Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review : Sharp LC-52A77M LCD TV ใหญ่สะใจ ไม่เกรงใจใคร
สวัสดีครับ… หลังจากที่รีวิว Sharp LC-42LE700M ผ่านไป ถ้าใครยังไม่จุใจกับขนาดเพียงแค่ 42 นิ้วหล่ะก็ มาลองดู Sharp LC-52A77M LCD TV Full HD กันหน่อยเป็นไง กับขนาดที่ใหญ่ถึง 52 นิ้วกันไปเลย ซึ่งก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจอีกรุ่นหนึ่งลองส่องๆ ดูสเปกกันสักนิด ด้วยหน้าจอขนาด 52 นิ้ว บนความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) ที่มาพร้อมกับความคมชัดขนาด 50,000:1 ความสว่างหน้าจอที่ 450 cd/m2 ระบบเสียงแบบ SRS TruSurround XT และพอร์ตเชื่อมต่อจำนวนมากหลังจากได้ดูสเปกเครื่องกันมาแล้ว คราวนี้ก็มาแกะกล่องประกอบเครื่องกันดูบ้างดีกว่าว่าจะใหญ่โตสักเท่าไหร่… จะว่าไปก็ไม่ได้โตอะไรมากหรอกครับ แค่เกินครึ่งห้องที่เราใช้ในการรีวิวมานิดหน่อยก็แค่นั้นเอง –.-‘ ดูเอาง่ายๆ ครับ โต๊ะที่วางนั่นก็โต๊ะวางคอมพิวเตอร์ขนาดปกติ (ปกติ แบบที่ว่า วางเฉพาะคอมนะครับ ไม่มีที่ให้วางเครื่องพิมพ์หรืออุปกรณ์อื่น) ก็ใหญ่กว่าโต๊ะไปประมาณข้างละฟุตเห็นจะได้ครับ.. และแล้วโฉมหน้าของ Sharp LC-52A77M ก็เป็นอย่างที่เห็นนี่หล่ะครับ ตัวบอดี้แบบดำกรอสซี่ และพาเนลสีดำสนิทและก็คล้ายๆ กับตัวก่อนๆ ที่สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็น AQUOS ก็จะอยู่ที่มุมบนด้านขวา มองเห็นได้อย่างชัดเจนขอบล่างคือการบ่งบอกตัวตนความเป็นชาร์ป ด้วยโลโก้ SHARP สีเงินตัดกับตัวบอดี้สีดำ ส่วนฐานออกแบบมาในรูปแบบทรงรีปลายแหลม และที่สำคัญฐานของจอนี้สามารถปรับมุมส่ายได้อีกด้วยระบบเสียงแบบ SRS TruSurround XTอีกแล้วครับ เกมที่แล้วเรายังไม่เฉลยกันเลย มาเล่นเกมกันอีกรอบละกัน ถามว่าช่องไหนรับสัญญาณรีโมท ช่องไหนเป็นเซนเซอร์วัดแสง ด้วยคำถามเดิม กติกาเดิม (ภาพเกือบเดิม)  ส่วนสองจุดทางขวาก็ไฟสถานะของ Power ถ้าเปิดจะเป็นสีเขียว ส่วนสถานะ Standby จะเป็นสีแดง และไฟดวงขวาสุด เป็นสถานะการเปิด OPC การปรับแสงตามความสว่างห้องเติมความหรูด้วยขอบล่างกึ่งใสสีชามุมมองด้านข้างกันบ้าง ซึ่งก็ดูไม่หนามากเมื่อเทียบกับขนาดความกว้างของจอปุ่มควบคุมจะอยู่ทางด้านขวาของตัวเครื่อง และที่น่าสังเกตคือจะไม่มีปุ่ม Power ที่เป็นแบบ Soft-off คือเป็นการปิดแบบไม่มีการตอบสนองกับรีโมทหรือปุ่มอื่นๆ แต่ยังมีการกินไฟอยู่เหมือนเดิม แต่จะกินน้อยกว่าการปิดแบบ Standby หรือการใช้รีโมทปิดนั่นเอง และเงาลางๆ ข้างในนั้นจะเป็นพอร์ตสัญญาณต่างๆ ครับด้านหลังเครื่อง กับพลาสติกแบบด้าน ตรงกลางมีคำว่า AQUOS ปั้มนูนอยู่ด้วย ช่องระบายอากาศเจาะกระจายทั่วด้านหลัง และพอร์ตสัญญาณจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ ส่วนปลั๊กไฟอยู่ทางขวามือมาดูป้ายบอกคุณสมบัติเครื่องซะหน่อย บอกอย่างชัดเจนว่าเป็น รุ่น LC-52A77M ขนาดจอ 52 นิ้ว ใช้ไฟ 110-240 โวลต์ กินไฟประมาณ 294 วัตต์
100Hz.. มันมีดีอะไร มีแล้วดีอย่างไร จำเป็นต้องมีไหม?? อยากรู้ ไปดูกัน
