Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010
สวัสดีครับแฟนๆ LCDSPEC ทุกท่าน ในงานคอมมาร์ตที่จะถึงนี้ คาดว่าหลายท่านคงจะมีโครงการสอยอุปกรณ์ไอที หรือไม่ก็ LCD Monitor มาใช้สักตัวอย่างแน่นอนในวันนี้ LCDSPEC ของเรา จึงขออาสาพาทุกท่านที่สนใจที่จะซื้อ LCD Monitor มาใช้งาน โดยจะเลือกรุ่นที่ดูคุ้มค่าและน่าสนใจในตลาดตอนนี้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าในบ้านเราตอนนี้จะเห็น LED Monitor มากขึ้น ซึ่ง LCDSPEC ก็จะนำมาเป็นตัวเลือกด้วยเช่นกันครับ ซึ่งเพื่อความสะดวกเราจะขอแบ่งเป็นช่วงราคา 4 ช่วงด้วยกันนะครับ คือ ต่ำกว่า 5,000 บาท, 5,000 – 7,000 บาท, 7,000 – 10,000 บาท และช่วงราคาสุดท้ายก็คือมากกว่า 10,000 บาท สำหรับรุ่นต่างๆ ที่เลือกมาอาจจะมีหรือไม่มีวางจำหน่ายในงานคอมมาร์ตก็เป็นได้ครับ แนะนำไว้ให้ดูเป็นแนวทางก่อน ส่วนถ้าถึงวันงานแล้ว เราจะมาอัพเดทกันอีกที ว่ามีรุ่นไหนน่าสนใจภายในงานน่าจับจองบ้างสำหรับบางท่านที่ยังไม่รู้ว่าจะการเลือกซื้อ Monitor ให้ถูกใจได้อย่างไร แนะนำให้อ่าน บทความ: เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง ก่อนก็ได้ครับ งบน้อย ลองดู ต่ำกว่า 5,000 บาท >>>งบเท่านี้อาจจะได้ขนาดหน้า 18.5 นิ้ว – 20 นิ้ว ความละเอียดสุงสุดที่จะได้คือ 1600×900 พิกเซล ซึ่งเหมาะสำหรับใช้งานทั่วไป มีพอร์ต VGA, DVI มีครบถ้วน แถมยังได้เทคโนโลยี LED ด้วยในบางรุ่นAcer: P195HQLbd (LED Monitor) -       ขนาดหน้าจอ 18.5 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 8,000,000:1 (ACM)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/160-Acer-P195HQLbd.htmlราคา 4,490 บาทLG: E1940T-PN (LED Monitor) >>> -       ขนาดหน้าจอ 18.5 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1366 x 768 พิกเซล-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 2,000,000:1 (DFC)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/175-LG-E1940T-PN.htmlราคา 4,700 บาทSamsung: 2043SWX Plus >>>  -       ขนาดหน้าจอ 20 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1600 x 900 พิกเซล-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 50,000:1-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/77-Samsung-S1-2043SWX+.htmlราคา 4,990 บาท พอมีพอใช้ ลองดู 5,000 – 7,000 บาทงบเท่านี้ยังไงก็ได้ความละเอียด Full HD แน่นอนครับ รวมถึงยังได้ขนาดหน้าจอ 21.5 นิ้ว ขึ้นไป เหมาะสำหรับการใช้งานที่หลากหลาย มีพอร์ตการเชื่อมต่อครบครัน ในบางรุ่นยังได้ HDMI อีกด้วย สำหรับในบางรุ่นยังได้เป็น LED Monitor อีกด้วยBenq: G2220HD >>> -       ขนาดหน้าจอ 21.5 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 40,000:1 (DCR)-       ความสว่าง 300 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/28-Benq-G2220HD.htmlราคา 5,390 บาทLG: E2240T-PN (LED Monitor) >>> -       ขนาดหน้าจอ 21.5 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 2,000,000:1 (DFC)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็ม http://www.lcdspec.com/monitor/177-LG-E2240T-PN.htmlราคา 6,200 บาทSamsung: B2330 >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 70,000:1 (DCR)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/164-Samsung-B2330.htmlราคา 6,500 บาทAcer: G235HBd >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 80,000:1-       ความสว่าง 300 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVIสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/190-Acer-G235Hbd.htmlราคา 6,290 บาท งบถึง เงินถึง ลองดู 7,000 – 10,000 บาทงบระดับนี้ในบางรุ่นจะใส่ฟังก์ชั่นการใช้งานพิเศษมาด้วย อย่างตอนนี้เด่นๆ จก็ะเป็น LCD Monitor ที่ใส่ความสามารถในการดู TV ได้ ขนาดหน้าจอก็ 21.5 นิ้วขึ้นไป เหมาะสำหรับไว้ดูหนังฟังเพลงเล่นเกม พร้อมมีลำโพงติดตั้งมาในตัว พร้อมการเชื่อมต่อภายนอกครบครันLG: M227WA -       ขนาดหน้าจอ 21.5 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 50,000:1 (DFC)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMIx2, Composite, Scart, Audio-in-       ดูทีวีได้ พร้อมมีรีโมทคอนโทรล-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/179-LG-M227WA.htmlราคา 7,990 บาทBenq: G2412HD >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด4,000:1 (DCR)-       ความสว่าง 300 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMI, Audio-in-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/188-Benq-G2412HD.htmlราคา 8,190 บาทLG: W2286L >>> -       ขนาดหน้าจอ 22 นิ้ว Wide Screen (16:10)-       ความละเอียด 1680 x 1050 พิกเซล-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด 2,000,000:1 (DFC)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMIx2, Audio-in-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/178-LG-W2286L.htmlราคา 8,990 บาทSamsung: P2370HD >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 5 ms.-       อัตราความคมชัด 50,000:1 (DFC)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMIx2, Audio-in, Component, Composite-       ดูทีวีได้ พร้อมมีรีโมทคอนโทรล-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/212-Samsung-P2370HD.htmlราคา 9,990 บาทAcer: H235Hbmid >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด 100,000:1 (ACM)-       ความสว่าง 300 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMI, Audio-in-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/159-Acer-H235Hbmid.htmlราคา 9,900 บาท เหลือกิน เหลือใช้ ลองดู 10,000 บาทขึ้นไป งบเหลือเหลือๆ ขาดนี้ ขนาดหน้าจอที่ได้คือ 23 นิ้ว ขึ้นไปอย่างแน่นอน มาพร้อมกับฟังก์ชั่นพิเศษหรือเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง ทัชกรีน หรือ LED เหมาะสำหรับคนที่ชอบอะไรใหม่ๆ อยู่เสมอ พร้อมพอร์ตการเชื่อมต่อครบถ้วน อย่าง HDMI นี่ มีเป็นพื้นฐานเลยครับAcer: S243HLbmii (LED Monitor) >>> ,u -       ขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด 8,000,000:1 (ACM)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMIx2, Audio-in-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/194-Acer-S243HLbmii.htmlราคา 12,900 บาทAcer: T230Hbmidh >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen Touch Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด 80,000:1 (DCR)-       ความสว่าง 300 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMI, Audio-in-       ทัชกรีนที่หน้าจอได้ พร้อมรองรับมัลติทัชกรีน-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/193-Acer-T230Hbmidh.htmlราคา 13,500 บาทSamsung: XL2370 (LED Monitor) >>> -       ขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว Wide Screen (16:9)-       ความละเอียด 1920 x 1080 พิกเซล (Full HD)-       Response Time 2 ms.-       อัตราความคมชัด 5,000,000:1 (DCR)-       ความสว่าง 250 cd/m2-       พอร์ตเชื่อมต่อ VGA, DVI, HDMI, Audio-in-       มีลำโพงในตัวสเปกเต็มๆ http://www.lcdspec.com/monitor/213-Samsung-XL2370.htmlราคา 13,500 บาท อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ตอนต้นนะครับว่าให้ดูไว้แนวทางก่อนที่จะไปเดินภายในงานคอมมาร์ต รุ่นที่ LCDSPEC เลือกมา อาจจะไม่มีมาวางจำหน่ายในงานคอมมาร์ตครั้งนี้ก็เป็นได้ ซึ่งถ้าเราลองสังเกตจากการเลือกรุ่นที่น่าสนใจมาจะเห็นว่า หากเรามีงบประมาณ 5,000 บาท ต้นๆ ก็สามารถจับจอง LCD Monitor ที่มีความละเอียดแบบ 1920 x 1080 Full HD ได้แล้ว หรือถ้าสนใจจอแบบ LED Monitor ก็มีราคาตั้งแต่ 4,000 บาท กลางๆ ให้เลือก ไปจนถึงหลักหมื่นบาทกันทีเดียว และสำหรับคนที่ต้องการ LCD Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ไว้สำหรับเชื่อมต่อภายนอกจาก Notebook หรือ Playstation 3 มีงบประมาณเพียง 6,000 กว่าบาท ก็สามารถซื้อหามาใช้งานกันได้อย่างสบายๆ สุดท้ายนี้ไว้ยังไงให้ถึงวันงานก่อน ทาง LCDSPEC จะมาอัพเดทแบบเกาะติดขอบงานอีกรอบหนึ่งครับ LCDSPEC.
Review: BenQ V2420 – LED Monitor 24″ Full HD ที่สุดของสีสัน
