Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review: Toshiba 42ZV600T – LCD TV 42" Full HD ตัวเทพไม่เกรงใจใคร
กิจกรรมร่วมสนุก >>> บทความนี้มีตุ๊กตาหมีสุดน่ารักแจกนะครับพบกับการีวิว  LCD TV ระดับท๊อปกันอีกแล้วนะครับ ซึ่งในวันนี้ก็ถึงทีของ LCD TV จากทาง Toshiba ในรุ่น REGZA 42ZV600T ด้วยขนาดหน้าจอ 42นิ้ว ที่หลายๆ คน ให้ความสนใจ พร้อมด้วยความละเอียดที่เป็น Full HD  ซึ่งในซีรีย์ ZV จะมีจุดทีโดดเด่นแตกต่างกว่าซีรีย์รองๆ อย่าง RV, CV, AV ก็คือ จอภาพแบบกระจกที่ให้ได้ภาพที่สดใส พร้อมด้วยตัวประมวลผลภาพสุดเจ๋งอย่าง Meta Brain Premium และ 14 Bits Processing อีกทั้งในส่วนของเสียงยังมี REGZA WOOFER ช่วยเพิ่มความกระหึ่มแบบไม่ต้องอาศัยเครื่องเสียงภาพนอกเลย แต่ก็อย่างเพิ่งด่วนสรุปกันไปกับสเปกที่กล่าวมา เพราะเราจะมาพิสูนจ์กันที่บทความรีวิวนี้ครับ ว่าจะแจ่มจริงแค่ไหนถึงแม้จะเป็นเพียง LCD TV แต่ก็อัดแน่นด้วยเทคโนโลยีที่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพการแสดงผลภาพและเสียง ที่หาไม่ได้ใน LCD TV ทั่วไป*** มีกิจกรรมร่วมสนุกส่งท้ายด้วยนะครับ เป็นรางวัลตุ๊กตาหมีสุดน่ารักซะด้วย อย่าพลาดร่วมสนุกกันนะครับ อยู่ในส่วนของหน้าสุดท้าย ***ด้วยหน้าจอขนาด 42 นิ้ว ที่กำลังพอเหมาะกับห้องที่มีขนาดใหญ่อย่างห้องรับแขก และสเปกที่มีมาให้จัดได้ว่าเหนือกว่าเป็นพื้นฐานของ LCD TV ในสมัยนี้ อย่าง Clear Scan 200 และ 3D Colour Management, Resolution +ที่จะมาช่วยในส่วนของการจัดการภาพในการแสดงผล พร้อมด้วยช่องเสียบ USB และ SD Card แต่ก็เป็นที่น่าสังเตว่าเล่นได้เพียงไฟล์ภาพ JPEG เท่านั้น ไม่สามารถเล่นไฟล์เสียงหรือไฟล์วีดีโอได้แต่อย่างใดสามารถชมสเปกเต็มๆ ได้ผ่านคลิกนี้ครับราคาก็จัดได้ว่าสูงกว่า LCD TV ทั่วไป หรือหลายๆ คนคงคิดในใจแล้วว่า ราคาเท่านี้ได้ LED TV ได้อย่างสบายๆ เลยสำหรับการออกแบบดีไซน์ โดยรวมแล้วบอกได้เลยว่าค่อนข้างจะออกแนวอนุรักษ์นิยม โดยมีการเน้นเป็นสีดำเปียโนเป็นหลัก พร้อมกับมีเม็ดคริสตันสีเงินประดับตกแต่งอยู่รอบๆ ของขอบจอ เพิ่มความหรูหรา พร้อมกับความหนาของตัวเครื่องที่จัดได้ว่าอวบอั๋นใช้ได้อย่างที่แจ้งไปในส่วนสเปกว่าเป็นจอแบบกระจก จากภาพก็จะเห็นเลยว่าสะท้อนน่าดูชมทีเดียวโลโก้ Toshiba เป็นแบบไฟเรืองแสงสีขาว ที่ช่วยสร้างความโดดเด่นมุมขวาบนจะเป็นโลโก้ REGZA พร้อมกับมีกระดาษติดเอาไว้ บอกอัตรการใช้พลังงานส่วนแถบด้านซ้ายก็จะเป็นสติ๊กเกอร์ที่บอกถึงคุณลักษณะต่างๆ ที่มีมาในตัว REGZA 42ZV600T ตัวนี้มุมด้านซ้ายล่างก็จะเป็นโลโก้ HDMI และ AUDYSSEYมุมขวาล่างก็จะเป็นไฟสถานะการทำงานและเซ็นเซอร์การตรวจวัดแสงด้านขวาทางขวาจะเป็นพาเนลปุ่มต่างๆ ที่ใช้ควบคุมทีวี รวมถึงยังมี SD Card Slot อยู่ในจุดนี้ด้วยฐานของจอดูจากภาพจะเห็นว่ามีขนาดที่ใหญ่พอสมควรเมื่อเทียบกับขนาดของจอ ซึ่งก็จัดได้ว่ามั่งคงแข็งแรง แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่สามารถปรับหมุนซ้าย – ขวา ได้ด้านหลังเครื่องจะเห็นโลโก้ REGZA อยู่บริเวณตรงกลาง พร้อมแผงช่องต่อหลักที่จะอยู่ทางด้านซ้าย รวมถึงปลั๊กไฟแบบ 2 ขา ที่เป็นแบบ Built in ติดมากับตัวเครื่องช่องระบายวามร้อนด้านบน พร้อมจะเห็ยความอวบของเจ้า LCD TV รุ่นนี้สติ๊กเกอร์ด้านหลังที่บอกรายละเอียดต่างๆ ของเครื่อง ซ฿่งอย่างน้อยก็บอกให้ทราบว่า Made In Indonesiaมาถึงส่วนของการเชื่อมต่อกันแล้วนะครับ สำหรับ Toshiba REGZA 42ZV600T มีช่องทางการเชื่อมต่อไปยังอุปกรณ์ต่างๆดูประกอบกับตารางได้เลยจากภาพเป็นการเลือกสัญญาณจาก HDMI2ดูจากภาพด้านบนทั้งหมด ก็รู้ได้เลยว่ามีพอร์ตการเชื่อมต่อที่ครบครันอย่างแน่นอน แต่เป็นที่น่าสังเกตคือมีการติดตั้งทั้งพอร์ต USB และ SD Card Slot มาให้เลยดีไซน์เรียกได้ว่าดูเรียบๆ ออกแนวเฉยๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ก็มีปุ่มการใช้งานหลักให้มาอย่างครบถ้วน อย่างปุ่ม Menu, Audio, Setup โดยปุ่มจะมีขนาดที่ค่อนข้างเล็ก ใช้งานจริงอาจจะลำบากซักเล็กน้อยพร้อมปุ่มบังคับ 4 ทิศทางทำให้ และปุ่ม “OK” ตรงกลางเพื่อเลือกสำหรับแหล่งพลังงานของรีโมทนี้ใช้ถ่าน AAA 2 ก้อน
บทความ: LED TV เหนือกว่า LCD TV ทั่วไปอย่างไร
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีอะไรที่อยู่เบื้องหลังความหรูหรา เพรียวบาง งดงามของดีไซน์ และความสามารถในการแสดงภาพของ LED TV ที่ทำได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจกว่าภาพที่ได้จากจอ LCD TV ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด?ในช่วงปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาเทคโนโลยี LED TV ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าของวงการ HDTV เลยทีเดียว เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากทำให้การออกแบบจอ LCD ให้มีความบางมากๆ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วมันยังช่วยปรับปรุงและลบข้อด้อยของเทคโนโลยี LCD ในหลายๆ แง่ได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีการผลิต LED ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ LED TV รุ่นหลังๆ มีประสิทธิภาพสูง ทนทาน และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราได้ใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในราคาถูกลงเรื่อยๆ ในปี 2010 นี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนกับ LED TV ดีๆ สักเครื่อง มาติดตามกันเลยครับว่า LED TV นั้นมีข้อดีอย่างไรบ้างในด้านเทคนิค LED TV ยังถือว่าเป็น LCD TV ประเภทหนึ่ง โดยทั้งคู่ต่างก็ใช้ Liquid Crystal Display (LCD) ในการแสดงภาพที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดสัญญาณเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างของ LED TV นั่นคือเทคโนโลยี backlighting