Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review : Sharp LC-52A77M LCD TV ใหญ่สะใจ ไม่เกรงใจใคร
สวัสดีครับ… หลังจากที่รีวิว Sharp LC-42LE700M ผ่านไป ถ้าใครยังไม่จุใจกับขนาดเพียงแค่ 42 นิ้วหล่ะก็ มาลองดู Sharp LC-52A77M LCD TV Full HD กันหน่อยเป็นไง กับขนาดที่ใหญ่ถึง 52 นิ้วกันไปเลย ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่งลองส่องๆ ดูสเปกกันสักนิด ด้วยหน้าจอขนาด 52 นิ้ว บนความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) ที่มาพร้อมกับความคมชัดขนาด 50,000:1 ความสว่างหน้าจอที่ 450 cd/m2 ระบบเสียงแบบ SRS TruSurround XT และพอร์ตเชื่อมต่อจำนวนมากหลังจากได้ดูสเปกเครื่องกันมาแล้ว คราวนี้ก็มาแกะกล่องประกอบเครื่องกันดูบ้างดีกว่าว่าจะใหญ่โตสักเท่าไหร่… จะว่าไปก็ไม่ได้โตอะไรมากหรอกครับ แค่เกินครึ่งห้องที่เราใช้ในการรีวิวมานิดหน่อยก็แค่นั้นเอง –.-‘ ดูเอาง่ายๆ ครับ โต๊ะที่วางนั่นก็โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ขนาดปกติ (ปกติ แบบที่ว่า วางเฉพาะคอมนะครับ ไม่มีที่ให้วางเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น) ก็ใหญ่กว่าโต๊ะไปประมาณข้างละฟุตเห็นจะได้ครับ.. และแล้วโฉมหน้าของ Sharp LC-52A77M ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่หล่ะครับ ตัวบอดี้แบบดำกรอสซี่ และพาเนลสีดำสนิทและก็คล้ายๆ กับตัวก่อนๆ ที่สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็น AQUOS ก็จะอยู่ที่มุมบนด้านขวา มองเห็นได้อย่างชัดเจนขอบล่างคือการบ่งบอกตัวตนความเป็นชาร์ป ด้วยโลโก้ SHARP สีเงินตัดกับตัวบอดี้สีดำ ส่วนฐานออกแบบมาในรูปแบบทรงรีปลายแหลม และที่สำคัญฐานของจอนี้สามารถปรับมุมส่ายได้อีกด้วยระบบเสียงแบบ SRS TruSurround XTอีกแล้วครับ เกมที่แล้วเรายังไม่เฉลยกันเลย มาเล่นเกมกันอีกรอบละกัน ถามว่าช่องไหนรับสัญญาณรีโมท ช่องไหนเป็นเซนเซอร์วัดแสง ด้วยคำถามเดิม กติกาเดิม (ภาพเกือบเดิม)  ส่วนสองจุดทางขวาก็ไฟสถานะของ Power ถ้าเปิดจะเป็นสีเขียว ส่วนสถานะ Standby จะเป็นสีแดง และไฟดวงขวาสุด เป็นสถานะการเปิด OPC การปรับแสงตามความสว่างห้องเติมความหรูด้วยขอบล่างกึ่งใสสีชามุมมองด้านข้างกันบ้าง ซึ่งก็ดูไม่หนามากเมื่อเทียบกับขนาดความกว้างของจอปุ่มควบคุมจะอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง และที่น่าสังเกตคือจะไม่มีปุ่ม Power ที่เป็นแบบ Soft-off คือเป็นการปิดแบบไม่มีการตอบสนองกับรีโมทหรือปุ่มอื่นๆ แต่ยังมีการกินไฟอยู่เหมือนเดิม แต่จะกินน้อยกว่าการปิดแบบ Standby หรือการใช้รีโมทปิดนั่นเอง และเงาลางๆ ข้างในนั้นจะเป็นพอร์ตสัญญาณต่างๆ ครับด้านหลังเครื่อง กับพลาสติกแบบด้าน ตรงกลางมีคำว่า AQUOS ปั้มนูนอยู่ด้วย ช่องระบายอากาศเจาะกระจายทั่วด้านหลัง และพอร์ตสัญญาณจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนปลั๊กไฟอยู่ทางขวามือมาดูป้ายบอกคุณสมบัติเครื่องซะหน่อย บอกอย่างชัดเจนว่าเป็น รุ่น LC-52A77M ขนาดจอ 52 นิ้ว ใช้ไฟ 110-240 โวลต์ กินไฟประมาณ 294 วัตต์
มาตราฐานต่างๆของจอภาพที่เรียกกัน WXGA, XGA..?? คืออะไรกัน