นาทีนี้หลายคนอาจจะกำลังหามอนิเตอร์ตัวใหม่ ที่ไว้ใช้งานทั่วไปอย่างงานเอกสารหรือท่องอินเตอร์เน็ต จนไปถึงรองรับความบันเทิงอย่างชมภาพยนตร์หรือเล่นเกมสามมิติ โดยส่วนมากจะเลือกขนาดหน้าจอกันที่ประมาณ 21.5 นิ้วขึ้นไป จะแบบจอด้านหรือจอกระจก ก็แล้วแต่จะชอบใจกันซึ่งในตลาดมอนิเตอร์ตอนนี้ก็มีให้เลือกมากมายหลายรุ่นหลายราคา ทั้งแบบ LCD และ LED บางคนอาจจะยังเลือกไม่ถูก ถ้ายังไม่ได้ตัดสินว่าจะซื้อรุ่นไหน ก็ลองชมรีวิว LED Monitor: BenQ V2420 นี้ ดูนะครับซึ่งในวันนี้ LCDSPEC ขอนำเสนอบทความทดสอบ LED Monitor จาก BenQ ที่มาให้ดีไซน์หรูหรา พร้อมได้รับรางวัล iF Product Design Award ประจำปี พ.ศ. 2553 ซึ่งแฝงไว้ด้วยเทคโนโลยี LED backlight ที่ประหยัดพลังงาน และการแสดงผลที่เหนือว่า LCD แบบเดิมๆมาดูที่อุปกรณ์ที่ให้มาในกล่อง ก็มีมาเป็นมาตรฐานอย่าง คู่มือ CD สายสัญญาณ D-sub และอแดปเตอร์ภายนอกพร้อมสายไฟ ส่วนสายสัญญาณ DVI นั้นไม่มีมาให้แต่อย่างใด (ไม่น่าพลาดตรงจุดนี้ เส้นไม่กี่บาท กลับไปแถมมาให้ ต้องเสียเวลาไปหาซื้อเองอีก)  พร้อมด้วยตัวจอที่มีดีไซน์มีความบางและน้ำหนักเบาสมกับที่ เป็น LED MonitorLED Monitor จากทาง BenQ V2420 ขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว Widescreen สัดส่วนเป็น 16:9 ความละเอียดสูงสุดที่ 1920×1080 พิกเซล (Full HD) มีค่า Contrast Ratio แบบ Native  1,000:1 หรือในแบบ Dynamic Contrast Ratio ที่สูงถึง 10,000,000:1 อัตราความเร็วตอบสนองเพียง 5ms พอร์ตการเชื่อมต่อสนับสนุนทั้งแบบอนาล๊อกในรูปแบบของ D-Sub และดิจิตอลที่เป็น DVI แน่นอนว่าด้วยความที่มันเป็นจอ LED ดีไซน์ของจอเลยบางพิเศษกว่า LCD Monitor ธรรมดาทั่วไป ด้วยราคาค่าตัว 7,690 บาท (อ้างอิงจากเว็บ BenQ ประเทศไทย)จัดว่าเป็น LED Monitor ที่คุ้มค่าตัวหนึ่ง กับขนาดหน้าจอ 24 นิ้ว พร้อมดีไซน์ที่ดูหรูหรา เน้นเรื่องของการใช้งานจริงเป็นหลัก และด้วยเทคโนโลยี Senseye® ของทาง BenQ ที่คอยปรับสีสันของภาพให้มีความเหมาะสมตามลักษณะการใช้งาน อีกทั้งยังมี Eco Mode ที่ช่วยประหยัดพลังงานอีกแรงด้วยส่วนของการดีไซน์ออกแบบ จะเห็นว่าเป็นรูปลักษณ์ใหม่ของ BenQ ที่มีความหรูหรา ด้วยสีดำมันวาว Glossy  ในแบบเรียบๆ แต่ก็ทำให้เป็นรอยนิ้วมือหรือรอยขนแมวได้ง่ายเช่นกันด้านหน้าตรงดูในมุมเอียงซ้ายกันหน่อยตรงกลางขอบจอด้านล่างจะเป็นโลโก้ยี่ห้อ BenQ โดยจะมีตัวหนังสือเป็นสีเงินนูนขึ้นมาด้านบนมุมขวา จะมีการระบุชื่อรุ่นเอาไว้ โดยที่มีตัวหนังสือเป็นสีเทาเทคโนโลยี Senseye 3 ให้สีสันสดใสสมจริง เอกสิทธิ์เฉพาะ BenQมาดูกันที่ปุ่มปรับตั้งค่าต่างๆ ของจอ จะเห็นได้ว่าจะเป็นตัวหนังสือสีขวา ทำให้มองเห็นได้ชัดเจน ส่วนปุ่มกดจะอยู่บริเวณขอบล่างของจอ นับจากทางซ้ายไปขวาจะเป็นปุ่ม Auto, Menu, เพิ่ม-ลด ความสว่าง, Enter โดยที่เวลาอยู่ในสถานะ standby หรือไม่มีสัญญาณเข้า จะมีไฟเป็นสีส้มซึ่งเมื่อพร้อมใช้งานจะเป็นไฟสีเขียวขอบจอมีลักษณะค่อนข้างจะหนานิดหน่อย แต่ก็เป็นปกติของมอนิเตอร์ทั่วไป ไม่ต้องไปกังวลแต่อย่างใดคราวนี้เรามาลองดูในมุมด้านข้างกันบ้าง ซึ่งดูจากภาพแล้วจะเห็นเลยว่าความบางของเครื่องจัดได้ว่าเป็น LED Monitor ที่ไม่ได้มีความบางจัดมากนัก แต่ถ้าเราซื้อมาใช้งานเป็นหลัก ส่วนนี้ก็ไม่ต้องไปสนใจมากเท่าใดนักมาชมกันที่ด้านหลังกันบ้าง จะเห็นว่าก็จะเป็นสีดำ Glossy เช่นกัน โดยจะดูโล่งๆ เรียบๆ ไม่มีการเล่นลวดลายใดๆตรงกลางด้านหลังก็จะมีโลโก้ BenQ เป็นแบบร่องลึกลงไป และเป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีในส่วนของ Wall-Mount ที่ไว้ยืดติดกับผนังด้านมุมขวาล่างจะเป็นตัวล๊อค Kensington ที่ไว้ใช้ยึดกับโต๊ะ เพื่อป้องกันการเคลื่อนย้ายด้านใต้ของจอจะเป็นสติ๊กเกอร์บอกรายละเอียดของตัวเครื่องเล็กน้อยอย่างที่บอกไป ว่าปุ่มกดจะอยู่บริเวณขอบล่างของจอมาถึงในส่วนพอร์ตการเชื่อมต่อภายนอกที่รองรับรับทั้งดิจิตอลและอนาล็อก ที่จะอยู่บริเวณด้านล่างตรงกลางของจอภาพ จากรูปภาพด้านบนไล่จากทางซ้ายไปทางขวาจะเป็น พอร์ต DVI, พอร์ต D-Sub และสุดท้ายก็จะเป็นช่องเสียบอแดปเตอร์ เพื่อส่งพลังงานมายังจอมอนิเตอร์ฐานตั้งเป็นลักษณะกลมๆ มีขนาดที่ใหญ่พอสมควร รองรับจอขนาด 24 นิ้ว ได้อย่างสบายๆ โดยมีการเล่นขอบเงินเพื่อความสวยงามอยู่รอบฐาน แถมยังมีสติ๊กเกอร์ Compatible with Windows 7 แปะไว้อีกด้วยจากภาพจะเห็นว่าด้านหลังของฐานจอ สูงกว่าด้านหน้า แต่ก็น่าเสียดายในเรื่องของการใช้งงานที่ไม่สามารถหมุนได้
