Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSpec.com
LCDSpec ขอต้อนรับงาน Commart Comtech ‘09 ด้วยการนำเสนอเทคนิคดีๆ ในการเลือกซื้อ LCD monitor ให้ถูกใจสักเครื่องครับคำกล่าวที่ว่า “ควรเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่งบประมาณจะหาซื้อได้” อาจใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์เสมอไป หากคุณกำลังมองหา LCD monitor ที่ถูกใจ และตรงตามความต้องการสักเครื่องในงาน Commart ล่ะก็ เว็บไซท์ www.lcdspec.com มีเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อ LCD monitor ที่ถูกใจได้ด้วยหลักการพิจารณาสเป็กสั้นๆ เพียง 9 ขั้นตอนครับขนาด: ขนาดของ LCD monitor คือความยาวของเส้นทแยงมุมของจอนั้นๆ มีหน่วยเป็นนิ้ว จอ LCD ส่วนใหญ่ที่มีขายในตลาดจะมีขนาดตั้งแต่ 15 นิ้วไปจนถึง 30 นิ้ว และขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในช่วง 19 – 24 นิ้ว คุณควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ระยะการรับชม และพื้นที่ที่จะใช้วางจอ และพยายามเลือกจอที่มีฐานที่สามารถปรับระดับความสูงขึ้น/ลงได้ เพื่อความสะดวกในการจัดวาง และการปรับระดับความสูงของจอให้พอดีกับระดับความสูงของที่นั่งสัดส่วน (Aspect Ratio): สัดส่วนของ LCD monitor ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบ 4:3, 5:4, 16:10 และ 16:9 คุณควรเลือกสัดส่วนจอโดยคำนึงถึงประเภทของงาน และ content ที่จะแสดงบนจอเป็นหลัก ปัจจุบันนี้จอ LCD สัดส่วนแบบ 16:9 กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีสัดส่วนเดียวกับภาพยนตร์จอกว้าง ทำให้สามารถแสดงภาพยนตร์จอกว้างได้โดยไร้ขอบดำด้านบน-ล่าง ของจอ แต่ถ้าคุณคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก อาจพิจารณาจอแบบ 16:10 เพราะพื้นที่ในแนวตั้งที่มากขึ้นจะช่วยลดภาระในการลากเม้าส์เพื่ออ่านเอกสาร/เว็บเพจยาวๆ ได้ความละเอียด (Native Resolution): ความละเอียดที่ LCD monitor สามารถแสดงได้ มีหน่วยเป็นพิกเซล ซึ่งมีให้เลือกหลาย resolution ด้วยกัน เช่น 1,400 x 900, 1,600 x 900, 1,680 x 1,950, 1,920 x 1,080, 1,920 x 1,200 เป็นต้น สำหรับ resolution ที่ได้รับความนิยมกับจอ 22 นิ้วแบบ 16:9 ได้แก่ขนาด 1,600 x 900 หรือ 1,920 x 1,080 (Full HD) จอ LCD จะทำงานได้ดีที่สุดต่อเมื่อมันคุณป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดตรงกับ native resolution ของมันเท่านั้น ดังนั้นหากคุณต้องการเลือกจอไปใช้สำหรับการเล่นเกม ควรเลือกจอที่มี resolution ที่สัมพันธ์กับขีดความสามารถของการ์ดจอของคุณด้วยContrast Ratio: คืออัตราส่วนของสีขาวที่สว่างที่สุด กับสีดำที่มืดที่สุด ตัวเลขที่สูงกว่าแสดงถึงความสามารถในการไล่ความสว่างของเฉดสีต่างๆ ได้หลายระดับมากขึ้น ทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ของภาพในหนัง/เกมในฉากมืดๆ ปัจจุบัน Native contrast ratio ของ LCD monitor อยู่ที่ประมาณ 600:1 ถึง 1,000:1Dynamic Contrast Ratio: เนื่องจากหลอด backlight (หลอดไฟที่ช่วยทำให้เม็ดสีของจอ LCD เรืองแสง) ของ LCD monitor ในปัจจุบันสามารถปรับระดับความสว่างตามลักษณะของ content ที่แสดงอยู่บนจอ ณ ขณะนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อให้นำมาซึ่ง Contrast Ratio ที่สูงขึ้น พูดง่ายๆ คือ Dynamic Contrast Ratio เป็น Contrast Ratio สูงสุดที่จอสามารถทำได้ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ผลิตส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมักทำตลาดจอของตนด้วยตัวเลข Dynamic Contrast Ratio แทนการใช้ Native Contrast Ratio ซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่ 10,000:1 ไปจนถึง 5,000,000:1 เลยก็มีResponse Time: เป็นระยะเวลาที่เม็ดสีบนจอ LCD ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่ง ฉะนั้นยิ่งตัวเลข response time น้อย ยิ่งหมายถึงการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไร้เงา (ghosting) มากขึ้นBrightness: ความสว่างของจอ LCD ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 250 – 500 cd/m2 (candela per square meter – แรงเทียนต่อตารางเมตร) หากคุณต้องการนำจอไปวางไว้ในห้องที่สว่างมากๆ อาจต้องพิจารณาจอที่มีความสว่างมากขึ้น หรืออาจเลือกจอที่สว่างมากๆ เอาไว้ก่อน แล้วค่อยปรับให้สว่างน้อยลงตามสภาพแสงในห้องของคุณก็ได้Viewing Angle: มุมมองการรับชมของจอในแนวตั้งและแนวนอน ปัจจุบันจอส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 160/160 หรือมากกว่า (160 องศาในแนวตั้ง และ 160 องศาในแนวนอน) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวบอกจุดทำมุมสูงสุดที่คุณสามารถรับชมภาพจากจอได้โดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน (เช่นมองจากด้านข้างทำมุมสูงสุดได้ 160 องศาโดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน เป็นต้น) เนื่องจากLCD monitor ถูกออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์ (ซึ่งต้องมองตรงๆ) เป็นหลัก คุณจึงไม่ควรกังวลกับตัวเลขนี้มากเกินไปนักConnectivity Interface: LCD monitor ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับพอร์ท VGA (หรือ D-Sub) และพอร์ท DVI ซึ่งพอร์ท DVI นั้นจะให้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อแบบดิจิตอล ส่วน VGA เป็นพอร์ทอนาล็อกแบบเก่าซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งใน PC/Notebook คุณจึงควรเลือก LCD monitor ที่มีพอร์ททั้งสองประเภท เพื่อความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ หรืออาจเลือกจอที่มีพอร์ท HDMI ไปเลยก็ได้ หากคุณต้องการนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพอร์ท HDMIพอร์ท VGAพอร์ท DVI   พอร์ท HDMILCDSpec.com หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และหากคุณยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อ LCD Monitor รุ่นไหนในงาน Commart ให้เหมาะกับความต้องการ และงบประมาณของคุณ สามารถเข้าไปยังเว็บไซท์ของเราเพื่ออ่านบทความแนะนำ LCD monitor ที่น่าสนใจสำหรับงบประมาณต่างๆ โดยคลิกที่นี่ครับ
Review:Asus MS246 – LCD Monitor 24” Full HD บางเบา ดีไซน์เฉียบ
ตอนนี้หากจะซื้อมอนิเตอร์ซักตัวเพื่อเอามาใช้งาน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยงเรื่องราคา LED Monitor ก็คงจะเป็นคำตอบในใจของหลายๆ ท่าน แต่นอกเหนือไปจากที่จะมองที่ตัวประสิทธิภาพการทำงานของตัวมอนิเตอร์แล้ว การดีไซน์ออกแบบก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันอย่างในวันนี้ LCDSPEC ได้มีการรีวิว LCD Monitor: Asus MS246 ที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบที่สวยงาม บางเบา หรูหรา เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งภายในบ้านกันเลยทีเดียว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานผลก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ หนึ่งหมื่นบาทต้นๆคาดว่าหลายๆ คน น้อยคนนักที่จะได้พบจอกับมอนิเตอร์จากทาง Asus ตามห้างไอทีต่างๆ ซึ่งในความจริงนั้น Asus ในประเทศไทย ค่อนข้างที่จะมีมอนิเตอร์มากมายรุ่นที่จัดจำหน่ายภายใน แต่พอไปถึงหน้าร้านกลับกลายเป็นของหายากไปได้  ซึ่งยังไงก็แล้วแต่ LCDSPEC จะขวนขวายหามารีวิวมาชมกันให้ได้บ่อยๆ ครับ เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องของการรีวิวกันดีกว่าLCD Monitor จากทาง Asus ในรุ่น MS246 หากดูผ่านๆ ก็คงคิดว่าเป็น LED Monitor แต่แท้จริงแล้วเป็น LCD Monitor จอแบบ Widescreen ที่มีขนาดหน้าจอ 23.6 นิ้ว สัดส่วนยอดนิยม 16:9 อีกทั้งยังมีความละเอียดระดับ Full HD (1920×1080พิกเซล) มีคอนทราสต์ที่ 50,000:1 และอัตราความเร็วตอบสนองที่ 2ms หน้าจอเป็นแบบจอด้าน มีพอร์ตเชื่อมต่อการแสดงผลทั้งดิจิตอลและอนาลีอก อย่าง D-Sub และ HDMI แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีลำโพงในตัว แต่ก็ยังมีช่อง Earphone เพื่อไว้เชื่อมต่อลำโพงภายนอกหรือหูฟังอีกทีหนึ่ง ในกรณีที่เราเชื่อมต่อผ่านพอร์ต HDMI ครับLCD Monitor: ASUS MS246 เป็นมอนิเตอร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการผสมผสานระหว่างสไตล์การออกแบบที่แตกต่าง ในลักษณะ Ultra-Slim โดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากเลขฐานสองด้วยองค์ประกอบที่ตัดกันของเลข 1 และเลข 0 ผสมผสานเข้ารูปทรงแนวเส้นตรง  หรูหรามีระดับด้วยสีดำมันวาวแบบเปียโน พร้อมความบางพิเศษเพียง 16.5 มิลลิเมตร ซึ่งนับเป็นความบางของ LCD Monitor ในรูปแบบ LED ที่ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดเคยทำมาก่อนเลยอย่างที่บอกไปว่าตัวบอดี้จะมีลักษณะเป็นสีดำมันวาว ทำให้มันค่อยข้างที่จะสะท้อนกับสิ่งรอบข้างลองชมในมุมที่ก็จะไม่สะท้อนแสงแล้ว