เวลาเราจะซื้อทีวีสักเครื่อง เวลาไปเดินตามห้าง หรือ ดูในโบรชัวร์ จะเห็นคำนึงที่เขียนว่า เครื่องนี้รองรับ 100Hz / 120Hz บางยี่ห้อยิ่งเอาค่านี้มาแข่งกันเลย บางเครื่องอาจจะบอกว่าเครื่องนี้ 400Hz 600Hz โหยยย อะไรมันจะมากมายกันนักกันหนาค่า Hz เนี้ยเป็นการนำเสนอของ Refresh Rate ครับ ค่านี้ไม่ได้เพิ่งมีนะครับ มีมานานแล้ว คุณสมบัตินี้มีมาตั้งแต่สมัยเราใช้จอแก้ว หรือ CRT แล้ว สำหรับทีวีนั้น จะมีแต่รุ่นที่ค่อนข้าง hi-end นิดนึง และ แน่นอนว่า ราคาจะสูงกว่ารุ่นธรรมดา แต่ก็แลกมากับคุณภาพที่ดีกว่า ส่วนจะดีกว่ายังไง เดี๋ยวเราจะได้รู้กันครับโดยปกติแล้ว การออกอากาศของระบบโทรทัศน์ ในแถบอเมริกา จะใช้ระบบ NTSC จะมีความถี่ของสัญญาณ 60Hz และ ในแถบยุโรป รวมทั้งเอเชีย และ ประเทศไทย จะใช้ระบบ PAL (หรือ SECAM) จะมีความถี่ของสัญญาณ 50Hz ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อออกอากาศผ่านสายอากาศ หรือ เคเบิ้ลทีวี จะต้องถูกสัญญาณรบกวนจะภาวะรอบข้าง และระบบของไฟฟ้าของไทยเรา ก็ใช้ 50Hz เช่นกัน แน่นอนว่า ง่ายต่อการถูกรบกวนแน่ๆRefresh Rate คือค่าความไวในการเปลี่ยนภาพ ขณะที่เราดูทีวี แน่นอนว่ามันเป็นภาพเคลื่อนไหว หลักการของภาพเคลื่อนไหว นั่นคือ การมีภาพนิ่งหลายๆมาเรียงต่อกัน และ ระบบที่จอ CRT หรือจอกระจกใช้ นั่นคือปืนอิเลกตรอนที่อยู่ภายในหลอดภาพ โดยมันจะยิ่งมาที่แต่ละ pixel บน panel ด้านหน้าที่เคลือบสารเคมีจำพวกสารเรืองแสงเอาไว้ ทีละบรรทัด ให้เกิดแสงสีในแต่ละ pixel ไล่จากซ้ายไปขวา และ ไล่ลงมาเรื่อยๆจากบนลงล่าง พอยิงครบหนึ่งภาพ เขาจะเรียกว่า 1 Frame ครับ ซึ่งโดยปกติจอ TV แบบ CRT นั้นจะมีความไวที่เท่ากับระบบการออกอากาศ นั่นคือ 50-60Hz ครับการที่มีค่า Refresh Rate สูงกว่า source นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนภาพในแต่ละภาพ (Frame) จะมีความไวขึ้น ถ้าเกิดว่าโทรทัศน์เครื่องนั้น เป็นระบบ 100Hz นั่นหมายความว่า จะมีระบบแสกนภาพเร็วเป็นสองเท่า โดยใน TV แต่ละเครื่องจะมีชิปประมวลผลที่จะ ทำนายการเคลื่อนไหวของframeถัดไปที่กำลังจะตามมา แล้วนำframeนั้นมาแทนที่ ทำให้เกิดความนิ่งมากขึ้น สัญญาณรบกวนที่เกิดจากสิ่งรอบด้านก็ลดลงไปด้วยครับเพราะข้อดีเรื่องความนิ่งของภาพ การกระพริบที่ลดน้อยลง ระบบแสกนภาพสูงๆ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในจอ Monitor ของ Computer เพราะจอ Computer เป็นจอที่ผู้ใช้ต้องนั่งจ้องตัวอักษรในระยะใกล้ การปรับค่า Refresh Rate จึงมีอยู่ใน Computer ทุกเครื่องถ้าคุณเคยดูข่าว หรือ รายการทีวีที่เขาเอากล้องไปถ่ายจอโทรทัศน์ จะเห็นว่า จะมีเส้นดำๆ วิ่งจอตลอดเวลา เพราะว่ากล้องนั้นมี Refresh rate ที่ต่างจาก จอTVเครื่องนั้นเมื่อถึงเวลาที่จอ CRT เริ่มจะหายไปจากตลาด จอ LCD/Plasma เริ่มมีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มพัฒนาจากระบบ 50Hz ก่อนครับ และ วางขายกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปัญหาเก่าๆก็ตามมาอีกแล้ว นั่นคือภาพที่เกิดการกระพริบระหว่างการแสกนภาพ อันที่จริงแล้วปัญหานี้มันควรจะหายไปได้แล้ว เพราะจอ LCD นั้นมีหลักการแสดงภาพที่ไม่ต้องอาศัยปืนอิเลกตรอนภายในหลอดภาพอีกแล้ว แต่จริงๆแล้ว LCD จะมีค่าที่เรียกว่า Response time ขึ้นมาครับ โดยมันจะเป็นความเร็วในการที่แสง backlight จะสองไปยัง pixel ที่ใช้แสดงสีออกมาก่อนจะออกมาเป็นภาพหนึ่งภาพ โดยค่า Response Time นั้นจะมีหน่วยเป็น Milli-Second (ms) ถ้ายิ่งน้อย ก็จะยิ่งดี ยิ่งเปลี่ยนภาพได้ไว ผนวกกับความถี่ของแสง backlight นั้นที่มีความถี่ 50Hzระบบ100Hz บนจอLCD/Plasma มีข้อดีไม่ต่างจาก