บทความ: มาเรียนรู้หลักการทำงานการแสดงภาพ 3มิติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันเถอะ
คงต้องยอมรับกันนะครับ ปีนี้กระแส 3มิติ มาแรงเหลือเกิน ถ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการไอทีกันมาบ้าง เราก็จะเห็นผู้ผลิตทีวีหลายๆ ค่าย เปิดตัวทีวี 3มิติกันอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่งาน CES 2010 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแล้ว อีกทั้งในตอนนี้ก็ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ก็สนใจที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3มิติ กันทั้งนั้นเลย ถ้าหากยังนึกไม่ออกว่ามีภาพยนตร์เรื่องอะไรที่เป็น 3มิติ บ้าง ก็ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Avatar” กันดูนะครับ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ 3มิติ อย่างโรง IMAX สยามพารากอน หรือตอนนี้ถ้าใครได้ถอยทีวี 3มิติ พร้อมกับภาพยนตร์ Avatar ที่เป็น Blu-ray แบบ 3มิติ มาแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าเหมือนได้ร่วมผจญภัยอยู่บนดาวแพนโดร่าก็ไม่ปานนะครับแต่สำหรับใครที่จะซื้อทีวี 3มิติ เพื่อมาไว้รับชมกันภายในบ้าน ภายในครอบครัว ก่อนที่จะไปสัมผัสตัวจริงกันอยากจะให้มาเรียนรู้หลักการแสดงภาพ 3มิติ ก่อน ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 4หลักการทำงาน คือ Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจริงๆ เทคโนโลยีอย่างการแสดงภาพ 3มิติ มันมีมานาน ถ้านับกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 แล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะใช้เป็น แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เครื่องอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยให้เราสามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงานอย่างง่ายๆ คือ การแสดงภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน ซึ่งภาพทั้งสองภาพนั้นจะมีโทนสีที่แตกต่างกันคือมี สีแดงและสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีมุมมองเหลื่อมกันอยู่เล็กน้อย ถ้าเรามองด้วยตาเปล่า เราก็จะเห็นเป็นเพียงภาพเบลอๆ เรียกได้ว่าถ้าดูนานๆ อาจจะตาลายหรือเวียนหัวกันทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นแดง-น้ำเงิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นตัวฟิลเตอร์ กรองสีที่ไม่ตรงกับสีของแว่นตาออกไป โดยที่แว่นตาสีแดงจะกรองภาพสีแดงออกไปให้เห็นแต่ภาพสีน้ำเงิน ส่วนแว่นตาสีน้ำเงินก็จะกรองภาพส่วนที่เป็นสีแดงออกไป ทำให้ตาทั้งสองเห็นภาพที่แตกต่างกัน สมองจะตีความด้วยการรวมภาพที่มองเห็นแตกต่างกันสองภาพ อีกทั้งมีมุมแตกต่างกัน ผลที่ได้คือเราจะมองเห็นเป็นภาพ 3มิติ  นั่นเอง ข้อสังเกตของหลักการ  Anaglyph ก็คือ ภาพที่เรารับชมจะมีสีสันไม่สดใสเท่าที่ควร แต่มีต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงมาก Polarized 3-D Glassesหลักการแบบ Polarized นี่คือหลักการทำงานของ 3มิติ ที่อยู่ในยุคปัจจุบัน อย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงโรงภาพพยนตร์ 3มิติ อย่าง IMAX อีกด้วยการทำงานจะมีความคล้ายคลึงกับ Anaglyph โดยใช้การแสดงภาพมาลงที่เฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ในคราวนี้จะไม่ใช่สีเป็นตัวฟิลเตอร์ แต่จะใช้แนวการวางตัวของช่องการมองเห็นแต่ละภาพที่ฉายซ้อน กันอยู่ เช่น จากในภาพแว่นตาข้างซ้ายจะเห็นมองเป็นภาพที่ผ่านช่องในแนวตั้ง ส่วนตาขวาจะมองเห็นภาพที่ช่องในแนวนอน ซึ่งทั้งสองภาพมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นมันก็จะเข้าหลักการเดิม นั่นก็คือ การทำให้ตาแต่ละข้างของเรามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน เมื่อสมองพยายามรวมภาพทั้งสองที่มีความแตกต่างของมุมมอง ภาพที่เห็นจึงเกิดเป็น 3มิติ ซึ่งแว่นตาของ Polarized จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก Paralax Barrier ในปัจจุบันนั้นเราอาจจะยังไม่เห็นหลักการทำงานแบบ Paralax Barrier นี้เท่าไหร่นัก แต่เชื่อได้เลยว่ามันจะต้องเป็นหลักการทำงานที่ทีวี 3มิติ ยุคถัดๆ ไป นำใช้กันอย่างแน่นอน เพราะว่า Paralax Barrier ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นตา 3มิติ มาให้เราสวมใส่ เราก็สามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ด้วยตาเปล่าๆ ของเราเองได้ทันที ที่พอจะนึกออกตอนนี้ก็จะมีเพียงกล้องดิจิตอล Fujifilm 3D W1 ที่เราสามารถมองเห็นภาพถ่ายบนจอ LCD ของกล้องเป็น 3มิติ ได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยแว่นตาแต่อย่างใด ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือ จะใช้วิธีแบ่งภาพที่มีมุมมองต่างกันเป็นแท่งๆ วางตัวสลับกัน (เหมือนเส้นสแกนในทีวี แต่ทีวีจะใช้ภาพมุมมองเดียวกัน) โดยมี Parallax Barrier ที่เป็นชั้นกรองพิเศษสามารถแบ่งแต่ละส่วนของภาพให้ตาแต่ละข้างที่มองผ่าน ชั้นนี้มองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกันได้พร้อมกัน แน่นอนว่าสมองของเราพยายามที่จะรวมภาพที่มีมุมมองต่างกันให้เป็นภาพเดียว เราก็จะมองเห็น เป็นภาพ 3มิติ ซึ่งถ้าจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ Parallax Barrier ทำหน้าที่ฟิลเตอร์ภาพทั้งสองภาพ ให้ตาแต่ละข้างได้มองเห็นคนละภาพกันครับ  Active Shutter Glassesหลักการทำงานนี้เรียกได้ว่านิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายกันเลยทีเดียว สำหรับทีวี 3มิติ ในยุคปัจจุบัน ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็มี Samsung และ Panasonic ที่ใช้หลักการของ Active Shutter Glasses นับได้ว่าจากที่ผมเคยทดลองใช้งานแล้ว มันก็ได้ผลลัพธ์ทีน่าประทับใจจริงๆ ซึ่งการทำงานของ Active Shutter Glasses จะต้องอาศัยทีวีที่มีความถี่ในการแสดงภาพ 120Hz เป็นอย่างต่ำด้วย เพราะจะต้องแสดงภาพในเฟรมแรก สมมุติว่าเป็นตาซ้าย เฟรมถัดมาจะเป็นตาขวา เพราะฉนั้นการแสดงภาพจะเป็น ซ้าย – ขวา – ซ้าย – ขวา … จนครบ 120 เฟรม คิดเป็น 1 วินาที จะเห็นว่าตาซ้ายและขวาจะเห็นข้างละ 60 เฟรมพอดี ซึ่งเป็นความถี่ขั้นต่ำที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าภาพสั่น อีกทั้งการทำงานนี้จะต้องอาศัยแว่นตา Active Shutter อีกด้วย เนื่องจากตัวแว่นจะทำหน้าที่สื่อสารกับตัวทีวีว่าจะบังตาข้างไหน เช่น เฟรมแรกเป็นตาซ้าย ทีวีจะบอกให้แว่นปิดตาขวา หรือถ้าทีวีแสดงเฟรมที่ต้องใช้ตาขวาดู ก็จะบอกให้แว่นบังตาซ้ายเอาไว้ เพราะฉะนั้นตัวแว่นเองก็ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสื่อสารกับทีวี จึงทำให้แว่นแบบนี้มีราคาสูงกว่าแว่นตาที่ใช้หลักการ Polarized ที่ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่เลยครับทั้งหมดนี่คือหลักการทำงานของการแสดงภาพ 3มิติ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันนะครับ  ยังไงเร็วๆ นี้ จะมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3มิติ ที่อยู่บนทีวีโดยเฉพาะเลย ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันให้ได้นะครับ LCDSPEC.  ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.onlineschools.org/blog/how-3d-works/
Okoro SX100 HTPC อยากอัดทีวีพร้อมกันสี่ช่องก็เอาเลย
เพื่อนๆ คนไหนเคยอยากจะอัดรายการโทรทัศน์ทีเดียวหลายๆ ช่องพร้อมกันไหมครับ รับรองไม่ต้องไปหาซื้อซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาใช้หรอก เพราะทาง Okoro Media Systems ได้ออก HTPC รุ่นใหม่ล่าสุดอย่าง OMS-SX100 ออกมาแล้ว ด้วยขนาดความสูงแค่ 3 นิ้ว ไม่ต้องกลัวว่ามันจะขัดหูขัดตาเลยตั้งคู่กับเครื่องๆ อื่นๆ ถึงแม้ตัวจะเล็กแต่ไส้ในไม่เล็กตาม เพราะอัดแน่นมาด้วย Intel Core-i3 530 2.93 GHz หน่วยความจำแบบ DDR3 จำนวน 4 GB เครื่องเล่น Blu-Ray ฮาร์ดดิสก์ขนาด 2 TB ระบบเสียงรอบทิศทาง 7.1 รองรับ Gigabit Ethernet และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Windows 7 อ้อ และแน่นอนที่จั่วหัวไป เครื่องนี้ยังมี HD Tuner มาให้ถึงสี่ตัวด้วย ตัวเครื่องอัดได้ถึง 219 ชั่วโมง พ่อแม่ลูกไม่ต้องทะเลาะกันแล้วว่าจะดูรายการอะไรที่มา : okoromedia.com
POWER BUY EXPO 2010 อลังการสุดยอดเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร
สร้างสรรค์ ผสานเทคโนโลยี รวมเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์มนุษย์ได้อย่างลงตัวเพาเวอร์บาย ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ในเครือบริษัท เซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ระดมพันธมิตรยักษ์ใหญ่ แห่งวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า กว่า 200 แบรนด์ดัง ระดับโลก จัดงานยิ่งใหญ่แห่งปี “Power Buy Expo 2010” ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท อัดโปรโมชั่นกระตุ้นอารมณ์การจับจ่าย เสริมทัพด้วยสิทธิประโยชน์มากมาย ตอกย้ำกับส่วนลดสูงสุด 21 %กับบัตรเครดิตชั้นนำ จุใจกับเงื่อนไขพิเศษมากมายแห่งปี พร้อมสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า ‘นาทีทอง’ ลดถล่มราคา วันต่อวัน ชี้แอลซีดี ทีวี โทรศัพท์มือถือ และเครื่องปรับอากาศ ได้รับการตอบรับสูงอย่างต่อเนื่อง มาแรงกวาดยอดขายในงาน สวนกระแสการเมืองไทยคาดยอดขายกว่า 450 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเติบโตกว่า 10% โดยปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่  23 ก.ค. – 3 ส.ค. เต็มพื้นที่กว่า 10,000 ตร.ม. ของชั้น 1, 3 (สกายฮอลล์), 4 และ 5  ศูนย์ การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว .นาย สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด กล่าวถึงแนวคิดใหม่ ในการจัดงาน Power Buy Expo 2010 ในครั้งนี้ว่า “เพาเวอร์บาย เน้นความพิเศษ ด้วยนวัตกรรมสินค้าที่สร้างสรรค์ความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและยังเน้นเรื่อง ของแฟชั่นเพื่อชีวิตที่ทันสมัยในโลกยุคปัจจุบันการตั้งเป้ายอดขายโดยรวมของ งาน นายสุทธิสาร กล่าวเพิ่มเติมว่า .. บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 450  ล้านบาท ซึ่งเติบโตจากปีที่แล้ว 10% ปีนี้เชื่อว่าลูกค้าส่วนใหญ่ชะลอการจับจ่ายไว้เพื่อมาซื้อในงานที่กำลังจะ จัดขึ้น เนื่องจากได้รับส่วนลดและโปรโมชั่นทั้งจากทางเพาเวอร์บายเอง รวมถึงพันธมิตรแต่ละแบรนด์อีกด้วย  และใช้งบประมาณการตลาด ไปกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญ ที่มีส่วนในการกระตุ้นยอดขายนั่นคือ โปรโมชั่นจากบัตรเครดิต การให้บริการสินเชื่อผ่อนชำระ จากสถาบันการเงินต่างๆ ที่จูงใจให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้ในทันที โดยเฉพาะ ข้อเสนอพิเศษโปรโมชั่น 0% และของสมนาคุณมากมายแนวคิดสำคัญการจัดงาน เน้นความพิเศษ ด้วยนวัตกรรมสินค้าที่สร้างสรรค์ความสะดวกสบายให้ผู้บริโภคและยังเน้นเรื่อง ของแฟชั่นเพื่อชีวิตที่ทันสมัยในโลกยุคปัจจุบัน  โดยพิธีเปิดจะนำเสนอแนวคิด “Futuristic Fashion Show” ที่ได้รับการสร้างสรรค์ ผสานเทคโนโลยี เข้ารวมเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ ได้อย่างกลมกลืน ผ่านเสื้อผ้า Haute couture ที่ออกแบบพิเศษ ทั้ง 10 ชุด  โดยการนำวัสดุจากเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ ที่ใช้แล้ว นำกลับมาใช้ซ้ำ อาทิ การนำชิ้นส่วนหลอด LED ที่ใช้แล้ว นำมาประดับเป็นชุด โดยใช้แสงไฟจากพลังงานแบตเตอรี่ที่ติดอยู่กับชุด เป็นตัวเล่นสีสันให้กับงาน ฯลฯ.ในส่วนพื้นที่จัดแสดงสินค้า ปีนี้มีความพิเศษกว่าครั้งก่อน แบ่งพื้นที่ในการโชว์สินค้า กว่า 10,000 ตร.ม. ได้เป็นสัดส่วนอย่างลงตัว ทั่วทั้งศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว  ได้แก่ …บริเวณชั้น 1 โซนโทรศัพท์มือถือ , กล้องดิจิตอล ( Mobile Phone  , Camera , Acc , GPS , Apple)บริเวณ ชั้น 3 (สกายฮอลล์)  (Home Appliance) โซนเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน ไม่ว่าจะป็น ตู้เย็น , เครื่องซักผ้า , เครื่องปรับอากาศ , ไมโครเวฟ , เตารีด , เครื่องดูดฝุ่น และอื่นๆอีกมากมายบริเวณ ชั้น 4 โซนอุปกรณ์เครื่องใช้สำนักงาน , อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ รวมถึงเพิ่มความพิเศษสำหรับโซนนี้ด้วยสินค้าจาก Homeworks  และ Supersportsบริเวณ ชั้น 5 (บางกอกคอนเวนชั่นฮอลล์) (AV + Music + Computer + OA. Zone) โซน แอลอีดี /             แอลซีดี ทีวี , พลาสมา ทีวี , ชุดโฮมเธียเตอร์ , เครื่องเสียง , คอมพิวเตอร์ และ เครื่องใช้สำนักงาน)และภายในงานฯ พบกับสินค้านวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่พร้อมนำเสนอในงานนี้ ได้แก่ …ADAMO Notebook by DELL มีจุดเด่นอยู่ที่ความเพรียวบาง หนาเพียง 9.9 มิลลิเมตร (บางที่สุดในโลก) น้ำหนัก 1.44 กก. ตัวบอดี้ทำจากอลูมิเนียม ขึ้นรูปเพียงชิ้นเดียว เมื่อเปิดเครื่อง ส่วนหลังจะทำหน้าที่เป็นขาตั้ง เพื่อสะดวกในการพิมพ์ มาพร้อมสมรรถนะ Intel