านมานั้นอาจจะกล่าวได้เลยว่า เป็นการพลิกโฉมประวัติศาสตร์ของวงการเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านอย่างทีวีในอีกครั้งหนึ่งที่สำคัญ ด้วยการที่ผู้ผลิตแต่ละค่ายที่ผ่านมา ก็ต่างงัดเอาเทคโนโลยีที่สุดล้ำเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยที่มีเพียง LCD TV จนมาเป็น LED TV และ Plasma TV ที่เคยกินไฟและร้อน ก็ให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้น นอกเหนือจากประสิทธิภาพในการแสดงผล ถ่ายทอดภาพออกมาดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วนั้น ยังมีการใส่ลูกเล่นต่างๆ อย่างฟีเจอร์ 100Hz / 120Hz ที่ทำให้ภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ ไม่เบลอหรือสะดุด การเพิ่มช่องเสียบ USB ที่ทำให้คุณสามารถเล่นไฟล์ต่างๆ อย่าง รูป เพลง หนัง ได้โดยตรงจากทีวี แบบไม่ต้องง้อเครื่องเล่นภายนอกแต่อย่างไรก็แล้วแต่ มันก็ยังไม่ถึงกับให้ทุกๆ คนได้ตื่นเต้นมากนัก จนกระทั้งในปีนี้ที่ทางค่ายผู้ผลิตทุกๆ ค่าย ต่างเป็นตัว TV 3D ของตนขึ้นมา แน่นอนว่าซึ่งก่อนหน้่านั้น ใครจะคิดล่ะว่า เราเองจะได้ชมภาพยนตร์ 3 มิติ ภายนบ้านของเราได้เอง โดยไม่ต้องเดินทางไปถึงโรงภาพยนตร์เหมือนแต่ก่อน ซึ่งทีมงาน LCDSpec.com คาดว่าทางแต่ละค่ายคงหันมาเล่นในส่วนของฟีเจอร์ Internet TV มากขึ้นและในโอกาสนี้ทางทีมงาน LCDSpec.com ก็เลยขอจัดลำดับที่สุดของ LED TV, LCD TV, Plasma TV ที่น่าสนใจ 10 รุ่น ตลอดปีที่ผ่านมานี้กันนะครับอันดับที่ 1 Samsung C9000 ที่สุดของ LED TV 3D สมบูรณ์แบบแห่งปี 2010เรียกได้ว่าได้มาเป็นอันดับที่ 1 แบบไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยกันครับ กับ LED TV 3D มาสเตอร์พีซ ขนาดหน้าจอ 55″ จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีการแสดงภาพระดับโลก ด้วยความสมบูรณ์แบบอัดแน่นทั้งเทคโนโลยีที่ Samsung คิดค้นมาร่วม 4 ปี และยังมีในส่วนของการดีไซน์ออกแบบที่สวยหรูอย่างที่สุด บางเฉียบเพียง 7.9 มิลลิเมตร เอาว่าความบางนี้บางกว่า iPhone 4? ที่เป็น Smart Phone ที่บางที่สุดในโลกตอนนี้ซะอีก วัสดุเป็นแบบ Brushed Titanium ให้ความแข็งแรง และเปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกภายในบ้านในส่วนของการการแสดงภาพก็สุดยอดเช่นกัน ด้วยความที่เป็น LED TV จอ Ultra Clear Panel ทำให้สามารถดึงความคมชัดในทุกรายละเอียดของภาพได้อย่างดีที่สุด ทั้งดำสนิทและสดใสในภาพเดียวกัน อีกทั้งในเรื่องของภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ ก็ตอบสนองได้เป็นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เมื่อเรารับชมภาพ 3 มิติ ก็ถ่ายทอดได้อย่างดูเป็นธรรมชาติและมีชีวิตชีวา ให้ความสมจริงอย่างไม่น่าเชื่อ หรือแม้จะทำภาพ 2 มิติ ให้กลายเป็นภาพ 3 มิติ ก็ทำได้ ด้านระบบเสียงก็ใช้แบบ Front Firing คือมีลำโพงอยู่ที่ฐาน และยิงตรงออกไปข้างหน้า จึงให้เสียงที่หนักแน่นและชัดเจนอย่างในที่คู่แข่งไม่มีนอกเหนือจากนี้ยังมีแว่นตา 3 มิติ “3D Active Glasses” ที่ได้รับการออกแบบมาอย่างดีไซน์สวยหรูเป็นพิเศษ น้ำหนักเบาเพียง 3o กรัม ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัด อีกทั้งยังสามารถสวมทับแว่นสายตาลงไปได้อย่างสบายๆ ทำให้ผู้ที่ใส่แว่นสายตาอยู่แล้วรับชมภาพได้ในทันที รวมไปถึงยังมี Touch Remote Control ที่เป็นรีโมทที่มีหน้าจอแบบสัมผ้สในตัว ที่ไม่เหมือนใคร แถมยังเป็นทีวีขนาดจิ๋วที่สามารถรับชมได้ได้จาก LED TV 3D – Samsung C9000 อีกด้วย ซึ่งสำหรับใครที่สนใจ LED TV 3D รุ่นนี้อยู่นอกจากจะต้องเงินถึง ด้วยพราะค่าตัวอยู่ที่ 279,000 บาท ยังจะต้องใจถึงพร้อมเปิดประสบการณ์ 3 มิติ แบบที่คุณไม่เคยสัมผัสอีกด้วยสเปกเต็มๆ Samsung C9000 <<<อันดับที่ 2 LG INFINIA LX9500 เหนือชั้นด้วย LED TV 3D แบบ Full LED Slimจะว่าไปแล้วนั้น LG INFINIA LX9500 ก็ถือว่าเป็นสุดยอด LED TV 3D ก่อนหน้าที่ทาง Samsung จะเปิดตัว C9000 ด้วยออกแบบที่เป็น Borderless Design ในรูปแบบกระจกแผ่นเดียวไปจนถึงสุดขอบของจอ ทำให้ไร้รอยต่อ เรียบหรู และแข็งแรง เรียกได้ว่าป้องกันแรงกระแทกจากภายนอกได้อย่าง 100% อีกทั้งยังทำความสะอาดง่าย ดูแลไม่ยากเหมือนกับทีวีค่ายอื่นๆ อีกทั้งยังได้รับรางวัลดีไซน์ผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมระดับโลก และรางวัลดีไซน์ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ยอดเยี่ยมอีกด้วยสำหรับประสิทธิภาพในการแสดงผลก็ไม่น้อยหน้าใคร ด้วยเทคโนโลยี Full LED Slim ที่มีความสามารถอย่าง Spot Control ที่ให้ทั้งความคมชัดของภาพ ความลึกของสีดำ ความอิ่มตัวของสีอื่นๆ และความบางของหน้าจอ คือ 1.6 มิลลิเมตร ซึ่งเปรียบได้กับเอาเทคโนโลยี Full LED และ EDGE LED มารวมกันอย่างลงตัวที่สุด แน่นอนว่าจะเป็น LED TV 3D ที่จะให้คุณได้สัมผัสประสบการณ์ทะลุจอแล้ว ยังมีเทคโนโลยี TruMotion 480Hz/400Hz ช่วยในการขจัดความเบลอของภาพเหมือนมีการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว และ Respone Time เพียง 1ms ส่งผลให้วัตถุในภาพที่แสดงออกมา ไม่กระตุก ในส่วนของระบบเสียงก็เป็นแบบ Infinite Sound ที่สามารถจำลองระบบเสียงรอบทิศทางได้ โดยไม่ต้องอาศัยเครื่องเสียงภายนอกสำหรับแว่นตา 3 มิติ ก็ออกแบบให้มีน้ำหนักเบาและสามารถชาร์จไฟได้ในตัว ทำให้สะดวกต่อการใช้งาน อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ Smart TV ที่ทำให้ทีวีสามารถเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต และมีแอพพลิเคชั่นรองรับอย่าง Facebook, Twitter, Youtube, Picasa, Mthai VDO และ Nation Channel โดยไม่ต้องง้อคอมพิวเตอร์อีกต่อไป และที่ขาดไปได้เป็นเอกสิทธิ์ของ LG โดยเฉพาะนั่นก็คือ ฟีเจอร์ Bluetooth ที่สนับสนุนกันส่งภาพและเพลงจากอุปกรณ์ที่มี Bluetooth ด้วยกันอย่าง มือถือหรือโน้ตบุ๊ก ตลอดจนรองรับการใช้งานกับหูฟังไร้สาย Wireless Headset ได้อย่างลงตัว สำหรับ LG INFINIA LX9500 ขนาด 55″ ราคาอยู่ที่ 149,990 บาทสเปกเต็มๆ LG INFINIA LX9500 <<<อันดับที่ 3 Sony BRAVIA NX810 ดีไซน์ LED TV 3D ที่แตกต่างด้วย Monolithic Designสำหรับอันดับ 3 