CRT เลยครับ เพราะจะให้ภาพที่นิ่งกว่า 50Hzแบบเดิมๆ นั่นทำให้ตอนนี้หลายๆค่ายเริ่มจะออกมาให้ความสำคัญกับระบบใหม่นี้กันแล้วครับ จึงมีให้เลือกตั้งแต่ 100Hz สำหรับ PAL/SECAM และ 120Hz สำหรับ NTSC บางรุ่นทยานสูงไปถึง 200Hz 240Hz เลยครับแต่มีค่านึงที่ผมดูว่าอาจจะเยอะไปซะหน่อย นั่นคือ 600Hz ตรงนั้นจะมีกำกับไว้ว่าเป็น Sub Field Drive จริงๆแล้วระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบการแสกนภาพ 100Hz นั่นแหละครับ แต่ Sub Field Drive นี้เป็นขั้นตอนที่จะแสดงภาพออกมาด้วยความเร็วสูงบนจอ โดยเวลาที่แต่ละ frame แสดงขึ้นบนจอ Sub Field Drive จะแสดงภาพ 10 ครั้ง (หรือมากกว่า) นั่นหมายความว่า มันกระพริบ 600 ครั้งต่อวินาที (สำหรับ 600Hz) ยิ่งภาพหนึ่งภาพ กระพริบในจำนวน frame ที่มากๆ สิ่งที่ตามมา นั่นคือภาพเคลื่อนไหวที่เนียนเป็นธรรมชาติ เงาซ้อนก่อนจะเปลี่ยนภาพ ก็จะลดเลือนหายไปที่กล่าวมาทั้งหมดนี่คือเทคโนโลยีในการแสดงภาพของ TV สมัยใหม่ แต่การจะนำระบบการแสกนภาพแบบนี้ ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างสูง ค่ายบางค่ายจึงไม่ได้นำ 100Hz มาใส่ แต่จะมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พยายามจะทดแทน แต่ผมว่ายังไม่ดีพอ เช่น Clear TV, TV Plus ฯลฯ ส่วนจะดีกว่าหรือเปล่า ต้องใช้ตาคุณเองพิสูจน์แล้วหละครับ ^^*
มินิรีวิว Samsung "C9000 3D LED TV" สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัว
มินิรีวิว “Samsung C9000 3D LED TV” สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัวกรุงเทพฯ (15 กรกฎาคม 2553) – ซัมซุงแนะนำ “ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” (Samsung C9000 3D LED TV) มาสเตอร์พีซแห่งทีวีชิ้นงามที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมและโดดเด่นด้วยที่สุดของการออกแบบ ที่ทำให้ผู้ชมดื่มด่ำทุกสัมผัส เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในทุกมิติของภาพด้วยเทคโนโลยี 3D HyperReal Engine ซึ่งได้รับการันตีด้วยรางวัล Innovation Award จาก ICES2010 ดีไซน์บางสวยเร้าใจเพียง 7.9 มม.หรือบางกว่าปากกา ให้ภาพคมชัดในทุกรายละเอียดและความเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยี Precision Dimming การออกแบบหลอด LED แบบ Diamond Shape เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุง และมีการถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วประมาณ 960 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะช่วยทำให้การแสดงภาพฟูลเอชดี 3 มิติมีความราบรื่น ดูเป็นธรรมชาติมีชีวิตชีวาและสมจริงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยชมผ่าน   “3D Active Glasses” แว่นตาที่ออกแบบมาพิเศษดีไซน์สวยหรู น้ำหนักเบาเพียง 30 กรัม โดยใช้เทคโนโลยีการสลับมุมภาพของตาซ้ายและตาขวาเพื่อให้ภาพออกมาเป็นแบบ 3 มิติ ดูสบายตา อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนภาพจากระบบ 2 มิติ เป็น 3 มิติได้อีกด้วย>>> สเปก Samsung C9000 3D LED TV เต็มๆ ครับ <<<นอกจากนี้ยังล้ำหน้ายิ่งกว่าด้วย Touch Remote Control รีโมทคอนโทรลหน้าจอแอลอีดีแบบสัมผัสที่เป็นเสมือนทีวีเครื่องจิ๋วอีกเครื่องในมือ ที่ทำให้ผู้ชมได้รับชมรายการโปรดได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดภายในบ้าน รวมถึงเทคโนโลยี Planet First ที่ทำให้ทีวีของซัมซุงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะประหยัดพลังงานกว่าแอลซีดีทั่วไปสูงสุดถึง 43% ซึ่งนับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างแท้จริงของเทคโนโลยีเหนือระดับกับการออกแบบชั้นเยี่ยม “ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” วางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านซัมซุงแบรนด์ช็อปและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศในราคาเครื่องละ 279,990 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าซัมซุง 0-2689-3232 หรือโทรฟรีจากโทรศัพท์บ้าน 1-800-29-3232เอาล่ะครับ อดใจไว้ชมมินิรีวิว Samsung C9000 3D LED TV ตอนท้าย ตอนนี้เรามาชมบรรยากาศงานก่อนดีกว่าในงานวันนี้ได้จัดขึ้นที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ซึ่งภาพด้านบนเป็นด้านหน้าของงานครับโดยมี backdrop เป็น Samsung Masterpiece C9000 อย่างชัดเจนบรรดาผู้บริหารร่วมถ่ายภาพร่วมกันเข้ามาหน่อยก็จะเป็นส่วนลงทะเบียนของงาน (พริตตี้แจ่มๆ ตามไปดูกันได้ที่หน้าสุดท้ายนะครับ ^^)โดยที่พิเศษหน่อยสำหรับแขกคนสำคัญก็จะมีการเซ็นชื่อบนหน้าจอทัชกรีนขนาดใหญ่โดยส่วนตัวผมก็ไม่สัดทัดเกี่ยวคนดังซะเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร – -aและยังมีนักธุรกิจ ดารา มาร่วมงานมากกมายอีกด้วยคราวนี้เราเข้ามาดูในส่วนของห้องที่จัดงานกันดีกว่าจะเห็นได้ว่าหรูหรา อลังการ สมกับเป็นงานเป็นตัว Samsung C9000 3D LED TVอีกทั้งยังมีอาหารไว้รองรับแขกผู้มีเกียรติมากมาย รวมไปถึงสื่อมวลชนอย่างผมด้วยเรียกได้ว่าผมก็รองท้องไปเยอะเหมือนกัน ทางคาว ทั้งหวาน ^^ในหน้าถัดไปก็จะเป็นส่วนของพิธีการของงานแล้วนะครับ
เอเซอร์ ส่ง โปรเจคเตอร์ H5360 ใหม่ล่าสุด พร้อมเสิร์ฟความบันเทิงถึงบ้านคุณ
เอเซอร์ ส่ง โปรเจคเตอร์ H5360 ใหม่ล่าสุดพร้อมเสิร์ฟความบันเทิงถึงบ้านคุณบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด  นำเสนอความบันเทิงเต็มรูปแบบด้วย ดีแอลพี โปรเจคเตอร์ รุ่น H5360 รองรับความบันเทิงในรูปแบบ 3 มิติ พร้อมคุณภาพสีเสมือนจริง คมชัด สดใส ให้คุณชมภาพยนต์ หรือเล่นเกม ได้อย่างเต็มอรรถรส ด้วยระบบการแสดงภาพระดับ Hi-Definition 720p ให้ความคมชัดทุกรายละเอียด ไม่สะดุดด้วยความเร็ว 24fps และรองรับการเชื่อมต่อแบบ HDMI พร้อมเทคโนโลยีแสดงผล Acer ColorBoost II+ ,  Acer eView และเทคโนโลยี Acer ColorSafe เพื่อความสมบูรณ์ของภาพ  ซึ่งโปรเจคเตอร์ รุ่น H5360 มาพร้อมความสว่าง 2,500 ANSI Lumens และวามคมชัดสูงสุด 3200:1 อายุการใช้งานหลอดภาพสูงสุด 4,000 ชม. และด้วยเทคโนโลยี Acer EcoProjection ช่วยให้คุณประหยัดพลังงานมากถึง 50% โดยมีราคาอยู่ที่ 32,900 บาท (รวม VAT 7%) สำหรับลูกค้าที่สนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์เอเซอร์ทั่วประเทศ หรือที่เอเซอร์ คอลล์ เซ็นเตอร์ ที่เบอร์โทรศัพท์ 026854311หรือคลิกไปที่ www.acer.co.th
มินิรีวิว Samsung "C9000 3D LED TV" สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัว
By: samantagtr | Date: 16 July 2010 | อ่าน 94,644 | 14 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