คำถามมากมายเกี่ยวกับมาตราฐานของจอภาพที่เรียกกัน XGA, WXGA, WSXGA บลาๆๆ รู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร??วันนี้ทีมงาน LCDSPEC มีคำตอบให้ แค่ 5 นาที ก็จะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียวด้านล่างเป็นการอ่านค่ามาตราฐานต่างๆจอภาพ Notebook รุ่นใหม่ทั่วไปในตลาดจะเป็น WXGA 1388×768 ที่เรียกกันว่าเป็นแบบ HD (Hi-Definition) สามารถเล่นหนังแบบความละเอียดสูงได้เต็มจอ ไม่มีขอบสีดำด้านบนล่าง (อ่านบทความเพิ่มเติม)  ด้านล่างจะเป็นตารางบอกความละเอียดจอภาพตามชนิดต่างๆทั้งจอภาพโน้ตบุค จอภาพคอมพิวเตอร์ นั้น ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนจอภาพให้เลือกอยู่ 3 ขนาด คือ 4:3 / 16:10 และ 16:9รูปภาพจาก Toshiba, Benqโดยแรกเริ่ม เขาใช้จอ 4:3 มานานแล้วครับ ตั้งแต่จอคอมแบบ CRT หรือ จอโทรทัศน์แบบหลอด จนมาเป็นโน้ตบุคที่ใช้จอ LCD ก็ยังคงใช้ 4:3 ความละเอียดตั้งแต่ VGA: 640×480 SVGA: 800×600 XGA: 1024×768 SXGA: 1280×1024 สำหรับโน้ตบุคในตลาดตอนนี้ ไม่มี สัดส่วนนี้ขายแล้วครับ จะมีก็แต่จอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่ยังพอมีเหลือให้เห็นกันบ้าง.. จอสัดส่วนนี้มีดีตรงที่ เหมาะสำหรับใช้ทำงานพวกเอกสาร ทำงานทั่วไป จะแสดงผลแนวตั้งได้ดีครับ ไม่ต้องเลื่อนจอขึ้นลง ให้ปวดหัว แต่จะมีปัญหาก็ตรงที่เวลาดูหนังจาก DVD จะปรากฏขอบหนาๆให้เห็นครับ แต่สำหรับไฟล์หนังจาก VCD เขาอัดมาเป็น 4:3 อยู่แล้วครับ ก็ดูได้เต็มจอ ไม่มีขอบ เหมือนดูในโทรทัศน์จอแก้ว เลยครับรูปภาพจาก Dellจนกระทั่งกระแสจอ Widescreen เริ่มเข้ามา เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็เริ่มใช้จอ 16:10 กับ เครื่องคอมพิวเตอร์กันครับ ในขณะที่ จอ LCD TV เขาใช้กันแบบ 16:9 ที่เป็นสัดส่วนในการดูภาพยนตร์จาก DVD ความละเอียดของ 16:10 ที่เห็นกันบ่อยๆ น่าจะเป็น WXGA:1280×800 WXGA+:1440×900 แต่จริงๆแล้วสัดส่วน 16:10 เนี้ย ก็มีความละเอียดให้เลือกอีกนะครับ เช่น WVGA: 840×480 หรือมากกว่านั้นก็เช่น WSXGA: 1680×1050 WUXGA: 1920×1200 แต่ความละเอียดพวกนี้ น้อยค่ายครับ ที่จะยกลงมาใส่ลงโน้ตบุค ถ้าเครื่องนั้นไม่ได้เป็นเครื่องแบบ workstation ที่ต้องการจอภาพใหญ่ ที่ความละเอียดสูงๆน่ะครับ แต่เมื่อเวลานำโน้ตบุคออกไปพรีเซนต์งานกัน ครั้งแรกคุณอาจจะต้องเซตกันให้วุ่นวายเลย เพราะ เครื่องโปรเจคเตอร์ที่ออฟฟิศ ส่วนมากจะเป็นรุ่นไม่ใหม่มากนัก และยังไม่รองรับ Widescreen เลยต้องปรับไปใช้สัดส่วน 4:3 กัน พื้นที่ทำงานก็น้อยลง งานที่ทำมาก็ผิดสัดส่วนอีก แต่ช่วงหลังๆมานี่ โปรเจคเตอร์ก็มี Widescreen ให้เลือกปรับกันแล้ว น่าจะสบายขึ้นมา(บ้าง)นะครับและแล้ว จอ 16:10 ที่ใช้กันมาจนมีอายุอานามร่วม 5 ปีเศษ ก็ต้องถูกแทนที่ด้วยมาตรฐานใหม่ นั่นคือ 16:9 ครับ จะได้เหมือนๆกับพวก LCD TV ซะที ช่วงที่ใช้ 16:10 กันเนี้ย จะมีเสียงบ่นมาว่า“จอของฉัน เป็นจอ Widescreen แต่ทำไมดูหนัง DVD แล้วยังมีขอบบน-ขอบล่าง โผล่มาให้เห็นอีก”ขอตอบว่า เพราะหนังที่อัดมาใน DVD นั้น เขาทำมาเป็นสัดส่วน 16:9 ครับ แต่จอเป็น 16:10 เลยทำให้เหลือขอบอีก 0.5 ทั้งบน และ ล่าง“แต่ขอบที่ฉันว่า มันหนามาก หนาเป็นไส้กรอกขอบชีสยังไงยังงั้นเลย”ขอตอบว่า แสดงว่าหนังเรื่องนั้น เป็นภาพยนตร์ที่ทำมาเป็นสัดส่วน Anamorphic Widescreen ที่ต้องการให้เห็น รายละเอียดกว้างครบทั้งจอ เหมือนกับที่ฉายในโรงหนังครับ ปรับสัดส่วนได้ แต่หน้าคนจะยืดยาวขึ้นมานะครับตอนนี้ก็เลยมีจอ 16:9 มาเป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง สำหรับโน้ตบุคแล้ว ความละเอียดที่พบเห็นกันได้มากที่สุด มีสองขนาดครับคือ 1366×768 (เท่ากับ LCD TV แบบ HD-ready เลย) กับแบบ Full HD 1920×1080 แต่จริงๆแล้ว เขาใช้มาตรฐานคล้ายๆกับ 16:10 