ก็ยังคงเป็น? LED TV 3D? อยู่เช่นกัน แต่คราวนี้เป็นทีของค่ายญี่ปุ่นกันบ้างกับ Sony BRAVIA NX810 ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร คงความเป็นเอกลักษณ์ของรุ่น NX800 เอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม ด้วยดีไซน์แบบ Monolithic Design (ปรับเอนหลังได้ 6 องศาด้วย Bar Stand ที่ติดตั้งลำโพงในมาตัว) ที่ลงตัวทั้งในเรื่องของความสวยงามและการใช้งาน ซึ่งไม่วางจะนำไปวางห้องใดๆ ก็จะกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ที่ไว้ตกแต่งบ้านชิ้นหนึ่งไปทันทีและจากการที่เป็น LED TV ที่ใช้ Backlight แบบ Dynamic Edge LED พร้อมความสามารถ Local Dimming อีกทั้งตัวจอยังเป็น OptiContrast Panel ส่งผลให้สีดำมีความดำสนิทมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงในเรื่องของการสะท้อนแสง ยังลดลงกว่ารุ่น NX800 ไปมากอย่างรู้สึกได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้จึงทำให้ Sony BRAVIA NX810 ให้ภาพที่สวยสดใสและสมจริง ยังไม่รวมถึง Motion Flow 200Hz ที่คอยทำหน้าที่สังเคราะห์เฟรมขึ้นมา ทำให้ภาพเคลื่อนไหวไหลลื่นอย่าง 100% ขณะที่การแสดงผลภาพ 3 มิติ ก็ไม่เป็นรองใครๆ มีมิติ ความชัดลึก ได้อย่างสมบูรณ์และสมกับเป็น Sony จริงๆ ซึ่งยิ่งมาเล่นเกม 3 มิติ กับเครื่องเล่นเกมคอนโซลคู่ขวัญอย่าง PlayStation 3 ด้วยแล้วยิ่งน่าหามาจับจองกันอย่างที่สุดอีกทั้งยังมีลูกเล่นอย่าง BRAVIA Internet Video ที่ทำให้คุณรับชมวีดีโอได้จากอินเตอร์เน็ตได้ โดยทันทีจากการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่ไม่จำเป็นไม่ต้องพึ่งพา USB WiFi Dongle เหมือนกับในทีวีค่ายอื่นๆ เพราะทาง Sony ได้ติดตั้งมาอยู่ภายในตัวทีวีเรียบร้อยแล้ว ซึ่งหากใครเป็น Gamer ก็คงไม่พลาดที่จะจับจองมาไว้เล่นคู่กับ PlayStation 3 เพื่อที่จะเล่นเกม 3 มิติ ได้ภายในบ้านอย่างเป็นแน่แท้ครับ ในส่วนของราคา NX810 ขนาดหน้าจอ 55″ อยู่ที่ 134,990 บาทสเปกเต็มๆ <<<? Sony BRAVIA NX810 อันดับที่ 4 Samsung C8000 มาก่อนใครในตลาดกับ LED TV 3D ที่ทุกคนรอคอยSamsung รุ่น C8000 นับได้ว่าเป็น TV 3D รุ่นแรกที่เปิดตัวในเมืองไทย ที่ไม่ใช่แค่ว่านำมาโชว์เพียงอย่างเดียว แต่พร้อมจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการอีกด้วย ซึ่งก็ถือว่าผู้ที่สนใจล้วนให้การตอบรับดีมาก จนค่ายทีวีผู้ผลิตทุกๆ ค่ายจะต้องเร่งทำการบ้านในเรื่องของทีวี 3 มิติ กันยกใหญ่ รวมไปถึง ดีไซน์ที่สวยหรูด้วยฐานจอที่ไม่ซ้ำใครมาก่อน เรียกได้ว่าใครเห็นเป็นต้องเหลียวมองอีกรอบหนึ่ง ซึ่งก็ถือได้ว่าทาง Samsung เอง ก็ประสบความสำเร็จกับ Samsung C8000 – LED TV 3D พอสมควรเลยด้วยความที่เป็น LED TV จึงมีความบางของหน้าจออยู่แล้ว นอกเหนือจากนั้นยังมีเทคโนโลยี 3D ระดับคุณภาพที่น่าประทับใจ พร้อมมอบประสบการณ์ความบันเทิงในรูปแบบ 3 มิติ ที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน จากการที่มีฟีเจอร์ RealD 3D ทำให้รายการทีวีหรือภาพยนตร์ 2 มิติ กลายเป็น 3 มิติ ได้อย่างใจนึก อีกทั้งในเรื่องของประสิทธิภาพในการแสดงผลด้วยหน้าจอแบบ Ultra Clear Panel ส่งผลให้ภาพที่ออกมานั้นมีมิติของภาพ และสีสันก็ถ่ายทอดได้อย่างดีเยี่ยม สมจริง อย่างน่าประทับใจ ในส่วนของภาพเคลื่อนที่เร็วๆ ก็หมดห่วงด้วย Clear Motion Rate ด้วยการแทรกเฟรมสอดประสานระหว่างเฟรมของทีวีและการแสดงผลจากเทคโนโลยี 200Hz ความเบลอของภาพเคลื่อนไหวจะหมดไป ความราบลื่นและเป็นธรรมชาติของการเคลื่อนไหวที่มีมากยิ่งขึ้นนั้นได้รับการปรับแต่งด้วยการคำนวณการเคลื่อนไหวอย่างชาญฉลาดจากตัวประมวลผลทีวีที่ไว้ใจได้รองรับมัลติมีเดียได้ครบวงจรและเต็มรูปแบบด้วยฟีเจอร์ Internet@TV ที่จะเชื่อมต่อทีวีของคุณไปสู่โลกกว้างผ่านทางทีวีภายในบ้าน ได้อย่างง่ายดาย และด้วยเทคโนโลยี DLNA ทำให้เพลิดเพลินไปกับมัลติมีเดียที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือ DMS ใดๆ บนทีวีโดยไม่ต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ล คุณสามารถเพลิดเพลินไปกับภาพยนตร์ เพลง และภาพถ่ายที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ของคุณบนจอทีวีได้อย่างไร้สาย สำหรับราคาของ 149,990 บาท ในขนาดหน้าจอ 55″สเปกเต็มๆ <<< Samsung C8000อันดับที่ 5? Panasonic VIERA VT20 ใหญ่สะใจ Plasma TV 3D กับขนาด 65″ สำหรับ Plasma TV 3D นั้นก็ไม่น่าพลาดให้ใครที่ไหนแล้วนอกจาก Panasonic ค่ายญี่ปุ่น ในรุ่น VIERA VT20 เหนือชั่นและโดดเด่นด้วยขนาดจอ 65? ที่นับได้ว่ามีความใหญ่สะใจ ที่จะทำให้ทุกคนที่รับชมได้ประสบการณ์แบบ 3D ที่ไม่เหมือนใครมาก่อน พร้อมความประสิทธิภาพของการแสดงภาพ 3D ได้อย่างมีดีเยี่ยม มีมิติซึ่งเป็นที่ทราบกันคือ ขนาดจอยิ่งใหญ่ มิติของภาพ 3 มิติ ก็จะสมจริงมากขึ้นไปอีก รวมไปถึงด้วยความที่เป็น Plasma TV และมีเทคโนโลยี 600Hz Sub-field Drive ปัญหาเรื่องภาพกระตุกหรือภาพเบลอก็แทบจะหมดไปในทันทีระดับของการให้สีสันจัดได้ว่าเป็นอะไรที่ไม่เกินจริง พร้อมที่การรับชมภาพ 3 มิติ เมื่อสวมแว่น 3?มิติที่ให้มา แล้วเรานับไม่ตรงตำแหน่งหรือเอียงคอดู ภาพก็ยังคงเป็น 3 มิติแบบสมบูรณ์ ก็ยังให้สีสันที่เป็นปกติไม่ลดลงมาก อีกทั้งภาพ 3 มิติ ยังไม่หลุดแบบค่ายอื่นๆ อีกด้วย นับได้ว่าง่ายและตรงกับการใช้งานจริงเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าในเรื่องความดำของภาพ ด้วย Infinite Black Pro และการลดแสงสะท้อน ที่ Panosonic VIERA VT20 ทำได้เหนือกว่าค่ายอื่นๆ ซึ่งถ้าจะกล่าวว่า Plasma TV รุ่นนี้ดีที่สุดในปี 2010 ก็คงจะไม่เกินไปนัก ข้อสังเกตอีกอย่างก็คือ VIERA VT20 ทั้งที่เป็น Plasma TV หน้าจอกลับลดแสงสะท้อนได้ดีกว่า LED TV,? LCD TV ทั่วๆ ไปซะอีกส่วนฟีเจอร์อื่นๆ อย่างเช่น VIERA CAST ที่สนุกสนานไปกับเนื้อหาอินเตอร์เน็ตได้จากทีวีโดยตรง ที่สามารถเพลิดเพลินไปกับเนื้อหาบนอินเตอร์เน็ต ได้ทั้งวีดีโอและภาพนิ่ง รวมไปถึงสามารถติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศหรือข้อมูลหุ้น โดยใช้งานผ่าน Web Interface ที่ง่ายต่อการใช้งาน พร้อมบริการอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การประชุมทางด้านภาพและเสียงภายในบ้านด้วย