นั่นเองหลอด backlight ที่นิยมใช้กับ LCD TV ในปัจจุบันมี 2 ประเภท ได้แก่ backlight แบบ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ซึ่งเป็น backlight ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และพบได้ทั่วไปใน LCD TV หรือ LCD Monitor ส่วน backlight อีกประเภทที่น่าจะเข้ามาแทน backlight แบบ CCFL ในไม่ช้า คือ backlight แบบ LED (Light-Emitting Diode)การนำหลอด LED มาใช้เป็น backlight แทนการใช้หลอด CCFL นั้นจะช่วยเพิ่ม contrast ratio ให้กับจอ LCD ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้น แสดงสีดำและไล่เฉดสีเทาได้หลากหลายมากขึ้น และเนื่องจากหลอด LED มีประสิทธิภาพในการเปล่งแสงได้แรงกว่าหลอดและมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบ TV ที่มีขนาดบางลง และใช้พลังงานน้อยลงอีกด้วยเช่นเดียวกับเทคโนโลยีของ CCFL Backlight ที่มีหลายประเภท เทคโนโลยีของ LED Backlight นั้นก็มีหลายประเภทเช่นเดียวกันโดย LCD TV ที่ใช้ LED Backlight ที่มีขายในปัจจุบันมี 2 ประเภทด้วยกัน คือLED-backlit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง โดยหลอด LED ดังกล่าวจะเป็นแบบสีขาวทั้งหมด หรือเป็นแบบสามสี (แดง เขียว และน้ำเงิน: RGB) ก็ได้ การติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง จะทำให้แผงควบคุมสามารถสั่งเปิดหรือปิดหลอด LED ดังกล่าวเป็นกลุ่มๆ ตามภาพที่แสดงอยู่บนจอในขณะนั้นได้ (เราเรียกเทคนิคนี้ว่า local dimming หรือ selective dimming)ซึ่งส่งผลให้บริเวณของภาพที่เป็นสีดำนั้นกลายเป็นสีดำสนิทอย่างแท้จริง และในกรณีที่ใช้หลอด LED แบบ RGB ก็จะช่วยทลายข้อจำกัดในการแสดงสีของจอ LCD ไปได้เลย เนื่องจากหลอด LED ทั้งสามสีนั้นสามารถผสมกันเป็นสีอะไรก็ได้ ส่งผลให้จอ LCD สามารถแสดงสีได้สมจริงยิ่งขึ้น ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้เทคโนโลยี LED-backlit ได้แก่ Sony Bravia 46X450A, เป็นต้นLED Edge-lit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED สีขาวไว้ตามขอบทั้งสี่ด้านของจอ จึงทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบจอให้มีความบางมากๆ ได้ และถึงแม้ LCD TV ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่สามารถสั่งปิด backlight เป็นกลุ่มๆ ได้เหมือนแบบแรก แต่ด้วยอานิสงส์ของหลอด LED จึงทำให้ภาพที่แสดงมีมิติมากกว่า มีความสว่าง และ contrast ratio สูงกว่า และไล่ระดับสีดำและเทาได้ดีกว่าจอ LCD TV ที่ใช้ CCFL backlight ทั่วไป ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้ LED Edge-lit ได้แก่ Sony Bravia EX700, NX700 และ NX800 series เป็นต้นSony Bravia EX700Sony Bravia NX700หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อ LED TV ของทุกๆ ท่าน และติดตามข่าวสารและบทความดีๆ เกี่ยวกับ HDTV ได้ที่นี่นะครับ LCDSPEC.