ในการเรียกชื่อพวก WXGA/WSVGA อะไรพวกนี้ ต้องบอกก่อนเลย เมื่อแรกเห็นจอโน้ตบุคแบบ 16:9เป็นเรื่องปกติครับ เราลองดูรูปเปรียบเทียบ ภาพทุกสัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน ณ ปัจจุบันนี้ดูนะครับวิธีการอ่าน Chartรูปภาพจาก wikipediaสรุป คือ เลือกหน้าจอที่มีความละเอียดที่สูงที่สุดเท่าที่เลือกได้ตามงบประมาณที่มี และให้มีสัดส่วนของหน้าจอเป็น 16:9 เพราะหนังและเกมส์ใหม่ๆ ที่ออกมา่ใหม่จะรองรับสัดส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเกือบทุกรุ่นจะขึ้นต้นด้วย W(wide screen-จอกว้าง) เช่น WXGA, Wxxxท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ wikipedia หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้ที่ เวปบอร์ด กูรูของเราจะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ Monitor/LCD-
PS3 กับ 1080p แบบสามมิติ จะไปด้วยกันได้หรือไม่
ปัญหาให้สับสนเล่นกันอีกแล้ว เมื่อคู่มือการทำเกมสามมิติอย่างเป็นทางการของ PlayStation 3 กลับระบุว่า เครื่องจะแสดงผลแค่ 720p เท่านั้น ตอนนี้ทาง Sony เองก็ได้ออกมาให้รายละเอียดในการประชุมกลุ่มนักพัฒนาที่ผ่านมาแล้ว คุณ Simon Benson จาก Sony ได้อธิบายว่า แม้เกมอย่าง Super Stardust HD จะรันอยู่ที่ 1080p โดยตัวมันเองแล้ว แต่ภาพจะโดนลดขนาดมาเป็น 720p สองภาพแทน (แต่ละภาพสำหรับตาแต่ละข้าง) แต่แน่นอนเครื่อง PlayStation 3 สามารถแสดงผลภาพสามมิติด้วยความละเอียดขนาดนั้นได้ รวมทั้งภาพของ Blu-Ray ที่จะอัพเกรดในอนาคตด้วย เขายังบอกอีกว่า มันสามารถรันภาพ 720p ได้ที่ 60 เฟรมอยู่แล้ว สำหรับ Blu-Ray จะรันที่ 24 เฟรม สำหรับพวก Cinematic Game นั้นเหมาะจะรันที่เฟรมต่ำแต่ความละเอียดสูงๆ แต่ ณ ตอนนี้ตามคู่มือยังไม่สามารถทำได้ปัญหานี้อาจจะไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดกับตัวคนเล่น คุณ Benson บอกอีกว่า แม้ตัวนักออกแบบกราฟิกที่ชำนาญยังแยกภาพความละเอียดทั้งสองแทบไม่ออก เรื่องนี้ก็คงเป็นปัญหาให้คนที่มีเวลาว่างพอจะมานั่งนับพิกเซลไปเถียงเล่นกันสักพักที่มา : joystiq.com
รู้กันหรือเปล่าวันที่ 25 – 29 นี้มีงาน CEMART ขายของเครื่องใช่ไฟฟ้าเพียบ
ก่อนจะไปดูโปรโมชั่นเราไปดูรายละเอียดของงาน CEMART กันก่อนดีกว่าเออาร์ไอพี เดินหน้าระดมพันธมิตรแห่งวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดมิติใหม่ของงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้น นำแห่งปี “Consumer Electronics Mart 2010” หรือ CEMART 2010 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบรับชีวิตอนาคต ภายใต้แนวคิด “The Future Right Now” หวังเป็นหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค ชี้ CE เป็นสินค้าที่กำลังเข้าสู่ยุค Hyper Technology เริ่มเห็นแนวโน้มจาก “คอมมาร์ต” พร้อมขนโปรโมชันสุดพิเศษลดกระหน่ำ ตั้งเป้าผู้เข้าชมงาน 2 แสนราย ประเดิมยอดขาย 200 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 25 – 29 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ชื่อ CEMART 2010 กล่าวว่า เออาร์ไอพี ร่วมกับบริษัทคู่ค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เตรียมจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชั้นนำแห่งปี มิติใหม่แห่งการชอปปิ้ง ภายใต้ชื่อ “Consumer Electronics Mart 2010” หรือ CEMART 2010 พร้อมกับชูคอนเซปท์ “The Future Right Now” สัมผัสชีวิตในอนาคตได้ที่งาน