Skype และพร้อมรองรับอีกหลายบริการ นอกจากนี้ VIERA CAST ยังมีช่องต่อ USB สำหรับการเชื่อมต่อ keyboard แบบไร้สาย และ Wireless LAN Adaptor อีกด้วย ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โดยราคาของ Panasonic VIERA VT20 ขนาดหน้าจอ 65″ อยู่ที่ 219,990 บาทสเปกเต็มๆ <<<Panasonic VIERA VT20อันดับที่ 6 Toshiba REGZA XL700T มาช้ายังดีกว่าไม่มากับ LED TV Full HDเป็นที่รอคอยมานานแสนนานกว่าที่ทาง Toshiba จะส่ง LED TV ออกมากับเค้าบ้างเสียที ซึ่งในวันนี้ก็พร้อมแล้วที่จะนำเสนอแก่ทุกๆ คน นั้นก็คือ Toshiba REGZA XL700T ที่มาพร้อมด้วยดีไซน์ที่ทันสมัยมากยิ่งขึ้น สวยหรูและสวยลงตัวไปอีกแบบ ต่างจากทีวี Toshiba ในรูปแบบเดิมๆ ที่เคยมีมา ซึ่งไม่แค่นั้นยังอัดแน่นด้วยเทคโนโลยีการแสดงภาพที่สมบูรณ์แบบ ที่ถ่ายทอดออกมาเป็นที่คมชัดยิ่งกว่าตามองเห็น พร้อมมีฟีเจอร์มากมายในการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสดงผล ส่งผลให้เป็นการเพิ่มอรรถรสในการรับชมอย่างที่สุด คุณภาพจัดว่าคับจอประสิทธิภาพ Power Meta Brain / Video Processing 14 bit? ทำให้ถ่ายทอดภาพได้อย่างเต็มอารมณ์ พร้อมทั้งมีฟังก์ชั่นในการช่วยเพิ่มสัญญาณภาพ เมื่อสัญญาณที่รับมาอ่อนด้วยฟีเจอร์ Auto Signal Booster อีกทั้งยังเพิ่มความคมชัดรายละเอียดของภาพเมื่อภาพนั้นมีความละเอียดที่ต่ำด้วยฟีเจอร์ Resolution+ ยังไม่หมดแค่นั้นยังมีการเพิ่มอัตราการตอบสนองของภาพด้วยฟีเจอร์ ClearScan 100 Pro ทำให้ภาพไม่เบลอ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนจะช่วยให้เรารับชมภาพกันได้อย่างสบายตาอย่างที่สุด หา LED TV ในค่ายอื่นๆ มาเปรียบด้วยยากนอกเหนือจากนี้ยังมีพอร์ต USB และ SD Card Slot ให้มาเพื่อรองรับคอนเทนต์อื่นๆ ที่มาในรูปแบบไฟล์ในแฟลชไดร์ว ทั้งที่เป็นรูปภาพ เพลง และภาพยนตร์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทาง Toshiba เอง ไม่เคยทำพอร์ต USB ให้เล่นไฟล์อื่นๆ นอกเหนือจากไฟล์รูปภาพมาก่อน ทำให้ Toshiba REGZA XL700T ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี ที่ทาง Toshiba จะใส่ลูกเล่นเพิ่มเติมมาอีก สำหรับราคาค่าตัวของ Toshiba REGZA XL700T ขนาด 55″ ตกอยู่ที่ 79,990 บาท หากไม่สนใจ TV 3D จะบอกว่า LED TV จาก Toshiba รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอย่างแน่นอนสเปกเต็มๆ <<<Toshiba REGZA XL700Tอันดับที่ 7 LG INFINIA LE8500 ไม่น้อยหน้าใครด้วย Full LED TV Slim LED TV จาก LG รุ่นนี้คือ LG INFINIA LE8500 ที่มีจุดเด่นคือ Full LED Slim ที่ถือว่าเป็นรุ่นแรกของโลก สำหรับปี 2010 ด้วยดีไซน์ที่ไร้ขอบจาก LG โดยยังอยู่ภายใต้แนวคิด LIVE) BORDERLESS เหมือนเมื่อปี 2009 ที่ผ่านมา? ที่ได้มีการเปิดตัวทีวีที่ดีไซน์ไร้กรอบ ไร้ขอบ ออกมา อีกทั้งในปีนี้ยังมีแนวคิด INFINIA ที่มีความหมายว่า ?ไม่มีที่สิ้นสุด? ออกมาย้ำถึงรูปร่างหน้าตาที่สวยเฉียบจากการที่ไร้ขอบ ด้วยดีไซน์โดยการใช้กระจกผ่านแผ่นเดียวไปจนถึงสุดขอบ อีกทั้งในแง่ของการทำความสะอาดยังทำได้ง่ายโดยง่าย พร้อมทั้งมีความแข็งแรงทนทานมากกว่าทีวีทั่วไปด้วยความสามารถในการแสดงผลไม่แตกต่างจากรุ่นพี่ LG INFINIA LX9500 ซึ่ง LG INFINIA 42LE8500 ได้ใช้ตัวประมวลผลภาพเป็นแบบ Dual XD-Engine เลยทีเดียว เพราะฉะนั้นภาพที่ได้มา สีสันของจอและความคมชัดจากหน้าจอ Super IPS LCD Panel แถมยังช่วยในเรื่องของการถนอมสายตาอีกด้วย? เรื่องความไวในการแสดงผลคงไม่ต้องเป็นห่วง เพราะมี Trumotion 240Hz/200Hz มาช่วยสแกนภาพด้วยความเร็วสูง ส่วนค่า response time 2ms ก็จัดได้ว่าเป็นมาตรฐานที่ค่อนข้างดี ณ ตอนนี้แล้ว อีกทั้งยังมี contrast ratio ที่สูงถึง 9,000,000:1 เพราะฉะนั้นเรื่องของสีสันไม่ต้องกลัวเลยว่าจะไม่สมจริง รวมถึงได้มี Infinite Surround ที่ให้ระบบเสียงรอบทิศทางที่สมจริงยิ่งขึ้น และเทคโนโลยี clear voice II ที่ช่วยในการเพิ่มเสียงสนทนาต่างๆ ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นในส่วนของฟีเจอร์เสริมที่ขาดไม่ได้นั่นก็คือ Bluetooth ที่จะทำให้เราส่งรูปหรือเพลงจากมือถือไปยัง LG INFINIA 42LE8500 ก็ทำได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังรองรับ Wireless Headset Bluetooth เมื่อเราต้องการความเป็นส่วนตัว และยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอีกหนึ่งอย่างนั่นก็คือ Smart TV ที่มีมาให้ทั้งแอพพลิเคชั่น Facebook, Twitter, AccuWeather, YouTube, Picasa ที่สำคัญยังมีแอพพลิเคชั่นไทยอย่าง Mthai VDO และ Nation Channel ที่รองรับอีกด้วย เมื่อเราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตด้วยสาย LAN หรือ USB WiFi Dongle ที่จะเพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อ สนนราคาค่าตัว LG INFINIA 42LE8500 หน้าจอ 55″ อยู่ที่ 129,990 บาทสเปกเต็มๆ <<<LG INFINIA LE8500อันดับที่ 7 Toshiba ZV600T ตัวเทพ LCD TV Full HD ไม่มีใครเกินถึงแม้ว่าดีไซน์ของ Toshiba ZV600T จะดูแล้วออกแนวเป็นทีวีที่ดูตกยุคตกสมัยไปหน่อย แต่ก็ถือว่าเป็นตัวท๊อปสุดจากทางค่ายญี่ปุ่นอย่าง Toshiba สำหรับการออกแบบดีไซน์ โดยรวมแล้วบอกได้เลยว่าค่อนข้างจะออกแนวอนุรักษ์นิยม โดยมีการเน้นเป็นสีดำเปียโนเป็นหลัก พร้อมกับมีเม็ดคริสตันสีเงินประดับตกแต่งอยู่รอบๆ ของขอบจอ เพิ่มความหรูหรา พร้อมกับความหนาของตัวเครื่องที่จัดได้ว่าอวบอั๋นใช้ได้ พร้อมกับหน้าจอที่สะท้อนแสงน่าดูในส่วนของการแสดงภาพ ก็มีตัวประมวลผลภาพสุดเจ๋งอย่าง Meta Brain Premium และ 14 Bits Processing โดดเด่นเรื่องความไวในการแสดงภาพที่เคลื่อนไหว โดยการมี Clear Scan 200 ซึ่ง เป็นเทคโนโลยี ?