ส่วนหน้าจอเป็นแบบด้าน ไม่มีการสะท้อนเลยมุมด้านซ้ายบน มีคำว่า HDMI ติดอยู่ บ่งบอกถึงรองรับการใช้งานเชื่อมต่อผ่าน HDMIส่วนมุมซ้ายล่างก็จะเป็นโลโก้ Asus สีเงิน ติดอยู่อย่างหรูหราบริเวณมุมจอด้านขวาล่างจะเป็นปุ่มเมนูต่างๆ รวมถึงปุ่ม Power ด้วย (อยู่ด้านขวามุมสุด) ซึ่งลักษณะการใช้งานจะเป็นรูปแบบสัมผัส พร้อมมีไฟเรืองแสงขึ้นมา เมื่อใช้งานครับขอบจอมีลักษณะค่อนข้างจะหนานิดหน่อย แต่ก็เป็นปกติของมอนิเตอร์ทั่วไปมาชมกันที่ด้านหลังของมอนิเตอร์กันบ้าง จากภาพจะเห็นเป็นสีขวาทั้งหมด โดยจริงๆ แล้ว บริเวณกลางจอจะมีโลโก้ Asus แบบเป็นร่องลงไปแต่ไม่ลึก จึงทำให้มองไม่เห็นครับฐานจอจะมีลักษณะเป็นวงกลม (จะว่าไปเรียกว่าตัวไว้พิงน่าจะถูกกว่า) ซึ่งเป็นตัวแทนของเลขศูนย์ โดยที่ตัวจอนั้นสามารถปรับก้ม – เงย ได้นิดหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะมีเลขศูนย์อยู่อย่างเดียวมันจะทรงตัวอยู่ได้ แน่นอนมันจะต้องประกอบด้วยขาตั้งเล็กๆ ใสๆ ด้วยมาชมกันบริเวณมุมขวากันบ้าง ก็จะเป็นช่องเสียบอแดปเตอร์, ตัวล็อค Kensington และพอร์ตการเชื่อมต่อ อาทิ อินเตอร์เฟช HDMI, D-Sub และช่องหูฟัง ซึ่งแต่ละพอร์ตก็จะมีสัญญาณกำกับเอาไว้อยู่ และก็อย่างที่ทราบกันว่ามอนิเตอร์รุ่นนี้ไม่ลำโพง ในการใช้งานพอร์ต HDMI เมื่อต้องการให้เสียงออก เราก็ต้องต่อสายลำโพงเข้าไปยังช่องเสียบหูฟังขยับไปทางซ้ายอีกฝากนึงเราก็จะเจอกับสติ๊กเกอร์ ที่ไว้ใช้บอกรายละเอียดของตัวจอรุ่นนี้บริเวณขอบจอด้านล่างก็จะมีตัวรอง (ลักษณะคล้ายๆ ยาง) ไม่ให้ขอบสัมผัสกับพื้นตรงๆ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความหนืดในการวางจออีกด้วยอย่างที่บอกไปว่าตัวจอมีความหนาเพียง 16.5 มิลลิเมตร เราก็เลยมาดูเก็บภาพมาให้ได้ชมกันซะหน่อยและด้วยเหตุที่บางจึงทำให้อแดปเตอร์ไฟ ต้องแยกมาอยู่ด้านนอก แต่ขนาดก็จัดได้ว่าเล็ก ไม่รบกวนหรือเกะกะพื้นที่เท่าไหร่นัก
บทความ: มาเรียนรู้หลักการทำงานการแสดงภาพ 3มิติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันเถอะ
คงต้องยอมรับกันนะครับ ปีนี้กระแส 3มิติ มาแรงเหลือเกิน ถ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการไอทีกันมาบ้าง เราก็จะเห็นผู้ผลิตทีวีหลายๆ ค่าย เปิดตัวทีวี 3มิติกันอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่งาน CES 2010 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแล้ว อีกทั้งในตอนนี้ก็ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ก็สนใจที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3มิติ กันทั้งนั้นเลย ถ้าหากยังนึกไม่ออกว่ามีภาพยนตร์เรื่องอะไรที่เป็น 3มิติ บ้าง ก็ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Avatar” กันดูนะครับ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ 3มิติ อย่างโรง IMAX สยามพารากอน หรือตอนนี้ถ้าใครได้ถอยทีวี 3มิติ พร้อมกับภาพยนตร์ Avatar ที่เป็น Blu-ray แบบ 3มิติ มาแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าเหมือนได้ร่วมผจญภัยอยู่บนดาวแพนโดร่าก็ไม่ปานนะครับแต่สำหรับใครที่จะซื้อทีวี 3มิติ เพื่อมาไว้รับชมกันภายในบ้าน ภายในครอบครัว ก่อนที่จะไปสัมผัสตัวจริงกันอยากจะให้มาเรียนรู้หลักการแสดงภาพ 3มิติ ก่อน ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 4หลักการทำงาน คือ Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจริงๆ เทคโนโลยีอย่างการแสดงภาพ 3มิติ มันมีมานาน ถ้านับกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 แล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะใช้เป็น แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เครื่องอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยให้เราสามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงานอย่างง่ายๆ คือ การแสดงภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน ซึ่งภาพทั้งสองภาพนั้นจะมีโทนสีที่แตกต่างกันคือมี สีแดงและสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีมุมมองเหลื่อมกันอยู่เล็กน้อย ถ้าเรามองด้วยตาเปล่า เราก็จะเห็นเป็นเพียงภาพเบลอๆ เรียกได้ว่าถ้าดูนานๆ อาจจะตาลายหรือเวียนหัวกันทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นแดง-น้ำเงิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นตัวฟิลเตอร์ กรองสีที่ไม่ตรงกับสีของแว่นตาออกไป