CEMART 2010 เพราะสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันเป็น Hyper Technology ที่มีมิติมากขึ้น เพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และเป็นการพัฒนาความรู้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ให้ผู้บริโภคได้สามารถเลือกซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม ทั้งคุณภาพและราคา“เออาร์ไอพี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในฐานะผู้จัดทำสื่อด้านไอที เป็นผู้จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าไอทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อย่าง “คอมมาร์ต” ซึ่งการจัดงานที่ผ่านมาได้มีการทดลองตลาดโดยการขยายส่วนการจัดแสดงสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้ามาแล้วถึง 2 งาน ผลตอบรับดีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมองเห็นโอกาสทางการตลาด รวมถึงเรารู้พฤติกรรมของผู้บริโภคว่าต้องการอะไร ที่สำคัญสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะ Hyper Technology ที่มีมิติต่างจากเดิม ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้ใช้งานได้หลากหลาย และเพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้ใช้ ตลาดสินค้าไอทีและคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์จึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเข้าหา กันมากขึ้น และแม้ว่า CEMART จะเป็นน้องใหม่ของงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ด้วยทีมงานคอมมาร์ต ก็สามารถรับประกันทั้งคุณภาพและราคาได้เป็นอย่างดี” นายปฐมกล่าวนายปฐมกล่าวต่อว่า บริษัทฯ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมงานในครั้งนี้ ประมาณ 200,000 ราย ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมของงานคอมมาร์ต และผู้บริโภคทั่วไปที่เริ่มมีความต้องการจะซื้อบ้าน คอนโดมีเนียม หรือผู้ที่มีบ้านอยู่แล้วและต้องการจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้เพิ่มเติม รวมทั้งผู้แทนจำหน่าย ดีลเลอร์ทั่วประเทศ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไป อีกทั้งงานครั้งนี้บริษัทคู่ค้าก็นำสินค้าใหม่ๆ มาโชว์ให้ผู้เข้าชมงานได้ชมและเลือกซื้อในราคาสุดพิเศษ โดยตั้งเป้ายอดขายภายในงานไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ มองว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นตลาดที่ใหญ่ มีมูลค่าโดยรวมถึง 80,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดไอทีโดยรวม 60,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในช่วง ครึ่งปีหลังของปีนี้น่าจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกด้าน นายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป และผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะนำมาจัดแสดงในงาน CEMART 2010 ครั้งนี้ จะเน้นเทคโนโลยีล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในต่างประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเทรนด์ตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ คือ ทันสมัย ง่าย สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น พัดลมแนวใหม่ไร้ใบพัด, เพอร์ชัลเนล อินเตอร์เน็ต วิวเวอร์, เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่สามารถประมวลผลมวลรวมของร่างกายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ และ ไอโฟนโปรเจคเตอร์ เมื่อสวมเข้ากับไอพอดทัชหรือไอโฟน (iPhone 3GS, 3G, 2G) แล้วจะกลายเป็นโปรเจคเตอร์ขนาดย่อมสำหรับกิจกรรม เสวนา Workshop ที่น่าสนใจ อาทิ โฮมแคร์ พบกับเทคนิคการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้านเพื่อการดูแลคนที่คุณรักทุกที่ ทุกเวลา, โหลดบิทสบายๆ กับ HD Player กิจกรรมบนเวทีกลาง อาทิ รู้ลึก LCD, LED ในทุกฟังค์ชันการใช้งาน, ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 สัญลักษณ์แห่งคุณภาพ, เครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐาน มอก. นั้นสำคัญไฉน และรู้จักกับศาสตร์การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เข้ากับหลักฮวงจุ้ย CEMART Buyer’s Guide Corner แนะนำการเลือกซื้อ LED,LCD และอุปกรณ์ต่อพ่วง รวมทั้งCEMART Auction ประมูลสินค้าไอทีและ CE หลากหลายรายการ เริ่มต้นที่ 1 บาทนอกจากนี้ ในงานยังมีโปรโมชันพิเศษสุดสำหรับผู้เข้าชมงาน โดยสามารถนำเอกสารใบปลิวงาน CEMART 2010 มาร่วมลุ้นโชคสร้อยคอทองคำรายวัน รวม 20 เส้น ที่จุดบริการ CEMART Big Plus และเมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบทุก 3,000 บาท สามารถแลกรับคูปองชิงรางวัล I Phone 4 , โน้ตบุ๊ค และรางวัลอื่นๆ ภายในงานอีกมากมาย โดยงานมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้เข้าชมงานสามารถโดยสาร รถไฟฟ้าใต้ดิน ปลายทางสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าชมงานได้ทันทีสำหรับพันธมิตรที่เข้าร่วมสนับสนุนในการจัดงาน “CEMART 2010” ประกอบด้วย บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด บริษัท แอลจี อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดิจิตอล เบสท์บาย จำกัด บริษัท ฮาร์ดแวร์ เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท เพาวเวอร์บาย จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
เอเซอร์ ส่ง โปรเจคเตอร์ H5360 ใหม่ล่าสุด พร้อมเสิร์ฟความบันเทิงถึงบ้านคุณ
เอเซอร์ ส่ง โปรเจคเตอร์ H5360 ใหม่ล่าสุดพร้อมเสิร์ฟความบันเทิงถึงบ้านคุณบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด  นำเสนอความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วย ดีแอลพี โปรเจคเตอร์ รุ่น H5360 รองรับความบันเทิงในรูปแบบ 3 มิติ พร้อมคุณภาพสีเสมือนจริง คมชัด สดใส ให้คุณชมภาพยนต์ หรือเล่นเกม ได้อย่างเต็มอรรถรส ด้วยระบบการแสดงภาพระดับ Hi-Definition 720p ให้ความคมชัดทุกรายละเอียด ไม่สะดุดด้วยความเร็ว 24fps และรองรับการเชื่อมต่อแบบ HDMI พร้อมเทคโนโลยีแสดงผล Acer ColorBoost II+ ,  Acer eView และเทคโนโลยี Acer ColorSafe เพื่อความสมบูรณ์ของภาพ  ซึ่งโปรเจคเตอร์ รุ่น H5360 มาพร้อมความสว่าง 2,500 ANSI Lumens และวามคมชัดสูงสุด 3200:1 อายุการใช้งานหลอดภาพสูงสุด 4,000 ชม. และด้วยเทคโนโลยี Acer EcoProjection ช่วยให้คุณประหยัดพลังงานมากถึง 50% โดยมีราคาอยู่ที่ 32,900 บาท (รวม VAT 7%) สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอเซอร์ทั่วประเทศ หรือที่เอเซอร์ คอลล์ เซ็นเตอร์ ที่เบอร์โทรศัพท์ 026854311หรือคลิกไปที่ www.acer.co.th
Review: Acer S231HL – LED Monitor 23″ Full HD ประสิทธิภาพเต็มที่ ดีไซน์บางเฉียบ
By: por | Date: 12 July 2010 | อ่าน 110,418 | 4 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