มินิรีวิว “Samsung C9000 3D LED TV” สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัว

กรุงเทพฯ (15 กรกฎาคม 2553) ซัมซุงแนะนำ “ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” (Samsung C9000 3D LED TV) มาสเตอร์พีซแห่งทีวีชิ้นงามที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมและโดดเด่นด้วยที่สุดของการออกแบบ ที่ทำให้ผู้ชมดื่มด่ำทุกสัมผัส เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในทุกมิติของภาพด้วยเทคโนโลยี 3D HyperReal Engine ซึ่งได้รับการันตีด้วยรางวัล Innovation Award จาก ICES2010

Samsung_C9000

ดีไซน์บางสวยเร้าใจเพียง 7.9 มม.หรือบางกว่าปากกา ให้ภาพคมชัดในทุกรายละเอียดและความเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยี Precision Dimming การออกแบบหลอด LED แบบ Diamond Shape เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุง และมีการถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วประมาณ 960 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะช่วยทำให้การแสดงภาพฟูลเอชดี 3 มิติมีความราบรื่น ดูเป็นธรรมชาติมีชีวิตชีวาและสมจริงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยชมผ่าน   “3D Active Glasses” แว่นตาที่ออกแบบมาพิเศษดีไซน์สวยหรู น้ำหนักเบาเพียง 30 กรัม โดยใช้เทคโนโลยีการสลับมุมภาพของตาซ้ายและตาขวาเพื่อให้ภาพออกมาเป็นแบบ 3 มิติ ดูสบายตา อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนภาพจากระบบ 2 มิติ เป็น 3 มิติได้อีกด้วย

>>> สเปก Samsung C9000 3D LED TV เต็มๆ ครับ <<<

Samsung_Remote

นอกจากนี้ยังล้ำหน้ายิ่งกว่าด้วย Touch Remote Control รีโมทคอนโทรลหน้าจอแอลอีดีแบบสัมผัสที่เป็นเสมือนทีวีเครื่องจิ๋วอีกเครื่องในมือ ที่ทำให้ผู้ชมได้รับชมรายการโปรดได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดภายในบ้าน รวมถึงเทคโนโลยี Planet First ที่ทำให้ทีวีของซัมซุงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะประหยัดพลังงานกว่าแอลซีดีทั่วไปสูงสุดถึง 43% ซึ่งนับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างแท้จริงของเทคโนโลยีเหนือระดับกับการออกแบบชั้นเยี่ยม