โดยที่แว่นตาสีแดงจะกรองภาพสีแดงออกไปให้เห็นแต่ภาพสีน้ำเงิน ส่วนแว่นตาสีน้ำเงินก็จะกรองภาพส่วนที่เป็นสีแดงออกไป ทำให้ตาทั้งสองเห็นภาพที่แตกต่างกัน สมองจะตีความด้วยการรวมภาพที่มองเห็นแตกต่างกันสองภาพ อีกทั้งมีมุมแตกต่างกัน ผลที่ได้คือเราจะมองเห็นเป็นภาพ 3มิติ  นั่นเอง ข้อสังเกตของหลักการ  Anaglyph ก็คือ ภาพที่เรารับชมจะมีสีสันไม่สดใสเท่าที่ควร แต่มีต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงมาก Polarized 3-D Glassesหลักการแบบ Polarized นี่คือหลักการทำงานของ 3มิติ ที่อยู่ในยุคปัจจุบัน อย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงโรงภาพพยนตร์ 3มิติ อย่าง IMAX อีกด้วยการทำงานจะมีความคล้ายคลึงกับ Anaglyph โดยใช้การแสดงภาพมาลงที่เฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ในคราวนี้จะไม่ใช่สีเป็นตัวฟิลเตอร์ แต่จะใช้แนวการวางตัวของช่องการมองเห็นแต่ละภาพที่ฉายซ้อน กันอยู่ เช่น จากในภาพแว่นตาข้างซ้ายจะเห็นมองเป็นภาพที่ผ่านช่องในแนวตั้ง ส่วนตาขวาจะมองเห็นภาพที่ช่องในแนวนอน ซึ่งทั้งสองภาพมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นมันก็จะเข้าหลักการเดิม นั่นก็คือ การทำให้ตาแต่ละข้างของเรามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน เมื่อสมองพยายามรวมภาพทั้งสองที่มีความแตกต่างของมุมมอง ภาพที่เห็นจึงเกิดเป็น 3มิติ ซึ่งแว่นตาของ Polarized จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก Paralax Barrier ในปัจจุบันนั้นเราอาจจะยังไม่เห็นหลักการทำงานแบบ Paralax Barrier นี้เท่าไหร่นัก แต่เชื่อได้เลยว่ามันจะต้องเป็นหลักการทำงานที่ทีวี 3มิติ ยุคถัดๆ ไป นำใช้กันอย่างแน่นอน เพราะว่า Paralax Barrier ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นตา 3มิติ มาให้เราสวมใส่ เราก็สามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ด้วยตาเปล่าๆ ของเราเองได้ทันที ที่พอจะนึกออกตอนนี้ก็จะมีเพียงกล้องดิจิตอล Fujifilm 3D W1 ที่เราสามารถมองเห็นภาพถ่ายบนจอ LCD ของกล้องเป็น 3มิติ ได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยแว่นตาแต่อย่างใด ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือ จะใช้วิธีแบ่งภาพที่มีมุมมองต่างกันเป็นแท่งๆ วางตัวสลับกัน (เหมือนเส้นสแกนในทีวี แต่ทีวีจะใช้ภาพมุมมองเดียวกัน) โดยมี Parallax Barrier ที่เป็นชั้นกรองพิเศษสามารถแบ่งแต่ละส่วนของภาพให้ตาแต่ละข้างที่มองผ่าน ชั้นนี้มองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกันได้พร้อมกัน แน่นอนว่าสมองของเราพยายามที่จะรวมภาพที่มีมุมมองต่างกันให้เป็นภาพเดียว เราก็จะมองเห็น เป็นภาพ 3มิติ ซึ่งถ้าจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ Parallax Barrier ทำหน้าที่ฟิลเตอร์ภาพทั้งสองภาพ ให้ตาแต่ละข้างได้มองเห็นคนละภาพกันครับ  Active Shutter Glassesหลักการทำงานนี้เรียกได้ว่านิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายกันเลยทีเดียว สำหรับทีวี 3มิติ ในยุคปัจจุบัน ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็มี Samsung และ Panasonic ที่ใช้หลักการของ Active Shutter Glasses นับได้ว่าจากที่ผมเคยทดลองใช้งานแล้ว มันก็ได้ผลลัพธ์ทีน่าประทับใจจริงๆ ซึ่งการทำงานของ Active Shutter Glasses จะต้องอาศัยทีวีที่มีความถี่ในการแสดงภาพ 120Hz เป็นอย่างต่ำด้วย เพราะจะต้องแสดงภาพในเฟรมแรก สมมุติว่าเป็นตาซ้าย เฟรมถัดมาจะเป็นตาขวา เพราะฉนั้นการแสดงภาพจะเป็น ซ้าย – ขวา – ซ้าย – ขวา … จนครบ 120 เฟรม คิดเป็น 1 วินาที จะเห็นว่าตาซ้ายและขวาจะเห็นข้างละ 60 เฟรมพอดี ซึ่งเป็นความถี่ขั้นต่ำที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าภาพสั่น อีกทั้งการทำงานนี้จะต้องอาศัยแว่นตา Active Shutter อีกด้วย เนื่องจากตัวแว่นจะทำหน้าที่สื่อสารกับตัวทีวีว่าจะบังตาข้างไหน เช่น เฟรมแรกเป็นตาซ้าย ทีวีจะบอกให้แว่นปิดตาขวา หรือถ้าทีวีแสดงเฟรมที่ต้องใช้ตาขวาดู ก็จะบอกให้แว่นบังตาซ้ายเอาไว้ เพราะฉะนั้นตัวแว่นเองก็ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสื่อสารกับทีวี จึงทำให้แว่นแบบนี้มีราคาสูงกว่าแว่นตาที่ใช้หลักการ Polarized ที่ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่เลยครับทั้งหมดนี่คือหลักการทำงานของการแสดงภาพ 3มิติ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันนะครับ  ยังไงเร็วๆ นี้ จะมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3มิติ ที่อยู่บนทีวีโดยเฉพาะเลย ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันให้ได้นะครับ LCDSPEC.  ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.onlineschools.org/blog/how-3d-works/