ลูกผสม? จาก 50 เฟรมต่อวินาที สังเคราะห์เพิ่มเป็น 100 เฟรมต่อวินาที เช่นเดียวกับเทคโนโลยี 100Hz ของแบรนด์ทีวีอื่นๆ รวมไปถึงยังใช้เทคโนโลยี Scanning Backlight เข้ามาช่วยแล้ว รับรองได้เลยว่า ไม่ต้องเป็นห่วง ผลที่ได้มาคือภาพที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วอย่างเป็นธรรมชาติ (แต่ก็อาจจะมีหลุดๆ บ้าง) ใช้จอแบบ Full Glare Panel หรือจอกระจกที่ทำให้การ ไล่สีดำ เทา ขาว ก็ได้ระดับที่แยกความแตกต่างได้อย่างชัดเจน เป็นธรรมชาติมาก จากการจัดการของ 3D Colour Management ก็จะเห็นได้ชัดว่า สีแดงค่อนข้างเข้ม สีดำก็ให้สีที่ดำสนิท ให้ความอิ่มตัวของสีได้อย่างดีเยี่ยม ถึงแม้ว่าจะเป็นจอแบบกระจกที่ให้สีสันที่สดใสแบบ Full Glare Panelถึงแม้จะเป็นเพียง LCD TV ที่อาจจะดูแล้วสู้ LED TV รุ่นใหม่ๆ ไม่ได้ แต่ก็อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพการแสดงผลภาพและเสียง ที่หาไม่ได้ใน LCD TV ทั่วไป ให้รายละเอียดที่คมชัดมากยิ่งขึ้นจากฟีเจอร์เพิ่มขอบวัตถุ (Sharpen) ด้วย Resolution + ซึ่งสามารถเพิ่มความคมชัดให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สำหรับ Toshiba REGZA 42ZV600T เครื่องนี้ มีระบบเสียง Regza Woofer? ที่ทำให้พลังเสียงกระหึ่มแน่นกว่าทีวีทั่วไปทพร้อมด้วยระบบปรับเสียง Audyssey EQ โดยเสียงสามารถเปล่งออกมาได้ดี โดยมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 99,000 บาท สำหรับขนาด 55″สเปกเต็มๆ <<<Toshiba REGZA ZV600Tอันดับที่ 8 LG INFINIA LD650 ครบครันที่สุดของ LCD TV Full HDแน่นอนว่านอกเหนือไปจากการแสดงผลที่เยี่ยมยอดที่เราต้องการจาก LCD TV ของเราแล้ว คงต้องยอบรับว่าเรายังต้องการให้มีฟีเจอร์หรือลูกเล่นอื่นๆ เพิ่มเข้ามาด้วย เพราะไหนๆ จะซื้อทั้งทีแล้ว ก็เอาให้มันครบครันซะหน่อย LG INFINIA LD650 จริงเป็นคำตอบนี้ ด้วยดีไซน์การออกแบบที่จัดว่าสวยกว่า LCD TV ของค่ายอื่นๆ อีกทั้งยังมีความสามารถอย่าง Smart TV ที่หาไม่ได้ใน LCD TV ยี่ห้ออื่นๆ เช่นกันด้วยคุณภาพจอ S-IPS Hard Panel ที่ทั้งแข็งแรงทนทาน ไม่สะท้อนแสง รวมไปถึงมีเทคโนโลยีสังเคราะห์เฟรมภาพขึ้นมาอย่าง TruMotion 240Hz? ที่ให้มาแบบจัดเต็ม เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ให้เราเลือกเปิด, ปิด เมื่อต้องการช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลยิ่งขึ้น? สำหรับคุณภาพของภาพที่สีสันมาในแนวสีสันคมเข้ม และสามารถแสดงรายละเอียดได้อย่างไม่ตกหล่น อีกทั้งเมนูการใช้งานต่างๆ จัดได้ว่าเรียนรู้ได้ไม่ยาก พร้อมด้วยมี Intelligent Sensor ทำหน้าที่คอยปรับค่าคอนทราสต์, ความสว่าง และสีให้อย่างอัตโนมัติ สำหรับลำโพงเป็นแบบ Invisible Sound ดีไซน์แบบซ่อน แถมด้วยระบบเสียง Infinite Sound เสมือนเสียงรอบทิศทางได้อย่างสมจริงที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือฟีเจอร์ Smart TV ที่รองรับแอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่าง Facebook, Twitter, YouTube, Picasa, AccuWeather และ Mthai VDO กับ Nation Channel ที่เป็นแอพพลิเคชั่นสัญชาติไทยมาเสริมให้? LG INFINIA LD650 มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น จึงเรียกได้ว่าเป็น LCD TV นาทีนี้ ที่ดูแล้วมีฟีเจอร์ครบถ้วนที่สุดก็คงไม่เกินไปนัก (ที่จะขาดไปก็แต่เรื่อง 3 มิติเท่านั้นเอง) สำหรับราคา LG INFINIA LD650 ขนาด 85,990 บาทสเปกเต็มๆ <<<LG INFINIA LD650อันดับที่ 9 Samsung C750 อยากดู 3 มิติ LCD TV รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกใครว่าการที่จะหาซื้อ TV 3D ซักเครื่องจะต้องเป็น LED TV หรือ Plasma TV เสมอไป โดยที่ทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านทีวี ได้มีการรองรับตลาด 3 มิติ ไว้อย่างเต็มรูปแบบครบถ้วนและสมบูรณ์ ซึ่งทีวีที่รองรับภาพ 3 มิติ จาก Samsung มีทั้งแบบที่เป็น LED TV 3D, Plasma TV 3D และ LCD TV 3D ให้เลือกตามความพอใจในแต่ละคน โดย LCD TV ที่เป็น 3 มิติ นั้นมาในรุ่น Samsung C750 ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่สวยหรูไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง LED TV 3D C9000 และ คล้ายกับ C8000 อย่างมาก หรือแม้แต่ฟังก์ชั่น ฟีเจอร์การใช้งานก็ไม่เป็นรอง เรียกได้ว่าจัดหนักเหมือนเคยคุณภาพของภาพที่น่าประทับใจ อันเป็นผลมาจาก 3D HyperReal engine ของ Samsung และ Super 3C Realization ซึ่งให้ภาพที่เหนือกว่าที่คาดไว้ ด้วยเหตุนี้จึงไม่ได้เพียงแค่ชมภาพยนตร์เท่านั้น หากแต่รู้สึกสัมผัสไปด้วยอย่างแท้จริง พร้อมเต็มเปี่ยมด้วยรายละเอียด และสีสันที่เสมือนจริง ด้วยการเพิ่มสีดำที่มีความสลัวต่ำ ด้วยการปรับช่วงแสงให้เหมาะสมที่สุดและเพิ่มความอัตราความโปร่งแสงในระบบ Ultra Clear Panel ทำให้สามารถลดการสะท้อนแสงของแสงภายนอกและเพิ่มความคมชัด และด้วยฟีเจอร์ 400 Clear Motion Rate ทำให้ฉากแอ็คชั่นจะดูเรียบลื่น คมชัด และสดใส เพราะเรารู้ว่าความเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ประสิทธิภาพความเคลื่อนไหวที่ดีกว่า 8 เท่าเมื่อเทียบกับ LCD TV มาตรฐานที่มีอัตราความเคลื่อนไหว 400 เฟรมต่อวินาที ความสามารถทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เมื่อรับชมภาพ 3 มิติ จะเป็นประสบการณ์ความบันเทิงในรูปแบบ 3 มิติ ที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนและด้วยเทคโนโลยี Internet@TV ของ Samsung C750 เปิดโลกออนไลน์ โดยแสดงผลบนจอขนาดใหญ่ที่สว่างสดใส อีกทั้งยังสามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพื่อเพลิดเพลินกับเนื้อหาที่น่าสนใจบนเว็บ ด้วยประสิทธิภาพ ความหลากหลาย และความสะดวกสบาย รวมไปถึงสามารถจัดระเบียบ เพิ่มเติม และลบเนื้อหาผ่านทางไลบรารี Samsung Applications ได้อย่างง่ายดาย และด้วยพอร์ต USB เพียงแค่เชื่อมต่อ ก็สามารถเล่นภาพยนตร์ได้ทันที โดยความเพลิดเพลินกับทางเลือกที่ไร้ขีดจำกัดแบบนี้ สนนราคาอยู่ 109,990 บาท สำหรับขนาดหน้าจอ 55″สเปกเต็มๆ <<<Samsung C750อันดับที่ 10 LG INFINIA PJ650 จอใหญุ่คุ้มค่ากับ Plasma TV ราคาโดนใจ เอาล่ะครับมาปิดท้ายทีวี ที่น่าสนใจในปี 2010 กันหน่อยกับ LG INFINIA PJ650 ซึ่งเป็น Plasma TV ที่จัดได้ว่าคุ้มค่าที่สุดในตัวนี้ อย่างแรกเลยที่เป็นจุดเด่นก็คือดีไซน์แบบ Borderless Design ที่เป็นยอดนิยมกันเหมือนทีวีตัวท๊อป เรียบหรูเกินราคามองผ่าน คิดว่าตัวเป็นแสน แถมยังจัดได้ว่าดูสวยแจ่มที่สุดของ Plasma TV จากค่ายอื่นๆ ต่อมาก็เป็นขนาดที่ใหญ่ถึง 50″ ที่วิเคราะห์กันแล้วจัดได้ว่าคุ้มค่าต่อราคา