PS3 กับ 1080p แบบสามมิติ จะไปด้วยกันได้หรือไม่
ปัญหาให้สับสนเล่นกันอีกแล้ว เมื่อคู่มือการทำเกมสามมิติอย่างเป็นทางการของ PlayStation 3 กลับระบุว่า เครื่องจะแสดงผลแค่ 720p เท่านั้น ตอนนี้ทาง Sony เองก็ได้ออกมาให้รายละเอียดในการประชุมกลุ่มนักพัฒนาที่ผ่านมาแล้ว คุณ Simon Benson จาก Sony ได้อธิบายว่า แม้เกมอย่าง Super Stardust HD จะรันอยู่ที่ 1080p โดยตัวมันเองแล้ว แต่ภาพจะโดนลดขนาดมาเป็น 720p สองภาพแทน (แต่ละภาพสำหรับตาแต่ละข้าง) แต่แน่นอนเครื่อง PlayStation 3 สามารถแสดงผลภาพสามมิติด้วยความละเอียดขนาดนั้นได้ รวมทั้งภาพของ Blu-Ray ที่จะอัพเกรดในอนาคตด้วย เขายังบอกอีกว่า มันสามารถรันภาพ 720p ได้ที่ 60 เฟรมอยู่แล้ว สำหรับ Blu-Ray จะรันที่ 24 เฟรม สำหรับพวก Cinematic Game นั้นเหมาะจะรันที่เฟรมต่ำแต่ความละเอียดสูงๆ แต่ ณ ตอนนี้ตามคู่มือยังไม่สามารถทำได้ปัญหานี้อาจจะไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดกับตัวคนเล่น คุณ Benson บอกอีกว่า แม้ตัวนักออกแบบกราฟิกที่ชำนาญยังแยกภาพความละเอียดทั้งสองแทบไม่ออก เรื่องนี้ก็คงเป็นปัญหาให้คนที่มีเวลาว่างพอจะมานั่งนับพิกเซลไปเถียงเล่นกันสักพักที่มา : joystiq.com
ภาค2 LCDSPEC พาเที่ยวงาน Electronica Showcase 2010 (มีวีดีโอประกอบ)
หลังจากที่ชมส่วนอื่นๆ ของงาน Power Mall Electronica Showcase ในภาค 1 กันไปแล้ว ถึงตอนนี้เรามาเน้นหนักที่ TV กันดีกว่าสำหรับใครที่ยังไม่ได้ชมภาค 1 สามารถชมกันได้ ที่นี่ ครับหรือจะชมกันในรูปแบบวีดีโอก็ด้านล่างเลยครับมาเริ่มกันเลยกับบูธ Panasonic  คราวนี้ก็ยกขยวบ Viera รุ่นใหม่ๆ มาอีกเช่นเคยPlasma TV 3D ก็มีมาโชว์และให้ทดลองใช้งานกันภายในบูธจัดได้ค่อนข้างน่าสนใจมุมทดลองการใช้งาน Plasma TV 3Dง่ายๆ เพียงสวมแว่นตาที่ได้จัดเตรียมไว้ แล้วเปิดสวิตช์เพียงเท่านี้ เราก็จะได้สัมผัสกับภาพ 3 มิติ แล้วมีหลายมุม ให้เราได้ทดลองใช้งานผลิตภัณฑ์ต่างๆ กันมาดูส่วนของตัว TV กันบ้าง อย่างตัวนี้ก็จะเป็นตัวเด่นของ Panasonic ในครั้งนี้เลย กับรุ่น TH-P50U20 ซึ่งทาง LCDSPEC เพิ่งจะรีวิว ไปมาดๆ เองครับ <ชมรีวิวได้ที่นี่>ราคาในงานก็อาจจะดูธรรมดา แต่ที่พิเศษคือแถมเครื่องเล่น Blu-ray ซะด้วยพร้อมด้วยการรับประกันอีก 3 ปีเต็มหน้าตาของเครื่องเล่น Blu-ray ที่เราจะได้มาฟรีๆ ครับสำหรับใน Plasma TV รุ่นใหม่ๆ จาก Panasonic จะรองรับการใช้งาน Skype ด้วย แต่ในงานนี้เป็นกล้องเว็บแคมหลอกนะครับ ไม่ใช่กล้องจริงๆ แต่อย่างใดมีตัววัดการใช้พลังงานของ LCD TV ซะด้วย โชว์ให้เห็นถึงการบริโภคไฟกันไปเลยสเปกเต็มๆ ของตัวด้านบนมาชมในส่วนของราคาของ TV ต่างๆ ภายในงานบ้าง ดูกันไปเรื่อยๆ ยาวๆ เลยนะครับถ้าสังเกตกันจะเห็นว่า Panasonic รับประกันทีวีภายในงาน ขยายเป็น 3 ปีทั้งหมดเลยตัวน้องรองของ TH-P50U20เพิ่มอีก 5,000 บาท ก็ได้จอที่ใหญ่ขึ้น แถมยังได้เครื่องเล่น Blu-ray อีกด้วยรุ่นยอดนิยมเลยรุ่นนี้รุ่นนี้ก็ด้วยตัวเทพ ราคาพิเศษSony ก็มาในรูปแบบฟุตบอลโลกเลยมีการจัดมุมจำลองการใช้งานจริงของ TV Bravia ซะด้วยไมโครไฮไฟราคาเบาๆ มีให้เลือกหลายสีด้วยอีกฝั่งของ Sony จะเป็นมุม 3 มิติ ที่ให้ได้ทดลองใช้งานกันที่น่าสนใจก็คือกล้องดิจิตอล NEX-5 สามารถถ่ายภาพ 3D Panorama แล้วก็นำมาเปิดกับ TV 3 มิติ ได้อีกด้วยขนกันมาทุกซีรี่ย์ Bravia เลยรุ่นใหม่น่าสนใจก็ต้อง LED TV: EX600 เลยไปต่อกันเลยที่หน้า 2 ครับ >>>