30 กรกฎานี้ ก่อนใครที่ญี่ปุ่น ชาร์ป เปิดตัว BDXL 100 กิ๊ก
หลังจากจากการเสนอมาตรฐาน BDXL สิ้นสุดลง ชาร์ปได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เผื่อออกวางจำหน่ายเป็นเจ้าแรก ด้วยแผ่น Blu-ray VR-100BR1 ได้ใช้เทคโนโลยีแบบ Triple-Layer เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากถึง 100 กิ๊กไบต์ และสำนักข่าวยังได้รายงานมาอีกว่าจะมีแผ่นแบบ Quad-Layer ที่ให้ความจุมากถึง 128 กิ๊กไบต์ แต่อย่างไรก็ดีราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันโดยสนนราคาอยู่ที่ 5000 เยน หรือประมาณ เกือบๆ 2 พันบาทก็เลยถูกตั้งคำถามว่าในราคาขนาดนี้เราจะไปซื้อเป็น Ext. Harddisk ไม่ดีกว่าหรอ เพราะว่าแผ่น Blu-ray ดังกล่าวนี้สามารถเล่นได้บนเครื่อง Blu-ray DVR ของชาร์ปเท่านั้น แล้วราคาของมันอีกหล่ะ ??? ซึ่งตัว BD-HDW700/70 ก็ยังเป็นแค่เครื่องต้นแบบอยู่และต้องรออีกสักระยะจึงจะออกวางจำหน่ายที่มา : engadget.com
LCDSPEC พาเที่ยวงาน Electronica Showcase 2010 ภาค1
พบกับ LCDSPEC  อาสาพาเที่ยวงาน Power Mall Electronica Showcase @ Siam Paragon กันนะครับ ซึ่งงานนี้อย่างที่ทราบกันคืองานมหกรรมที่รวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า (อย่าง TV ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย) และสินค้าไอทีต่างๆ อาทิ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มือถือ ที่จัดได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งปีงานหนึ่ง ที่ให้คุณได้ช้อปสนั่นกรุงก่อนใครรับส่วนลดคืน รวมสูงสุด 21% ในวันที่ 30 มิถุนายน – 11 กรกฎาคมนี้  ณ Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอนสำหรับใครที่ยังไม่ได้ชมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก็สามารถชมกันได้ ที่นี่ ครับบริเวณด้านหน้าของงาน ที่จัดขึ้น Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน สำหรับการเดินทางแนะนำให้มารถไฟฟ้ากันนะครับ แล้วตรงขึ้นลิพท์มาเลย น่าจะสะดวกสุดตรงบันไดเลื่อนก็จะมี Directory Board อยู่ ใครเข้ามาแล้วยังงงๆ สามารถดูตรงจุดนี้ได้ด้านหน้าของทางเข้าจะเป็นเวทีที่ไว้จับลุ้นโชค iPad ทุกวัน สำหรับคนที่ซื้อสินค้าทุกๆ 3,000 บาท รวมถึงยังเป็นที่ประมูลสินค้าอีกด้วยด้านหน้างานอีกเช่นกัน เราจะพบกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นแฟชั่น จัดแสดงอยู่เครื่องซักผ้า ทีวี ชุดโฮมเธียร์เตอร์ ก็จัดได้ว่าอยู่ในรูปแบบของแฟชั่นเห็นน้องเค้ายืนเหงาๆ เลยกดมาฝากกันซักหนึ่งภาพครับส่ววนี่ก็จะเป็นของรางวัลต่างๆ เพียงคุณจับจ่ายสินค้าภายในงาน Power Mall Electronica Showcaseก่อนเข้างาน แวะมาดูการประมูล ชุดโฮมเธียร์เตอร์จาก Philips สุดเร้าใจซักเล็กน้อยเอาล่ะครับ มาเข้าชมงานกันดีกว่าเจอก่อนเลยกับบูธ Canon ที่ขนกล้องดิจิตอล มาแบบทุกรุ่น ทุกซีรี่ย์อดใจไม่ได้ กับความน่ารักของพริ้ตตี้สาวโทรศัพท์มือถือก็มีมานะครับทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่เดียวผู้ให้บริการก็มีมา อย่างบูธนี้ก็จะเป็น DTAC  ที่มี BB โปรโมชั่นเด็ดมาพร้อมกับพริ้ตตี้สาวคนเดิม (น่ารักเหมือนเดิมด้วย)บูธ AIS ก็มานะครับ พร้อมให้ทดลองการใช้งาน 3G กันแบบสดๆ ภาพ โน้ตบุ๊กพร้อมมีพริ้ตตี้สาวคอยให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลสินค้าป็นอย่างดีกล้องต่างๆ ก็มากันเพียบอย่าง Fujifilm ที่มีตัว HS10 สุดแจ่มOlympus ก็นำ PEN E-PL1 มายั่วน้ำลายเช่นกันNikon ก็ไม่พลาดเหมือนกันที่จะมาเปิดบูธ พร้อมกับมีเลนส์ Super Tele มาโชว์อีกเช่นเคย ว่าแต่จะลองขึ้นไปส่องสาว แต่ดันไม่มีมุม – -aPanasonic นำกล้องดิจิตอล Lumix มาทั้งกองทัพกล้องวีดีโอก็มีอย่าง JVC และ Sanyoแต่ ณ นาทีนี้ คงไม่มีใครโดดเด่นเท่า Sony NeX-5 อีกแล้วเด่น ไม่เด่นยังไง ดูจากภาพนี้ได้ ว่าผมไปโฟกัสที่ไหนไปต่อกันเลยที่หน้า 2 >>>
POWER BUY EXPO 2010 อลังการสุดยอดเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร
สร้างสรรค์ ผสานเทคโนโลยี รวมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์มนุษย์ได้อย่างลงตัวเพาเวอร์บาย ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ในเครือบริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระดมพันธมิตรยักษ์ใหญ่ แห่งวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า กว่า 200 แบรนด์ดัง ระดับโลก จัดงานยิ่งใหญ่แห่งปี “Power Buy Expo 2010” ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท อัดโปรโมชั่นกระตุ้นอารมณ์การจับจ่าย เสริมทัพด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย ตอกย้ำกับส่วนลดสูงสุด 21 %กับบัตรเครดิตชั้นนำ จุใจกับเงื่อนไขพิเศษมากมายแห่งปี พร้อมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ‘นาทีทอง’ ลดถล่มราคา วันต่อวัน ชี้แอลซีดี ทีวี โทรศัพท์มือถือ และเครื่องปรับอากาศ ได้รับการตอบรับสูงอย่างต่อเนื่อง มาแรงกวาดยอดขายในงาน สวนกระแสการเมืองไทยคาดยอดขายกว่า 450 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตกว่า 10% โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่  23 ก.ค. – 3 ส.ค. เต็มพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. ของชั้น 1, 3 (สกายฮอลล์), 4 และ 5  ศูนย์ การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว .นาย สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวถึงแนวคิดใหม่ ในการจัดงาน Power Buy Expo 2010 ในครั้งนี้ว่า “เพาเวอร์บาย เน้นความพิเศษ ด้วยนวัตกรรมสินค้าที่สร้างสรรค์ความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและยังเน้นเรื่อง ของแฟชั่นเพื่อชีวิตที่ทันสมัยในโลกยุคปัจจุบันการตั้งเป้ายอดขายโดยรวมของ งาน นายสุทธิสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า .. บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 450  ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีที่แล้ว 10% ปีนี้เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชะลอการจับจ่ายไว้เพื่อมาซื้อในงานที่กำลังจะ จัดขึ้น เนื่องจากได้รับส่วนลดและโปรโมชั่นทั้งจากทางเพาเวอร์บายเอง รวมถึงพันธมิตรแต่ละแบรนด์อีกด้วย  และใช้งบประมาณการตลาด ไปกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญ ที่มีส่วนในการกระตุ้นยอดขายนั่นคือ โปรโมชั่นจากบัตรเครดิต การให้บริการสินเชื่อผ่อนชำระ จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่จูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ในทันที โดยเฉพาะ ข้อเสนอพิเศษโปรโมชั่น 0% และของสมนาคุณมากมายแนวคิดสำคัญการจัดงาน เน้นความพิเศษ ด้วยนวัตกรรมสินค้าที่สร้างสรรค์ความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและยังเน้นเรื่อง ของแฟชั่นเพื่อชีวิตที่ทันสมัยในโลกยุคปัจจุบัน  โดยพิธีเปิดจะนำเสนอแนวคิด “Futuristic Fashion Show” ที่ได้รับการสร้างสรรค์ ผสานเทคโนโลยี เข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ได้อย่างกลมกลืน ผ่านเสื้อผ้า Haute couture ที่ออกแบบพิเศษ ทั้ง 10 ชุด  โดยการนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ที่ใช้แล้ว นำกลับมาใช้ซ้ำ อาทิ การนำชิ้นส่วนหลอด LED ที่ใช้แล้ว นำมาประดับเป็นชุด โดยใช้แสงไฟจากพลังงานแบตเตอรี่ที่ติดอยู่กับชุด เป็นตัวเล่นสีสันให้กับงาน ฯลฯ.ในส่วนพื้นที่จัดแสดงสินค้า ปีนี้มีความพิเศษกว่าครั้งก่อน แบ่งพื้นที่ในการโชว์สินค้า กว่า 10,000 ตร.ม. ได้เป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ทั่วทั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว  ได้แก่ …บริเวณชั้น 1 โซนโทรศัพท์มือถือ , กล้องดิจิตอล ( Mobile Phone  , Camera , Acc , GPS , Apple)บริเวณ ชั้น 3 (สกายฮอลล์)  (Home Appliance) โซนเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ไม่ว่าจะป็น ตู้เย็น , เครื่องซักผ้า , เครื่องปรับอากาศ , ไมโครเวฟ , เตารีด , เครื่องดูดฝุ่น และอื่นๆอีกมากมายบริเวณ ชั้น 4 โซนอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน , อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความพิเศษสำหรับโซนนี้ด้วยสินค้าจาก Homeworks  และ Supersportsบริเวณ ชั้น 5 (บางกอกคอนเวนชั่นฮอลล์) (AV + Music + Computer + OA. Zone) โซน แอลอีดี /             แอลซีดี ทีวี , พลาสมา ทีวี , ชุดโฮมเธียเตอร์ , เครื่องเสียง , คอมพิวเตอร์ และ เครื่องใช้สำนักงาน)และภายในงานฯ พบกับสินค้านวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พร้อมนำเสนอในงานนี้ ได้แก่ …ADAMO Notebook by DELL มีจุดเด่นอยู่ที่ความเพรียวบาง หนาเพียง 9.9 มิลลิเมตร (บางที่สุดในโลก) น้ำหนัก 1.44 กก. ตัวบอดี้ทำจากอลูมิเนียม ขึ้นรูปเพียงชิ้นเดียว เมื่อเปิดเครื่อง ส่วนหลังจะทำหน้าที่เป็นขาตั้ง เพื่อสะดวกในการพิมพ์ มาพร้อมสมรรถนะ Intel Core 2Duo (1.4 GHz.) จอขนาด 13.4 นิ้วPanasonic: Lumix G2K ให้คุณเป็นมืออาชีพได้ง่ายๆ กับกล้อง Single เลนส์ระบบ Micro 4/3 Live MOS Sensor เลนส์ Lumix G 14-42 มม. / F 3.5 มาพร้อมโหมดอัจฉริยะ iA และจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 3 นิ้ว แบบพับหมุนได้HTC WILDFIRE เป็นโทรศัพท์ที่จะได้อัพเดตเป็น Android 2.2 โดยจะเป็นการอัพเดตแบบ OTA (โดยการอัพเดตผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยตรง ) ระบบ Android 2.1 with HTC Sense มาพร้อมหน้าจอ Capasitive ขนาด 3.2 นิ้ว พร้อม hTC SENSE รองรับการแสดงผลแบบ QVGA 240 x 320 pixels ,                CPU : Qualcomm ความเร็ว 528 GHz กล้องดิจิตอล 5.0 Megapixles พร้อม Autofocus , รองรับระบบ 3 G (HSDPA) , Wi-Fi , มีระบบนำทาง GPS , A-GPS T FT จอสัมผัส Capacitive และ Multi-touchFORA : Solar set นวัตกรรมใหม่ที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งชุด ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) ประกอบด้วย พัดลม ไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟแขวนผนัง วิทยุนาฬิกา และเครื่องเล่น CD /MP3 มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ได้รับรางวัลถึง 3 รางวัล Reddot Design Award, Good Design และ iF Product Design Award.จากความสำเร็จทุกครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าลูกค้าตอบรับงาน Power Buy Expo  เป็นอย่างมาก ทำให้มียอดขายและจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกครั้ง โดยตั้งเป้าขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ด้วยความพร้อมด้านสถานที่จัดงานคือ  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว    การเดินทางสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ หรือ ทางรถไฟฟ้า (BTS) ทั้งสถานีหมอชิต หรือรถฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีพหลโยธิน ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้าชมงานที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองต่างๆ ได้อย่างดี พร้อมที่จอดรถรองรับรถยนต์ หมุนเวียนเข้า – ออกได้ถึง 35,000 คันต่อวัน และยังเป็นงานยิ่งใหญ่อีกงาน ก่อนที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จะปิดทำการปรับปรุงในต้นปี 2554 อีกด้วย.ด้านไฮไลท์โปรโมชั่นภายในงานฯ ทางเพาเวอร์บาย มอบทางเลือก ทั้งผ่อน ทั้งลดและรับเพิ่มของสมนาคุณสุดคุ้ม กับบัตรเครดิต ชั้นนำ หรือ เลือกลดเพิ่ม 3 ต่อ สูงสุด 21 %  ต่อที่ 1 อภิสิทธิ์เฉพาะบัตรเซ็นทรัล เครดิตคาร์ด และ โรบินสัน วีซ่า  ต่อที่ 2 รับบัตรกำนัลเพาเวอร์บายสูงสุดถึง 16,000 บาท (ทั้งชำระเต็มจำนวน และแบ่งชำระ) ต่อที่ 3 รับบัตรกำนัลเพาเวอร์บาย 10,000 บาทเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป และใช้คะแนน              The 1 Card 5,000 คะแนนในส่วนโปรโมชั่นพิเศษที่คาดว่าจะได้รับความสนใจมากอีกเช่นเคย ได้แก่ ‘สินค้านาทีทอง’ ลดถล่มราคา        วันต่อวัน  โดยจะจัดวันละ 3 รอบ เฉพาะช่วงเวลา 12.00 , 16.00 และรอบ 20.00 น. นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกรับเพิ่มกับของสมนาคุณสุดคุ้ม กับบัตรเครดิตชั้นนำ และสิทธิพิเศษจาก The  1 Card  เมื่อนำคะแนน 600 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท (จากปกติ 800 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท)  และบริการอื่นๆอีกมากมาย.