และถึงแม้ว่าความละเอียดของหน้าจอจะเป็นเพียงระดับ HD Ready (1366 x 768) แต่ก็ให้ผลของการแสดงภาพเป็นที่น่าพอใจเมื่อนำไปชมฟรีทีวี หรือหนัง DVD, HD 720p ด้วยคอนทราสต์ที่สูงถึง 3,000,000:1 จึงให้แนวภาพที่ดูสดแบบเป็นธรรมชาติ รวมไปถึงดูแล้วก็สบายตา เป็น Plasma TV ตัวหนึ่งที่มีความสะอาดของภาพอย่างเห็นได้ชัด ทั้งภาพระดับ SD (Standard Definition) และ HD (High Definition) และด้วยความที่เป็น Plasma TV ซึ่งมีเทคโนโลยี 600Hz Sub-field Drive ปัญหาอย่างเรื่องภาพกระตุก หรือภาพเบลอก็แทบจะหมดไปในทันที ข้อเด่นอีกอย่างก็คือหน้าจอลดแสงสะท้อนจากภายนอกได้เป็นที่น่าพอใจ ถ้าเทียบกับ Plasma TV ในระดับเดียวกัน คิดว่าใครที่กำลังหาทีวีจอใหญ่ มาไว้ดูฟรีทีวีโดยเฉพาะ หรือหนังระดับ HD LG INFINIA PJ650 รุ่นนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อย ด้วยราคาเพียง 35,990 บาท กับขนาด 50″สเปกเต็มๆ <<<LG INFINIA PJ650สุดท้ายนี้ หากมีข้อสงสัยหรือแนะนำใดๆ สามารถโพสไว้ได้เลย ทีมงาน LCDSpec.com จะรีบมาตอบในบัดดลครับ ^^
ฟิลิปส์เปิดตัวชุดโฮมเธียเตอร์ใหม่ Philips HTS7140
บริษัท ฟิลิปส์อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขอแนะนำชุดโฮมเธียเตอร์รุ่นใหม่ล่าสุด Philips HTS7140 มาพร้อมกับเทคโนโลยี Ambisound? เติมเต็มความสมบูรณ์ภาพยนตร์จากแผ่น Blu-ray เพิ่มพลังเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทางด้วยลำโพงแบบ Soundbar และลงตัวด้วยดีไซน์ที่จัดวางเข้ากับแอลซีดี/แอลอีดี ทีวีฟิลิปส์ขนาด 40 นิ้วขึ้นไปได้อย่าง สมบูรณ์แบบ สร้างสรรค์คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดในการฟังดนตรี พร้อมให้คุณได้เพลิดเพลินกับภาพยนตร์เรื่องโปรดคุณภาพระดับโรงภาพยนตร์พรีเมี่ยมได้ที่บ้านคุณPhilips Soundbar HTS7140 มาพร้อมกับเทคโนโลยี Ambisound ที่ให้พลังเสียง 5.1 เซอร์ราวด์รอบทิศทางทั่วทั้งห้อง ด้วยเทคนิคการจัดวางลำโพงใน Soundbar อย่างเหมาะสม พร้อมซับวูฟเฟอร์เพียง 1 ตัว ก็ทำให้ได้เสียงที่กว้างอย่างลงตัว? นอกจากนี้ Dolby Digital, DTS, Dolby Prologic II และ DolbyTrueHD ยังยกระดับเสียงให้ทรงพลังก้องกระหึ่ม? กำลังขับรวม RMS ทั้งหมด 500 วัตต์นอกจากนี้ เครื่องเล่น Blu-ray Philips BDP7500? ยังมาพร้อมกับฟังก์ชั่นพิเศษ BD-Live (Profile 2.0) เพื่อให้คุณสนุกกับข้อมูลโบนัส Blu-ray ออนไลน์ได้ โดย BD-Live เปิดโอกาสให้คุณได้เข้าสู่โลกกว้างของความละเอียดสูงอย่างไม่มีที่สิ้นสุดPhilips HTS7140 รุ่นนี้สามารถเล่นได้กับทุกแผ่น ไม่ว่าจะเป็นแผ่นหนัง?? Blu-ray DVD, DVD+R/RW, DVD-R/RW, (S)VCD, DivX, DivX Ultra (เพื่อการเล่นมีเดียไฟล์ชนิด DivX ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น) แผ่นเพลง CD, MP3-CD, CD-R/RW และ CD รูป JPEG filePhilips HTS7140 ราคา 21,990? บาท? สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลผู้บริโภคฟิลิปส์? 02-6528652
รวมโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LED, LCD Monitor ในงาน COMMART CEMART ’11
สวัสดีครับ วันนี้ทางทีมงานขอนำโปรโมชั่นที่น่าสนใจของ LCD Monitor, LED Monitor ภายในงาน COMMART CEMART ’11 มาฝากกันนะครับ เรียดได้ว่างานนี้ก็ลดราคากันสะใจเช่นเดิม ใครที่สนใจจะซื้อ Monitor แล้วมาเดินในงานรับรองว่าได้หิ้วกลับไปแน่นอนครับ เรามาเริ่มชมในส่วนของ Plenary Hall กันก่อน ที่เด่นเลยก็จะมีบูธของ Benq กับ Acer ที่เอา Monitor มาขายแบบจริงๆ จังๆ อยู่ราคาก็จัดได้ว่าหลากหลาย ตามขนาดหน้าจอเลยครับAcer ก็มาบูธใหญ่ใช่ย่อย ราคาดูแล้วก็น่าสอยกันเช่นเดิม ที่น่าสังเกตคือมีแต่จอ LED Monitor มาขายทั้งนั้นเลยLED Monitor แบบ 3D ก็มีมานะครับแถมยังมีเครื่อง HD Media Player มาขายในงานด้วย ราคาก็จัดได้ว่าไม่แพงครับ ดีไซน์ก็ดูหรูดีมาต่อกันที่โซน C บ้างครับ ที่ส่วนมากจะเป็นตามร้าน JIB, Banana IT, Jet มาเปิดขายในส่วนของคอมพิวเตอร์ แล้วพ่วง Monitor มาขายด้วยเลย แน่นอนว่ามีให้เลือกมากมาย โดยแต่ละยี่ห้อก็วางข้างกันเลย ซึ่งทำมห้เราเปรียบเทียบในการซื้อได้ง่าย เป็นอย่างดีชมกันได้เรื่อยๆ เลยนะครับแบบว่าแอบยี่ห้อ Viewsonic มาขายในงานด้วย ที่เรียกได้ว่าเป็นของหายากเลยทีเดียว สำหรับยี่ห้อนี้อีกทั้งนอกเหนือจากนี้ยังมี Monitor จาก Philips มาวางขายด้วยเช่นกัน ใครที่ชื่นชอบยี่ห้อนี้อยู่ ก็ต้องไม่พลาดเข้าไปชมนะครับเป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับโปรโมชั่นของ Monitor ภายในงาน COMMART CEMART ’11 เอาเป็นว่าใครว่างๆ เสาร์อาทิตย์นี้ ก็ไปเดินเล่นเดินชมกันได้นะครับ อาจจะมีอะไรติดไม้ติดมือกลับมาก็เป็นไปได้ ?^^
โซนี่ไทยจัดแคมเปญ Like Creativity Love Sony ชวนคนรักกล้องร่วมประกวดภาพถ่ายสุดสร้างสรรค์ลุ้นรางวัลใหญ่
บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ชวนบรรดาคนรักกล้อง และการถ่ายภาพร่วมแบ่งปันภาพสวย ๆ ไอเดียสุดสร้างสรรค์ ร่วมส่งภาพเข้าประกวดในแคมเปญ??Like Creativity Love Sony? ภายใต้ 3 หัวข้อหลักคือ ท่องเที่ยว แฟชั่น และอาหาร ลุ้นรางวัลใหญ่มูลค่ากว่า 1000 ดอลล่าร์สหรัฐ พร้อมผลิตภัณฑ์โซนี่ไม่ว่าจะเป็นกล้องไซเบอร์ช็อต กล้องอัลฟ่า โซนี่อิริคสัน และรางวัลสุดชิคอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ บัตรรับประทานอาหารเย็นที่ภัตคารสุดหรู บัตรกำนัลห้องพักระดับ เอ็กคลูซีฟ และบัตรกำนัลช็อปปิ้งแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ โดยสามารถเข้าร่วมส่งภาพประกวดได้ทางเฟซบุ๊ค?www.sony.co.th/facebook ได้ตั้งแต่วันนี้จนถึง วันที่ 23 ตุลาคม ศกนี้พร้อมลุ้นโอกาสเข้าวิน เป็นผู้ชนะรางวัลสูงสุดในรอบ Grand Finale รับรางวัลใหญ่เป็นกล้องอัลฟ่า NEX และรับสิทธิ์เข้าร่วมงานปาร์ตี้สุดชิค Sony Year-End Party พร้อมเพื่อนคนพิเศษอีก 1 ท่าน ที่ประเทศสิงคโปร์ ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่?www.sony.co.th หรือสอบถามที่ศูนย์ข้อมูลโซนี่ โทร. 0-2715-6100 
ความรู้เกี่ยวกับ LCD Panel ประเภทต่างๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
By: mrzane | Date: 8 February 2009 | | 1 ความเห็น

พี่ครับ LCD ตัวนี้ใช้ Panel แบบ IPS ด้วยนะครับ รับรองสีแจ่ม… แต่ แล้ว IPS มันคืออะไร แล้วมันดีกว่า LCD Panel แบบอื่นตรงไหน? แล้วผมควรจะซื้อแบบไหนดี?

แรงบันดาลใจของการรวบรวมข้อมูลตรงนี้คือ ผมมักจะถูกถามอยู่บ่อยๆ ว่าเวลาเลือกซื้อ LCD Panel จะซื้อแบบไหนดี และบังเอิญไปเห็นร้านค้าที่พันธุ์ทิพย์แนะนำลูกค้าว่า “พี่ซื้อจอ LCD แบบ TFT ดีสุดแล้ว” ทั้งๆ ที่จอ LCD ที่ขายอยู่ในร้านนั้นเป็นแบบ TFT ทั้งหมด!!! และจอ LCD แบบ STN Passive Matrix นั้นมันแทบจะสูญพันธุ์ไปหมดเมื่อเกือบ 10 ปีมาแล้ว ซึ่งปัจจุบันจอ LCD แบบ STN ก็มีให้เห็นน้อยมากๆ โดยจะมีให้เห็นเฉพาะบนอุปกรณ์พกพาราคาประหยัดเท่านั้น