ในวันนี้ LCDSPEC ได้มีโอกาสสัมผัสกับ LED Monitor รุ่นใหม่จากทาง Acer กัน ในรุ่น S231HL เป็นจอ Widescreen ที่มีขนาดหน้าจอ 23 นิ้ว สัดส่วนยอดนิยม 16:9 อีกทั้งยังมีความละเอียดระดับ Full HD (1920×1080พิกเซล) มีคอนทราสต์ที่สูงถึง 12,000,000:1 และอัตราความเร็วตอบสนองที่ 5ms

หน้าจอเป็นแบบจอด้าน สำหรับความสามารถอื่นๆ LED Monitor รุ่นนี้ พูดกันตามความเป็นจริงก็บอกได้เลยครับว่าไม่มี ก็แน่ล่ะราคาแค่หกพันบาทต้นๆ จะใส่อะไรมากมายได้อย่าง ทำให้การรีวิวครั้งนี้เราก็จะมาเน้นในส่วนของเวลานำไปใช้งานจริงกันนะครับ ว่าสามารถตอบโจทย์การใช้งานแต่ละประเภทว่าได้ดีเพียงใดครับ

20100703_IMG_0897

คราวนี้เรามาลองแกะกล่องดูกันเลยดีีกว่าว่าเจ้า LED Monitor: Acer S231HL นั้นจะมีอะไรมาบ้าง ซึ่งพร้อมด้วย สายสัญญาณทั้ง Digital (DVI) และ Analog (D-Sub) และที่จะขาดซะไม่ได้ก็เห็นจะเป็นอแดปเตอร์ไฟแบบภายนอก เนื่องจากจอได้ออกแบบมาให้มีความบางค่อนข้างมากเลยทำให้ต้องแยกภาคจ่ายไฟออก มาวางไว้ข้างนอกอีกที