Samsung_TouchControl

“ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” วางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านซัมซุงแบรนด์ช็อปและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศในราคาเครื่องละ 279,990 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าซัมซุง 0-2689-3232 หรือโทรฟรีจากโทรศัพท์บ้าน 1-800-29-3232

Samsung_C9000_3D_ 32

เอาล่ะครับ อดใจไว้ชมมินิรีวิว Samsung C9000 3D LED TV ตอนท้าย ตอนนี้เรามาชมบรรยากาศงานก่อนดีกว่า

Samsung_C9000_3D_ 1

ในงานวันนี้ได้จัดขึ้นที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ซึ่งภาพด้านบนเป็นด้านหน้าของงานครับ

Samsung_C9000_3D_ 3

โดยมี backdrop เป็น Samsung Masterpiece C9000 อย่างชัดเจน

Samsung_C9000_3D_ 25

บรรดาผู้บริหารร่วมถ่ายภาพร่วมกัน

Samsung_C9000_3D_ 5

เข้ามาหน่อยก็จะเป็นส่วนลงทะเบียนของงาน (พริตตี้แจ่มๆ ตามไปดูกันได้ที่หน้าสุดท้ายนะครับ ^^)

Samsung_C9000_3D_ 34

โดยที่พิเศษหน่อยสำหรับแขกคนสำคัญก็จะมีการเซ็นชื่อบนหน้าจอทัชกรีนขนาดใหญ่

Samsung_C9000_3D_ 33

โดยส่วนตัวผมก็ไม่สัดทัดเกี่ยวคนดังซะเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร – -a

Samsung_C9000_3D_ 49

และยังมีนักธุรกิจ ดารา มาร่วมงานมากกมายอีกด้วย

Samsung_C9000_3D_ 47

คราวนี้เราเข้ามาดูในส่วนของห้องที่จัดงานกันดีกว่า

Samsung_C9000_3D_ 37

จะเห็นได้ว่าหรูหรา อลังการ สมกับเป็นงานเป็นตัว Samsung C9000 3D LED TV

Samsung_C9000_3D_ 38

อีกทั้งยังมีอาหารไว้รองรับแขกผู้มีเกียรติมากมาย รวมไปถึงสื่อมวลชนอย่างผมด้วย

Samsung_C9000_3D_ 28

เรียกได้ว่าผมก็รองท้องไปเยอะเหมือนกัน ทางคาว ทั้งหวาน ^^

Samsung_C9000_3D_ 29

ในหน้าถัดไปก็จะเป็นส่วนของพิธีการของงานแล้วนะครับ

« ก่อนหน้านี้ 1 2 3 4 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (14)
Anonymous (61.90.14.xxx) | 04/09/2553 : 11:27      

งานเปิดตัวนี่ยิ่งใหญ่จริงๆๆมีแต่คนมีตังค์ทั้งน้านนนน แต่เห็นราคาก็สมควรอยู่หรอก กลุ่มลูกค้า c9000 คงมีแต่ระดับบนทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 14
Anonymous (58.8.112.xxx) | 03/09/2553 : 11:58      

ไปดูมาแระสมกับราคามากๆๆเลย แล้วก็บางมากๆด้วย ชอบตรงที่ดูภาพจากรีโมตได้ด้วย

ความคิดเห็นที่ 13
Anonymous (117.47.157.xxx) | 29/08/2553 : 23:57      

สวยค่ะ เห็นของจริงวันนี้ค่ะ บางมากๆ
ชอบค่ะ รีโมทก็ไฮโซ ดูทีวีผ่านรีโมทได้ด้วย
(เอาไว้ดูตอนไปห้องน้ำ)
ใครชอบดูหนังก็สะดวกมากๆ โอนหนังจากคอมมาลงทีวีได้เลย
เราอยากได้นะ แต่เงินไม่ถึงอ่าาา
อิอิ

ความคิดเห็นที่ 12
Anonymous (222.123.7.xxx) | 08/08/2553 : 03:39      

รีโมทดูดีกว่ามือถือเราซะอีก – -”
ดีไซน์สวยมากค่ะ ดูเรียบง่ายดีแต่ก็สวย
ถ้าเรารวยเราก็ซื้อนะ
สวย แต่งบ้านได้เลย
ฟังก์ชันการใช้งานทุกอย่างครบ