บทความนี้เกิดจากการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ (ส่วนใหญ่แล้วจะเอามาจาก wikipedia) โดยจะอธิบายคุณลักษณะ (characteristics) ของ Panel แต่ละประเภทก่อนนะครับ ส่วน matrix เปรียบเทียบและแหล่งที่มาของข้อมูลจะอยู่ในส่วนท้ายของโพสท์นี้ครับ

ความรู้เกี่ยวกับ LCD Panel ประเภทต่างๆ

ส่วนใหญ่แล้วในเอกสารแสดงคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ หรือตาม website จะไม่ระบุว่า LCD รุ่นที่คุณกำลังสนใจที่จะซื้อนั้นใช้ Panel ประเภทไหน สิ่งที่คุณสามารถทำได้ก็คือ การค้นหาข้อมูลตาม website ต่างๆ หรือจาก service manual ของ LCD panel รุ่นนั้นๆ ครับ และเมื่อทราบว่า LCD รุ่นที่คุณสนใจนั้นใช้ Panel แบบไหน ก็สามารถศึกษาข้อมูลข้อดี/ข้อเสียของ Panel ชนิดนั้นได้จากบทความข้างล่างนี้เลยครับ

จอ LCD monitor และ LCD TV ที่มีขายในบ้านเรานั้นสามารถแบ่งได้เป็นประเภทต่างๆ ตามชนิดของ Panel ที่ใช้ ดังนี้ครับ

TN Panel

TN + film หรือชื่อเต็มว่า “Twisted Nematic + film” เป็นประเภทของ LCD Panel ที่มีการผลิต และใช้งานอย่างแพร่หลายที่สุด เนื่องจากต้นทุนในการผลิตที่ต่ำ และความสามารถในการตอบสนองของการเปลี่ยนสี (response time of color transitions) ที่รวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยง effects อันไม่พึงประสงค์ต่างๆ เช่น shadow trails และ ghosting artifacts

Response time ที่รวดเร็ว จึงเป็นจุดขายของ TN panel มาตลอด ถึงแม้ว่าตัวเลขที่โฆษณาเหล่านั้นจะไม่สะท้อนถึง response time ทั้งหมดที่เป็นไปได้ของทุกช่วงสีก็ตาม

มาตรฐานในการวัด Response time สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 มาตรฐาน ได้แก่:

  1. ISO Response time – กำหนดไว้ว่า ค่า response time ควรแสดงถึงตัวเลขของความหน่วงในการเปลี่ยนสีจากสีดำไปสีขาว (black-to-white transition)
  2. RTC (Response Time Compensation – Overdrive) – เป็นเทคโนโลยีที่ทำให้ผู้ผลิต LCD สามารถลดความหน่วงของการเปลี่ยนเฉดสีเทาจากเฉดหนึ่งไปยังอีกเฉดหนึ่ง (grey to grey: G2G) ซึ่งเป็น scenario ที่เกิดขึ้นบ่อยจากการใช้งานจริง

ผู้ผลิต TN Panel ในปัจจุบัน จึงพยายามพัฒนาเพื่อลด G2G response time ของ panel ของตนให้มากที่สุด โดยไม่ได้ปรับปรุง/พัฒนา response time ของ black-to-white เท่าใดนัก ค่า response time ที่อยู่ในโฆษณาของ Panel เหล่านี้จึงเป็นค่า G2G เกือบทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 4ms หรือ 2ms

ด้วย response time ที่ดี และต้นทุนการผลิตที่ไม่สูง จึงทำให้ TN Panel ครองตลาดส่วนใหญ่ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม TN Panel มีข้อเสียในเรื่องของมุมมองการรับชมที่ค่อนข้างจำกัด โดยเฉพาะมุมมองการรับชมในแนวตั้ง และ TN Panel หลายๆ ตัวสามารถแสดงผลได้ 6 บิทต่อ 1 สี (6 bits per color) แทนที่จะเป็นแบบ 8 บิทต่อ 1 สี ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ TN Panel แบบ 6 บิทไม่สามารถแสดงสีได้ถึง 16.7 ล้านสีได้ (16.7 ล้านสี หรือ 24-bit truecolor) และเมื่อนำ panel เหล่านี้มาต่อกับ source ที่เป็น true color มันจะจำลอง (interpolate) เฉดสีอื่นๆ ที่มันไม่สามารถแสดงได้ขึ้นมาโดยการใช้เทคนิค dithering ซึ่งเป็นการรวมเอาพิกเซลที่อยู่ใกล้เคียงกันมาคำนวณและจำลองสีที่ต้องการออกมา

พูดโดยรวมแล้ว ความสมจริงของสีที่ TN Panel ที่ใช้ backlight แบบ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamps) สามารถแสดงได้นั้นค่อนข้างน้อย โดยทั่วไปแล้วสามารถทำได้เพียง 40% – 76% ของช่วงสี NTSC ทั้งหมด (percentage of the NTSC 1953 color gamut) เท่านั้น แต่อย่างไรก็ดี TN Panel ที่ใช้ LED Backlight สามารถแสดงเฉดสี NTSC ได้ทั้งหมด ซึ่งความแตกต่างนี้สามารถสังเกตเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน

http://img68.imageshack.us/img68/7169/badviewingpg9.jpg
การแสดงสีของ TN Panel ในมุมมองต่างๆ – เครดิตภาพ Vincent Alzieu of BeHardware.com

–~~~~~~~~~~~~–

IPS Panel

IPS (in-plane switching)
ถูกพัฒนาขึ้นโดยฮิตาชิ ในปี 1996 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อปรับปรุงข้อเสียของ TN panel ในแง่ของมุมมองการรับชมและความสามารถในการแสดงสี