นอกจากนี้เรายังได้รวมเอางานกอล์ฟ ของ Supersports และสินค้าตกแต่งบ้านจาก Homeworks มาร่วมแสดงและจำหน่ายอยู่ภายในงานฯอีกด้วย โดยมีสินค้าตกแต่งบ้านจาก “โฮมเวิร์ค”(Homeworks) เช่น เก้าอี้นวดไฟฟ้า, เครื่องนอน, ชุดครัว, เครื่องครัว, โคมไฟ, อุปกรณ์ไฟฟ้า,อุปกรณ์ตกแต่งห้องน้ำ ฯลฯ มอบส่วนลดสูงสุด 70% พร้อมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน และสามารถรวมยอดซื้อกับ เพาเวอร์บาย เพื่อรับของสมนาคุณจากบัตรเครดิตต่างๆที่ร่วมรายการ (ยกเว้น UOB แบบผ่อนชำระ)ส่วน “ซูเปอร์สปอร์ต”(Supersports) จัดงาน “Supersports Golf Sale 2010” ขนสินค้าและอุปกรณ์กอล์ฟจากหลายหลากแบรนด์ดังลดสูงสุด 70%  อาทิ TITLEIST, COBRA, FOOTJOY, TAYLORMADE, ADIDAS, CALLAWAY, ODYSSEY, NIKE GOLF, KASCO, MIZUNO, TOURSTATE, PING, HONMA, TSURUYA, WILSON ฯลฯ  นอกจากนั้นยังได้พบกับสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดในราคาพิเศษ, สินค้าราคาพิเศษลดสูงสุดภายในงานซึ่งมีจำนวนจำกัด   สิทธิพิเศษสุด!! สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต Central Card รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 27%   และสมาชิก The1Card  รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อทันที  ต่อที่ 1 ลดเพิ่ม 10%  เมื่อซื้ออุปกรณ์กอล์ฟที่ร่วมรายการ ต่อที่ 2 คะแนน The1Card 500 คะแนนแลกรับส่วนลด 100 บาท(จากปกติ 800 คะแนน )ต่อที่ 3  ทุก 25 บาทรับคะแนนthe1Card 1 คะแนน สะสมใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า.ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดและแผนโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในงาน บริษัทฯ ใช้ทุ่มงบประมาณทางการตลาดกว่า 60 ล้านบาท ครอบคลุมทุกสื่อ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายให้มากที่สุด อาทิ บิลบอร์ด 15 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล  / สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และนิตยสารไอที  / สื่อโทรทัศน์ ได้แก่ รายการสกู๊ปข่าว สื่อวิทยุ รวมทั้ง สื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้า BTS  Banner และสื่อ Smart sign ทุกจุด ทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือกับบัตรเครดิตในการแทรกโปรโมชั่นใน Direct mail กว่า 3 ล้านรายชื่อ  และกระจายแผ่นพับ ทั่วกรุงเทพและปริมณฑลกว่า 500,000 ใบ พร้อมสร้างกระแสผ่านอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Viral Marketing และเว็บไซท์ต่างๆ อีก”นายสุทธิสาร ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “พิธีเปิดงานในครั้งนี้ จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี นอกจากเปิดตัว 4 สุดยอดสินค้านวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของปี 2553 แล้ว ยังมีสุดยอดโชว์ “Futuristic Fashion Show”  อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ และผู้บริหาร จากแบรนด์พันธมิตรยักษ์ใหญ่ให้เกียรติร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยพิธีเปิดงาน “Power Buy Expo 2010” จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม นี้  เวลา 10.30 – 12.00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว” นายสุทธิสารกล่าว
BeoVision 7 จอใหม่ใหญ่ขนาด 55 นิ้ว สวย หรู ดูมีระดับ แล้วคุณจะต้องรักมัน
By: admin | Date: 26 February 2010 | อ่าน 2,361 | 1 ความเห็น

BeoVision_1

BeoVision 7 จอคุณภาพดีมาอีกแล้ว แต่คราวนี้ไม่ธรรมดาเพราะมีขนาดความกว้างถึง 55.5 นิ้ว ความละเอียดระดับ 1080 พิกเซล ดึงดูดความสนใจจากผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ด้วยค่า Response time 6 ms และค่าคอนทราส เรติโออีก 4,000 : 1 รวมทั้งความสามารถในการเชื่อมต่อเข้ากับเครื่องเล่น Blu-ray และลำโพงคู่งาม ที่ได้รับการดีไซน์มาเป็นอย่างดี มีรูปร่างทันสมัย ดูสวยไปอีกแบบ (แต่ดูไปแล้วคล้ายๆ แก้วกินน้ำขนาดใหญ่)นับเป็นอีกสิ่งที่ดึงความสนใจจากเราได้ ทั้งนี้จากการตรวจสอบในส่วนของ Motorized Stand และ เครื่องเล่น Blu-ray นับได้ว่ารูปแบบการดีไซน์นั้น “สวย หรู ดูมีระดับจริงๆ” อีกทั้งคุณภาพของการแสดงผลที่ได้นั้นก็ไม่เลว ซึ่งสามารถพูดได้ว่า “สุดยอด” สำหรับประสบการณ์ในการรับชมภาพแบบ HD กับพาแนลนี้ เรื่องราคาขายปลีกจากตัวแทนจำหน่ายหรือดีลเลอร์นั้นอยู่ที่ $18,700 หรือประมาณ 654,500 บาท ส่วนใครสนใจจะอ่านรีวิวแบบทุกซอกทุกมุมของจอตัวนี้ก็สามารถเข้าไปดูได้เลยที่ Flatpanels HD.com ครับ

BeoVision_3

BeoVision_4

BeoVision_5

BeoVision_2

ที่มา : flatpanelshd.com

 
 
Comments ความคิดเห็น (1)
Anonymous (112.142.96.xxx) | 23/04/2553 : 06:15      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor Netflix OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online