ความคิดเห็นที่ 11
Anonymous (180.183.26.xxx) | 06/08/2553 : 03:00      

สุดยอดเลยจริงๆ ชอบตรงรีโมทค่ะจะได้ไม่พลาดตอนสำคัญ
แล้วก็ชอบฟังก์ชั่น 3D เป็นทุกอย่างเป็น 3D ได้ง่ายๆ
แล้วก็ชอบที่แบบเสียบ flash drive โดยตรงกับทีวีได้เลย
ไฮเทคสุดๆ

ความคิดเห็นที่ 10
Anonymous (58.64.86.xxx) | 27/07/2553 : 13:05      

สวยมากมากค่ะ เมื่อวานนี้ไปดูกับแฟนที่เซ็นลาดมา
ทั้งความบาง ทั้งความสวย เห็นแล้วอยากได้เลย
เห็นแฟนบอกว่า C9000 เนี่ยฟังชั่นกับลูกเล่นดีมาก
ทำ2Dให้เป็น 3D แต่เมื่อวานไม่ได้ลอง 2Dนะ
ลองใส่แว่นดูการ์ตูน 3D แล้ว อิอิ ภาพสวยมากมากเลย

ความคิดเห็นที่ 9
Anonymous (124.120.130.xxx) | 27/07/2553 : 07:17      

โปรโมชั่นดูคุ้มดี สงสัยยอดจองในงานพุ่งแหงๆ มีแต่คนเงินถึงทั้งนั้น

ความคิดเห็นที่ 8
Anonymous (125.25.141.xxx) | 27/07/2553 : 02:30      

เห็นแล้วก็นะ สมแล้วที่ได้รางวัล The Innovation Designs and Engineering Awards จากทวีปอเมริกา

ความคิดเห็นที่ 7
Anonymous (114.128.115.xxx) | 18/07/2553 : 02:47      

ดีไซน์สวยมากค่ะ ดูดีมีรสนิยม

ราคาแค่นี้สำหรับเศรษฐีเรื่องจิ๊บๆ

แต่เราคงไม่มีตังซื้อ อิอิ

ความคิดเห็นที่ 6
Anonymous (222.123.114.xxx) | 17/07/2553 : 03:33      

ดูไฮเทคมากเลยค่ะ
ราคาก็แพงอ่ะนะ แต่ก็เทคโนโลยีขนาดนี้ ก็ต้องลงทุนเยอะอ่ะ
คงเหมาะกับคนมีฐานะมากกว่า
ก็ถือเป็นอีกก้าวของการพัฒนาของทีวีค่ะ

ความคิดเห็นที่ 5
samantagtr (58.8.230.xxx) | 17/07/2553 : 00:09      

ใช่แล้วครับ เสียดายเมื่อวานผมเตรียมเงินไปไม่พอ ขาดแค่ 279,900 บาทเอง (ฮา)

ความคิดเห็นที่ 4
Anonymous (124.120.12.xxx) | 16/07/2553 : 23:50      

แต่เท่าที่ทราบ ซื้อตัวนี้ในงานเมื่อวานได้รับส่วนลด ของแถมเกือบ 150,0000 นะ
สินค้า 200,000 กว่า ก็ถือว่าคุ้มนะ ถ้าสนใจ มีเพื่อนอยู่ข้างในSS เผื่อขอให้ ค่ะ

ความคิดเห็นที่ 3
Anonymous (124.120.12.xxx) | 16/07/2553 : 14:08      

C8000 ก็เทพแล้วครับ อุอุ ของเรายังไม่มีเลย T T

ความคิดเห็นที่ 2
Anonymous (58.8.203.xxx) | 16/07/2553 : 10:05      

สุดยอดมากครับ ขอบคุณสำหรับข่าวนะครับ ติดตามเวปนี้มานานพอสมควรแล้วครับ

เข้าเรื่องเลยดีกว่า ผมเล็งตัว Samsung c8000 ไวครับ พอมีปัญญาซื้อได้ แต่เจ้าตัว

[URL=?p=19730]Samsung “C9000 3D LED TV[/URL] นี้ดูถ้าแล้วแพงเวอร์เกินไปหน่อย T^T แอบเศร้า

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online