Core 2Duo (1.4 GHz.) จอขนาด 13.4 นิ้วPanasonic: Lumix G2K ให้คุณเป็นมืออาชีพได้ง่ายๆ กับกล้อง Single เลนส์ระบบ Micro 4/3 Live MOS Sensor เลนส์ Lumix G 14-42 มม. / F 3.5 มาพร้อมโหมดอัจฉริยะ iA และจอ LCD ระบบสัมผัสขนาด 3 นิ้ว แบบพับหมุนได้HTC WILDFIRE เป็นโทรศัพท์ที่จะได้อัพเดตเป็น Android 2.2 โดยจะเป็นการอัพเดตแบบ OTA (โดยการอัพเดตผ่านทางเครือข่ายโทรศัพท์มือถือโดยตรง ) ระบบ Android 2.1 with HTC Sense มาพร้อมหน้าจอ Capasitive ขนาด 3.2 นิ้ว พร้อม hTC SENSE รองรับการแสดงผลแบบ QVGA 240 x 320 pixels ,                CPU : Qualcomm ความเร็ว 528 GHz กล้องดิจิตอล 5.0 Megapixles พร้อม Autofocus , รองรับระบบ 3 G (HSDPA) , Wi-Fi , มีระบบนำทาง GPS , A-GPS T FT จอสัมผัส Capacitive และ Multi-touchFORA : Solar set นวัตกรรมใหม่ที่มีอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าทั้งชุด ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar cell) ประกอบด้วย พัดลม ไฟตั้งโต๊ะ โคมไฟแขวนผนัง วิทยุนาฬิกา และเครื่องเล่น CD /MP3 มาพร้อมดีไซน์ทันสมัย ได้รับรางวัลถึง 3 รางวัล Reddot Design Award, Good Design และ iF Product Design Award.จากความสำเร็จทุกครั้งที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าลูกค้าตอบรับงาน Power Buy Expo  เป็นอย่างมาก ทำให้มียอดขายและจำนวนผู้เข้าร่วมงานเพิ่มขึ้นทุกครั้ง โดยตั้งเป้าขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น ด้วยความพร้อมด้านสถานที่จัดงานคือ  ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว    การเดินทางสะดวกสบาย  ไม่ว่าจะเป็นทางรถยนต์ หรือ ทางรถไฟฟ้า (BTS) ทั้งสถานีหมอชิต หรือรถฟ้าใต้ดิน (MRT) สถานีพหลโยธิน ซึ่งสามารถรองรับผู้เข้าชมงานที่อาศัยอยู่ในตัวเมืองต่างๆ ได้อย่างดี พร้อมที่จอดรถรองรับรถยนต์ หมุนเวียนเข้า – ออกได้ถึง 35,000 คันต่อวัน และยังเป็นงานยิ่งใหญ่อีกงาน ก่อนที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว จะปิดทำการปรับปรุงในต้นปี 2554 อีกด้วย.ด้านไฮไลท์โปรโมชั่นภายในงานฯ ทางเพาเวอร์บาย มอบทางเลือก ทั้งผ่อน ทั้งลดและรับเพิ่มของสมนาคุณสุดคุ้ม กับบัตรเครดิต ชั้นนำ หรือ เลือกลดเพิ่ม 3 ต่อ สูงสุด 21 %  ต่อที่ 1 อภิสิทธิ์เฉพาะบัตรเซ็นทรัล เครดิตคาร์ด และ โรบินสัน วีซ่า  ต่อที่ 2 รับบัตรกำนัลเพาเวอร์บายสูงสุดถึง 16,000 บาท (ทั้งชำระเต็มจำนวน และแบ่งชำระ) ต่อที่ 3 รับบัตรกำนัลเพาเวอร์บาย 10,000 บาทเมื่อซื้อสินค้าตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไป และใช้คะแนน              The 1 Card 5,000 คะแนนในส่วนโปรโมชั่นพิเศษที่คาดว่าจะได้รับความสนใจมากอีกเช่นเคย ได้แก่ ‘สินค้านาทีทอง’ ลดถล่มราคา        วันต่อวัน  โดยจะจัดวันละ 3 รอบ เฉพาะช่วงเวลา 12.00 , 16.00 และรอบ 20.00 น. นอกจากนี้ ยังมีให้เลือกรับเพิ่มกับของสมนาคุณสุดคุ้ม กับบัตรเครดิตชั้นนำ และสิทธิพิเศษจาก The  1 Card  เมื่อนำคะแนน 600 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท (จากปกติ 800 คะแนน แลกรับส่วนลด 100 บาท)  และบริการอื่นๆอีกมากมาย.นอกจากนี้เรายังได้รวมเอางานกอล์ฟ ของ Supersports และสินค้าตกแต่งบ้านจาก Homeworks มาร่วมแสดงและจำหน่ายอยู่ภายในงานฯอีกด้วย โดยมีสินค้าตกแต่งบ้านจาก “โฮมเวิร์ค”(Homeworks) เช่น เก้าอี้นวดไฟฟ้า, เครื่องนอน, ชุดครัว, เครื่องครัว, โคมไฟ, อุปกรณ์ไฟฟ้า,อุปกรณ์ตกแต่งห้องน้ำ ฯลฯ มอบส่วนลดสูงสุด 70% พร้อมผ่อน 0% นานสูงสุด 10 เดือน และสามารถรวมยอดซื้อกับ เพาเวอร์บาย เพื่อรับของสมนาคุณจากบัตรเครดิตต่างๆที่ร่วมรายการ (ยกเว้น UOB แบบผ่อนชำระ)ส่วน “ซูเปอร์สปอร์ต”(Supersports) จัดงาน “Supersports Golf Sale 2010” ขนสินค้าและอุปกรณ์กอล์ฟจากหลายหลากแบรนด์ดังลดสูงสุด 70%  อาทิ TITLEIST, COBRA, FOOTJOY, TAYLORMADE, ADIDAS, CALLAWAY, ODYSSEY, NIKE GOLF, KASCO, MIZUNO, TOURSTATE, PING, HONMA, TSURUYA, WILSON ฯลฯ  นอกจากนั้นยังได้พบกับสินค้ารุ่นใหม่ล่าสุดในราคาพิเศษ, สินค้าราคาพิเศษลดสูงสุดภายในงานซึ่งมีจำนวนจำกัด   สิทธิพิเศษสุด!! สำหรับสมาชิกบัตรเครดิต Central Card รับส่วนลดเพิ่มสูงสุดถึง 27%   และสมาชิก The1Card  รับสิทธิพิเศษ 3 ต่อทันที  ต่อที่ 1 ลดเพิ่ม 10%  เมื่อซื้ออุปกรณ์กอล์ฟที่ร่วมรายการ ต่อที่ 2 คะแนน The1Card 500 คะแนนแลกรับส่วนลด 100 บาท(จากปกติ 800 คะแนน )ต่อที่ 3  ทุก 25 บาทรับคะแนนthe1Card 1 คะแนน สะสมใช้เป็นส่วนลดในการซื้อสินค้า.