ซัมซุงเผยโฉมเทคโนโลยีครั้งแรกในโลก “คัลเลอร์ แอลอีดี โปรเจคเตอร์” และ “โปรเจคเตอร์ จิ๋ว”
ขยายสู่ตลาด Corporate Retail มั่นใจดันยอดขายโตกว่า 600% ครั้งแรกของเมืองไทยกับการนำเสนอโปรเจคเตอร์ฟูลไลน์อัพ 8 ซี่รี่ส์ 25 โมเดล ตอบโจทย์การใช้งานแบบครบครันภายใต้แนวคิด “Color Revolution Love technology ,Love life”- เทคโนโลยีสุดยอด หนึ่งเดียวในโลก “คัลเลอร์ แอลอีดี โปรเจคเตอร์” ตอบโจทย์ธุรกิจใช้งานต่อเนื่องนาน 50,000 ชั่วโมง ให้ภาพคมชัดสว่างสมจริง- ครั้งแรกของโลกกับโปรเจคเตอร์ จิ๋ว แบบพกพา เบากว่าสมาร์ทโฟน น้ำหนักเพียง 130 กรัมซัมซุงสานต่อความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีไอที เดินหน้ารุกตลาดเครื่องฉายภาพ เปิดตัวธุรกิจโปรเจคเตอร์ในประเทศไทย ด้วยการเผยโฉมผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ 8 ซี่รี่ส์ กว่า 25 รุ่น พร้อมผลิตภัณฑ์ไฮไลท์สุดยอดเทคโนโลยีที่สุดของโลก “คัลเลอร์ แอลอีดี โปรเจคเตอร์” ที่มีศักยภาพการใช้งานได้ยาวนานสูงสุดถึง 50,000 ชั่วโมง เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในทุกรูปแบบ มั่นใจยอดขายภายในสิ้นปีนี้โต กว่า 600%นายบุญเลิศ วิบูลย์เกียรติ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เผยว่า “ภาพรวมตลาดอุตสาหกรรมโปรเจคเตอร์ทั่วโลกมีการเติบโตคิดเป็นสัดส่วน 40% ซึ่งเป็นตลาดที่มีการเติบโตไปอย่างต่อเนื่อง และถือเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตสูงในอนาคต ซึ่งตอบรับกับตลาดอุตสาหกรรมไอทีในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตสูงเช่นกัน โดยแบรนด์ต่างๆ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีศักยภาพสูง พร้อมตอบสนองความต้องการสมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้งาน  โดยปีนี้ซัมซุงในฐานะผู้นำระดับโลกด้านเซมิคอนดักเตอร์ โทรคมนาคม สื่อดิจิตอล และเทคโนโลยีการควบรวมดิจิตอล  ได้มีการวิจัยและเล็งเห็นโอกาสในการก้าวเข้ามาสู่ธุรกิจกลุ่มผลิตภัณฑ์ โปรเจคเตอร์ที่คาดว่าปีนี้จะมีมูลค่าสูงถึง 2,600 ล้านบาท หรือโตขึ้นจากปีที่ผ่านมา 15% ซึ่งถือเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งซัมซุงยังเล็งเห็นถึงศักยภาพของธุรกิจโปรเจคเตอร์ในการเป็นหนึ่งใน ตัวผลักดันที่สำคัญในการเติมเต็มธุรกิจ Visual Display Division ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น”.สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจโปรเจคเตอร์ ซัมซุงได้วางแผนในการขยายฐานตลาดไปยังกลุ่มร้านค้าย่อย (Corporate Retail) มากชึ้น โดยมีสัดส่วน 45% สำหรับร้านค้าองค์กร และ 35% สำหรับกลุ่มร้านค้าย่อย และ 20% สำหรับกลุ่มร้านค้าในห้างสรรพสินค้า (Modern Trade) ผลิตภัณฑ์ซัมซุงโปรเจคเตอร์แบ่งออกตามลักษณะการใช้งานดังนี้ ดาต้า โปรเจคเตอร์  F ซีรี่ส์ เครื่องแรกของโลกที่สามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมงด้วยหลอดไฟแบบประหยัดไฟพิเศษ โดดเด่นในการให้ภาพที่ยอดเยี่ยม โปรเจคเตอร์ที่หนือกว่าทุกรูปแบบ ด้วยความคมชัด ความสามารถในการให้สี ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพสมบูรณ์แบบ โฮมโปรเจคเตอร์ สัมผัสสีสันที่สวยงาม รายละเอียดที่ลึก และภาพที่คมชัดในทุกสภาพแสงด้วยเทคโนโลยี DLP ช่วยให้แสงสว่างจากหลอด LED ได้มากกว่าบนจอภาพ DMD (Digital Mirror Device) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการฉายภาพ DLP ให้ภาพที่มีความละเอียดสูงแบบ ฟูล HD ช่วยให้สามารถเข้าถึงความบันเทิงต่างๆ เพียงเชื่อมต่อ USB ด้วยโปรแกรมเล่นมัลติมีเดียในตัว สามารถรับชมรับฟัง วิดีโอ เพลง และภาพต่างๆ ได้โดยไม่จำเป็นต้องต่อกับคอมพิวเตอร์ เพื่อสัมผัสกับประสบการณ์ภาพยนตร์ที่สมจริง พ็อคเก็ตโปรเจคเตอร์   M ซีรี่ส์ ให้ภาพคมชัดสมบูรณ์แบบทุกรายละเอียด แบบที่สมจริงเป็นธรรมชาติ พร้อมฟังชัน Office Viewer ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นเพียงเชื่อมต่อ USB ก็สามารถเชื่อมข้อมูลสู่MS Application โดยไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ และพิโคโปรเจคเตอร์ H ซีรี่ส์ โดดเด่นทันสมัย ด้วยดีไซน์พร้อมขนาดเล็กกะทัดรัดน้ำหนักเบาเพียง 130 กรัม จึงสามารถพกพาไปฉายในห้องต่างๆได้อย่างคล่องตัว และใช้งานมัลติมีเดียได้อเนกประสงค์ เพียงแค่เชื่อมต่อ USB ทั้งดูหนัง ฟังเพลง และเล่นเกม ด้วยเทคโนโลยี World Best Brightness LED Pocket ความสว่างที่ 300 ANSI LED Pocket พร้อมภาพที่คมชัดแบบธรรมชาติ.โดยซัมซุงมีการเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ถึง 8 ซีรี่ส์ ได้แก่ A, F, D, L, M, P, U และ H เพื่อตอบสนองทุกการใช้งานในสำนักงาน (Home/Office) ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ใช้งานระดับมืออาชีพ (Professional) และกลุ่มร้านค้าย่อย (Corporate Retail) โดยมีการนำเสนอสินค้าใหม่กว่า 25 รุ่น โดดเด่นด้วยนวัตกรรมไฮไลท์ ที่สุดและหนึ่งเดียวในโลก “คัลเลอร์ แอลอีดี โปรเจคเตอร์” ศักยภาพในการใช้งานยาวนานถึง 50,000 ชั่วโมง ด้วยเทคโนโลยีเอกสิทธิ์จากซัมซุงที่ให้ภาพสว่าง คมชัดที่สุดในยุค ซัมซุง โปรเจคเตอร์จึงสามารถตอบสนองทุกความต้องการในทุกธุรกิจเชิงพาณิชย์และสถาบัน การศึกษาอย่างครบสูตรในปีนี้ซัมซุงวางงบประมาณการตลาดไว้กว่า 25 ล้านบาท เพื่อสานต่อความสำเร็จให้บรรลุไปตามเป้าหมาย ซัมซุงได้มีการเน้นกิจกรรมการตลาดและส่งเสริมการขายในรูปแบบครบวงจร 360 องศา ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาประชาสัมพันธ์ กิจกรรมส่งเสริมการขาย กิจกรรมลูกค้าสัมพันธ์ กิจกรรมสร้างความสัมพันธ์แบบยั่งยืนกับพัทธมิตรทางการค้า การตกแต่งหน้าร้าน การจัดการช่องทางการขาย และการฝึกอบรมพนักงาน เป็นต้น.ซัมซุงเตรียมนำสุดยอดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์เพื่อตอบโจทย์ทุกการ ใช้งาน เพื่อเป็น   การตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งความเป็นผู้นำนวัตกรรมไอทีดีไซน์สวยงามที่มาพร้อมกับ การใช้งานที่สมบูรณ์แบบ โดยในครั้งนี้ซัมซุงได้พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์กลยุทธ์ของปีนี้แบบฟูลไลน์อัพ พร้อมโปรโมชันสุดพิเศษอีกมากมาย และพร้อมทะยานขึ้นสู่ท็อปทรีในกลุ่มผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ภายในสิ้นปีนี้ ด้วยปัจจัยในเรื่องของความครบครันในตัวผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ โดยในปีนี้ซัมซุงมั่นใจว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์โปรเจคเตอร์ เทคโนโลยีหนึ่งเดียว และที่สุดของโลกจะนำพาซัมซุงบรรลุเป้าหมายด้วยยอดขายการเติบโตสูงถึง 600% ภายในปี 2553 ได้อย่างแน่นอน    นายบุญเลิศ กล่าวสรุป
ASUS เปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ๆ เพื่อชุมชนชาวเกมเมอร์
By: admin | Date: 8 March 2010 | อ่าน 1,222 | ไม่มีความเห็น

ASUS mo

เมื่ออุตสาหกรรมเกมเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว อุปกรณ์ต่างๆ ก็ต้องมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ออกมารองรับให้ทันต่อความต้องการของผู้เล่น โดยในงาน CeBit 2010 นี้บริษัทผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ชั้นนำต่างก็พากันขนสินค้าใหม่ๆ ของตัวออกมาอวดประสิทธิภาพการทำงานกันยกใหญ่ ทั้งยังพยายามแนะนำวิธีการเล่นเกมให้สนุก เข้าถึงเกมอย่างมีอรรถรส

เริ่มจากจอแบบ 3D จาก ค่ายดัง ASUS VG236H ที่จะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้การรับชมภาพของคุณได้เป็นอย่างดี ด้วยอัตราการแสดงผลภาพที่มากถึง 120 ภาพต่อวินาที ซึ่งถือว่ามากที่สุดในโลกในตอนนี้ จึงนับเป็นจอเพื่อคอเกมโดยเฉพาะ อีกทั้งขนาดที่ให้มาก็มากถึง 27 นิ้ว ส่วน PG276H เป็นจอแบบ full HD 3D

ASUS mo 1

อีกตัว G51JX 3D โน้ตบุ๊กเพื่อคอเกม ประสิทธิภาพของเจ้าเครื่องนี้เรียกได้ว่าแรง ด้วยซีพียูตัวล่าสุด Intel Core i7 ที่สามารถเล่นเกมแนว 3D ได้สบายๆ ด้วยจอขนาด 15.6 นิ้ว การ์ดจอจาก NVIDIA GeForce 3D Vision จัดเป็นโน้ตบุ๊กตัวแรกในโลก ที่ทำได้ขนาดนี้ ซึ่งยืนยันความสามารถได้ด้วยเกม Avartar ของเจมส์ คาเมรอน

ASUS mo 2

 Rampage III Extreme และ Crosshair IV Extreme เมนบอร์ดที่ ASUS ภูมิใจนำเสนอเชนกัน มาพร้อมกับแพลทฟอร์มที่สมบูรณ์แบบที่สุดจาก Intel X58 และ AMD 890FX ซึ่งยังมีคุณสมบัติเด่นๆ ในการพยายามลดความความร้อน ช่วยได้มากในการลดการใช้พลังงาน ทั้งยังสนับสนุนการทำงานร่วมกับ GPU ได้มากถึง 4 ตัว

ASUS mo 3

นอกจากนี้ในงาน CeBit 2010 ASUS ยังนำซาวนด์การ์ด และหูฟังคุณภาพแบบ combo Xonar Xense  ที่ได้รับการพัฒนามาเพื่อชาวเกมเมอร์โดยเฉพาะ พร้อมสนับสนุน EAX อีกหนึ่งนวัตกรรมด้านเสียง สำหรับเกมคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยี Dolby มาตรฐานที่คนทั่วไปรู้จักดี

 ที่มา : Techpowerup.com

 

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor Netflix OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online