IPS panel เกือบทั้งหมดสนับสนุนการแสดงสีแบบ 8 bit (True color) ซึ่งการปรับปรุงเหล่านี้นำมาซึ่ง response time ที่สูงขึ้น (50ms สำหรับ IPS Panel รุ่นแรกๆ) และที่สำคัญ IPS Panel มีราคาที่สูงมาก ต่อมาไม่นาน IPS ได้ถูกแทนที่ด้วย S-IPS (หรือ Super-IPS, Hitachi; 1998) โดยยังคงคุณสมบัติของ IPS ไว้ทุกประการ แต่ได้ปรับปรุง response time (pixel refresh timing) และถึงแม้ว่า S-IPS จะมีคุณสมบัติในการแสดงสีได้เทียบเท่าจอแบบ CRT ก็ตาม แต่มิติของสี (dynamic range) ก็ยังต่ำกว่าจอแบบ CRT อยู่มาก

ผู้ผลิต IPS Panel รายใหญ่ในปัจจุบันคือ LG และ Philips

IPS Panel ยังได้ถูกพัฒนาต่อยอดออกมาอีกหลายประเภท ดังนี้:

  • AS-IPS – Advanced Super IPS ถูกพัฒนาโดยฮิตาชิในปี 2002 โดยได้รับการปรับปรุง contrast ratio ให้ดีขึ้น ซึ่ง AS-IPS panel ได้ถูกใช้โดยจอของ NEC
  • A-TW-IPS – Advanced True White IPS, พัฒนาโดย LG Philips ให้กับ NEC โดย Panel ชนิดนี้ได้รับการปรับปรุงโดยเพิ่ม color filter เพื่อให้สีขาวดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น และเพิ่ม color gamut ให้ใกล้เคียงกับจอ CRT มากขึ้น จึงมีการนำ Panel ประเภทนี้ไปใช้กับจอ LCD สำหรับมืออาชีพที่ทำงานด้านภาพถ่ายที่ต้องการความแม่นยำของสีสูง
  • H-IPS – เป็นอีกหนึ่ง panel ที่พัฒนาต่อยอดมาจาก IPS โดยได้รับการปรับปรุงเรื่อง Backlight bleeding, เรื่องสีออกโทนม่วงเวลามองจากมุมด้านข้าง และลด noise ลงด้วย แต่การปรับปรุงเหล่านี้ก็ทำให้มุมมองในการรับชมแคบลงกว่าเดิม

http://img329.imageshack.us/img329/5538/evolutionofipslcdw540ko2.jpg
ตารางแสดงพัฒนาการของ Panel แบบ IPS – เครดิต wikipedia

http://img91.imageshack.us/img91/8932/goodviewingbp0.jpg
การแสดงสีของ IPS Panel ในมุมมองต่างๆ — เครดิตภาพ Vincent Alzieu of BeHardware.com

–~~~~~~~~~~~~–

MVA Panel

MVA (Multi-domain vertical Alignment) เริ่มต้นถูกพัฒนาขึ้นในปี 1998 โดยฟูจิตสึ โดยมีจุดประสงค์เพื่อผลิต Panel ที่รวบรวมข้อดีของ TN กับ IPS เข้าด้วยกัน โดยแรกเริ่มที่พัฒนานั้นนั้น MVA มี response time ที่ค่อนข้างดี, มุมมอง (viewing angle) ที่กว้าง และคอนทราสต์ที่สูง ในขณะที่ความสว่าง (brightness) และความสามารถในการแสดงสีสมจริงทำได้ไม่ค่อยดีนัก

MVA Panel รุ่นใหม่ๆ สามารถให้มุมมองภาพที่กว้างขึ้น (เป็นรอง IPS Panel เท่านั้น) สามารถแสดงสีดำที่ดำสนิท และสีอื่นๆ ได้สมจริง และยังมี response time ที่รวดเร็ว เนื่องจากมีการนำ RTC Technology ของ TN panel มาประยุกต์ใช้ MVA Panel รุ่นใหม่ๆ เหล่านี้ได้ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดโดยหลายๆ บริษัท และถูกเรียกชื่อต่างๆ กันไป เช่น P-MVA, A-MVA และ S-MVA

MVA Panel ส่วนใหญ่แล้วจะเป็น Panel แบบ 8 bit ซึ่งสามารถแสดงสีได้ถึง 16.7 ล้านสี แต่ในบางรุ่น เพื่อลดต้นทุนการผลิต ก็สามารถใช้ 6 bit panel และใช้เทคนิค dithering แบบ TN panel ได้เช่นเดียวกัน

นักวิเคราะห์หลายๆ รายได้ทำนายว่า MVA Panel น่าจะครองตลาดส่วนใหญ่ของ Panel ได้ทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว กลับกลายเป็นว่า TN Panel (ซึ่งมี response time ที่ดีกว่าเพียงเล็กน้อย) กลับได้ครองตลาดส่วนนี้ไป และด้วยข้อจำกัดของ MVA Panel เองที่ว่า เมื่อผู้ผลิตเพิ่มความสว่าง (brightness) ขึ้น จะทำให้ response time สูงขึ้นตามไปด้วย ทำให้ MVA Panel ยังทำได้ไม่ดีเท่ากับ TN Panel ในแง่ของยอดขาย

PVA Panel

PVA (Patterned Vertical Alignment) และ S-PVA (Super Patterned Vertical Alignment) พัฒนาโดย Samsung เป็นอีกเวอร์ชันหนึ่งของ MVA Panel ที่ Samsung นำไปพัฒนาอย่างอิสระ ซึ่ง (S)PVA Panel นี้มีคุณสมบัติคล้ายกับ MVA Panel แต่สามารถให้ contrast ratio ที่สูงถึง 3000:1

S-PVA Panel จะใช้ Panel ที่เป็น 8 bit ขึ้นไป (Eizo ใช้ S-PVA Panel แบบ 10 bit) จึงสามารถแสดงสีได้สมจริงโดยไม่ต้องใช้เทคนิค dithering นอกจากนั้น PVA และ S-PVA ยังสามารถแสดงสีดำได้สมจริง มีมุมมองการรับชมที่กว้าง และ response time ที่ดีอีกด้วย (โดยการใช้ RTC Technology ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น) แต่ถ้าในกรณีที่ผู้ผลิตต้องการลดต้นทุนการผลิต ก็สามารถใช้ PVA Panel แบบ 6 bit และใช้เทคนิค dithering ได้เช่นเดียวกัน

CPA Panel

CPA (Continuous Pinwheel Alignment) ถูกพัฒนาโดยชาร์ป โดยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Reserve TN Technology ซึ่งทำให้ได้ Panel ที่แสดงสีได้สมจริง มีมุมมองที่กว้าง และ response time ต่ำ ซึ่งชาร์ปเชื่อว่าเทคโนโลยีของตนนั้นเหนือกว่า TN, x-IPS และ xVA อยู่มากทีเดียว

แหล่งอ้างอิง: Development of High-Performance ASV-LCDs Using Continuous Pinwheel Alignment (CPA) Mode

–~~~~~~~~~~~~–

แล้วคุณควรจะเลือกซื้อ TFT LCD Monitor แบบไหนดี?

Matrix เปรียบเทียบคุณสมบัติ และข้อดี/ข้อเสียของ LCD Panel ในแบบต่างๆ

แหล่งอ้างอิง/See also:

Wikipedia: Thin film transistor liquid crystal display
Wikipedia:
Liquid crystal display
PCHardwareHelp:
LCD Panel Technology Explained
ZD Net:
How LCD makers lie to you about viewing angles
X-Bit Labs:
LCD Monitors Buyer’s Guide: Fall 2007
Coding Horror:
Not All LCD Panels Are Created Equal
Sharp: D
evelopment of High-Performance ASV-LCDs Using Continuous Pinwheel Alignment (CPA) Mode

«»

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
Tag: 3D 1080p Acer ASUS benq Blu-ray Blu-ray player Bravia ces CES 2011 commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Smart TV Sony Toshiba tv USB VGA wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.