ด้านกลยุทธ์ทางการตลาดและแผนโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในงาน บริษัทฯ ใช้ทุ่มงบประมาณทางการตลาดกว่า 60 ล้านบาท ครอบคลุมทุกสื่อ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายให้มากที่สุด อาทิ บิลบอร์ด 15 จุด ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล  / สื่อสิ่งพิมพ์ ทั้งหนังสือพิมพ์รายวัน รายสัปดาห์ และนิตยสารไอที  / สื่อโทรทัศน์ ได้แก่ รายการสกู๊ปข่าว สื่อวิทยุ รวมทั้ง สื่อโฆษณาบนรถไฟฟ้า BTS  Banner และสื่อ Smart sign ทุกจุด ทั่วกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมมือกับบัตรเครดิตในการแทรกโปรโมชั่นใน Direct mail กว่า 3 ล้านรายชื่อ  และกระจายแผ่นพับ ทั่วกรุงเทพและปริมณฑลกว่า 500,000 ใบ พร้อมสร้างกระแสผ่านอินเตอร์เน็ตในรูปแบบ Viral Marketing และเว็บไซท์ต่างๆ อีก”นายสุทธิสาร ยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “พิธีเปิดงานในครั้งนี้ จัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี นอกจากเปิดตัว 4 สุดยอดสินค้านวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดของปี 2553 แล้ว ยังมีสุดยอดโชว์ “Futuristic Fashion Show”  อย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้น ยังได้รับเกียรติจากแขกผู้มีเกียรติ และผู้บริหาร จากแบรนด์พันธมิตรยักษ์ใหญ่ให้เกียรติร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยพิธีเปิดงาน “Power Buy Expo 2010” จะมีขึ้นอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 23 กรกฎาคม นี้  เวลา 10.30 – 12.00 น. ณ ห้องบางกอกคอนเวนชั่น ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว” นายสุทธิสารกล่าว
Samsung เผยรุ่น LED TVและ LCD TV ที่เปิดตัวในปี 2010 พร้อมราคาที่จะมีการวางจำหน่าย
By: samantagtr | Date: 10 March 2010 | อ่าน 6,835 | 3 ความเห็น

 

 หลังจากงาน CES 2010 ที่ผ่านพ้นมา เราได้ตื่นตาตื่นใจกับ Samsung ซีรี่ย์ 9000 ที่เป็น LED LCD TV ที่บางเฉียบ ที่มาพร้อมกับรีโมทคอนโทรลที่มีหน้าจอแสดงผลและสามารถทัชกรีนได้ (ซึ่งถ้าเป็นทีวีในซีรีย์ 7000, 8000 และ 750 ต้องซื้อแยกโดยมีราคาจำหน่ายที่ 350 เหรียญสหรัฐ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 12,000 บาท) และที่สำคัญยังรองรับระบบภาพ 3 มิติ อีกด้วย นับได้ว่าเป็นอะไรที่ดีมากๆ สำหรับในเดือนเมษายนนี้ทาง Samsung ก็จะมีการวางจำหน่ายทีวีในรุ่น UN55C9000 ขนาดหน้าจอ 55 นิ้ว ราคาอยู่ที่ 6,990 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 238,000 บาท) หรือถ้าอยากประหยัดงบหน่อย ลองดูเป็นขนาด 46 นิ้ว ซึ่งมีราคา 5,990 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200,000 บาท) หรือถ้าคิดว่าไม่ได้สนใจระบบ 3 มิติเลย ก็สามารถข้ามมาดูในรุ่นธรรมดาอย่าง LN46C750 ซึ่งจะมีการวางจำหน่ายในเดือนพฤษภาคมก็ได้ สังเกตได้ว่านี้ LED และ LCD แบบใหม่ในสมัยนี้ ความสามารถดูเหมือนจะเทียบเคียงกับ Plasma เข้าไปทุกวันแล้วนะครับ

Samsung_super_slim_9000-thumb-450x234

ที่มา : www.engadget.com

 
 
Comments ความคิดเห็น (3)
Anonymous (124.122.146.xxx) | 27/04/2553 : 06:48      

SS C9000 ไปลองดูของจริงมาแล้ว ภาพลอยเตะตาจริงๆ แต่สงสัยต้องขอเวลาเก็บเงินนิดนึง [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/5.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 3
Anonymous (183.89.176.xxx) | 08/04/2553 : 20:49      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/8.gif[/IMG]sumsung ซะอย่างสุดยอดเทคโนโลยีใหม่ๆอยู่แล้ว
ระบบภาพ 3 มิติ แจ๋วสุดๆ ขอบอก จะดูหนังก็เหมือนอยู่ในเหตุกาณ์จริง ให้เราลุ้นระทึกได้ทุกเมื่อ..ยุคนี้ต้อง LED 3D TV จาก sumsung

ความคิดเห็นที่ 2
Anonymous (112.142.49.xxx) | 11/03/2553 : 13:26      

สุดยอด [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/9.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor Netflix OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online