01-Specification

Spec

LED Monitor Acer S231HL ที่มากับขนาดจอใหญ่ถึง 23 นิ้ว แบบไวด์สกรีน 16:9 บนความละเอียดสูงสุดที่ 1920 x 1080 จุดภาพ (FullHD) ที่ให้อัตราความคมชัดมากถึง 12ล้าน:1 (ACM) และความเร็วตอบสนองที่อาจจะดูเป็นมาตรฐานสักหน่อยคือ 5ms โดยสนนราคาค่าตัวตามโบร์ชัวอยู่ที่  6,540 บาท ซึ่งในส่วนของราคาจะเห็นว่าราคาก็จัดได้ว่าสมเหตุสมผลอยู่ แต่ยังไงก็ยังน่าเสียดายที่น่าจะติดตั้งพอร์ต HDMI มาให้ด้วยเลย เผื่อว่าใครอย่างเอาไปต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซล หรือแม้แต่การ์ดจอพีซีรุ่นใหม่ๆ ที่ในปัจุบันควรจะมี HDMI กันหมดแล้ว

02-Design

20100703_IMG_0870

ครับหลังจากที่ได้แกะออกมาแล้ว ก็พบกับ… โฟมครับ… อ่อไม่ใช่ครับ พระเอกของเราเองครับ LED Monitor: Acer S231HL ที่เล่นกับตัวกรอบแบบ Glossy ในสีที่ดำสนิท หน้าตาโดยรวมดูเรียบหรู

20100703_IMG_0875

ในส่วนฐานก็ไม่ได้ดูหวือหวาอะไรมากนักเป็นเพียงฐานกลมรีขัดมันแบบ Glossy ลักษณะเดียวกับตัวจอ

20100703_IMG_0878

ส่วนด้านหลังนั้นก็ออกมาแบบเรียบๆ ครับ มีป้ายสติกเกอร์บ่งบอกว่าเป็น S231HL เพียงจุดเดียวของเครื่อง ถัดมาตรงกลางของเครื่องจะเป็นสกรูสำหรับขันยึดกับขาตั้ง และขวาสุดเป็นพอร์ตต่างๆ ครับ

20100703_IMG_0882

อ่อทางมุมบนซ้ายเป็นตัวอัดนูนโลโก้ acer ที่เห็นได้อย่างชัดเจน

20100703_IMG_0889

ลองมาดูความบางของตัวจอกันหน่อยละกัน

20100703_IMG_0893

ปุ่มต่างๆ นั้นจะอยู่บริเวณด้านล่างขวาของตัวจอ แต่อาจจะสังเกตยากสักหน่อย ที่้เห็นจากในภาพนั่นเป็นปุ่มเปิด/ปิดครับ เวลาจอทำงานจะมีแสงสีฟ้าออกมา ส่วนถ้าเป็นสถานะ Standby จะเป็นสีเหลืองครับ

20100703_IMG_0890

มากันที่อีกมุมนึง ที่ดูสวยหรูเรียบๆ

20100703_IMG_0877

การเชื่อมต่อของ LED Monitor: Acer S231HL นั้นก็ไม่มีอะไรมากมาย ซึ่งที่แต่ละพอร์ตก็มีการเขียนไว้อย่างชัดเจนด้วย จากซ้าย คือ DVI-D, D-Sub และขวาสุดเป็นช่องต่อเสียบอแดปเตอร์หรือแหล่งพลังงานแหล่งเดียวของจอเลยครับ (ว่าแต่จะมีจอไหนมีช่องต่อไฟเกิน 1 ช่องบ้างเนี่ย –.-” )

« ก่อนหน้านี้ 1 2 3 4 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (4)
samantagtr (124.120.6.xxx) | 15/07/2553 : 11:10      

สามารถชมได้จากบทความนี้เลยครับ ^^ http://www.lcdspec.com/web/?p=13071

ความคิดเห็นที่ 4
Anonymous (124.120.6.xxx) | 14/07/2553 : 22:05      

ซื้อ Monitor นี่ต้องดูอะไรบ้างคับนี่

ความคิดเห็นที่ 3
samantagtr (124.121.245.xxx) | 14/07/2553 : 12:29      

นั่นสิครับ เป็นข้อสังเกตอย่างนึงเหมือนกันนะ

ความคิดเห็นที่ 2
Anonymous (222.123.126.xxx) | 13/07/2553 : 02:23      

ปุ่มกด มองไม่เห็นเหมือน Samsung เลย เวลาใช้งานจริง ผมต้องหาสติ๊กเกอร์สีขาวมาแปะเอาไว้ จะได้รู้ว่าปุ่มอยู่ตรงไหน … หมดสภาพ

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online