Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
LCD Monitor Buying Guide: แนะนำ LCD Monitor สุดคุ้มค่าหลายรุ่นในงาน Commart
LCD Monitor ในตอนนี้มีให้เลือกซื้อหลากหลายรุ่น บางท่านอาจจะนึกไม่ออกว่าจะเอารุ่นไหนดี วันนี้ LCDSpec เราช่วยท่านได้ ด้วยการนำรุ่นที่น่าสนใจรวมถึงคุ้มค่าเมื่อเทียบสเปกต่อราคา มานำเสนอกันเพื่อเป็นตัวช่วยในการเลือกซื้อ LCD Monitor ให้ถูกใจ ถูกตังค์ ทุกๆ ท่านกันครับและเพื่อง่ายต่อการนำไปใช้งาน ทางทีมงานของเราได้จัดทำเป็น PDF File ไว้ เพียงแค่ดาวน์โหลดแล้วนำไปปริ้นต์ได้เลย และหากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีอ่านสเป็กของ LCD monitor สามารถศึกษาได้จากบทความ อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSpec.com ได้เลยครับดาวน์โหลด LCD Monitor Buying Guide ในรูปแบบ PDF File ได้ที่นี่เลยครับ
Review : Sharp LC-40LE700M จอ Direct LED TV สุดล้ำ แทบหาที่ติไม่ได้ !!
หลังจากเข้าหน้าฝนกันมาได้สักระยะ ช่วงนี้ก็รู้สึกว่าฝนจะตกกันทุกวันเลย หวังว่าเพื่อนๆ คงสบายดีกันนะครับ ใครที่ไม่สบายแล้วก็อย่าลืมไปเยี่ยมคุณหมอกันด้วยนะครับ จะได้หายไวๆ มานั่งอ่านรีวิวกันต่อ อิอิ อ่อเกือบลืมกล่าวสวัสดีชาว LCDSpec.com กันเลยทีเดียว คราวนี้ก็มาคิวของ Sharp LC-40LE700M Direct LED TV กันบ้างLC-40LE700M เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Sharp ยี่ห้อชั้นนำจากญี่ปุ่น ที่ใส่ใจคุณภาพของการแสดงผลอย่างมาก และ ยังเป็น LCD TV ยี่ห้อแรกๆในตลาด ที่ผ่านมา Sharp ได้รับการตอบรับที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อต้นปี 2010 นี้ Sharp ก็ได้เปิดตัว LCD TV รุ่นใหม่ๆ รวมทั้ง LED รุ่นนี้นี่เอง ซึ่งเรียกได้ว่า เปิดตัว LED รุ่นแรกก็เปิดตัวอย่างสวยงาม ด้วย Direct LED TV เลยจริงๆแล้ว LC-40LE700M นี้มีรุ่นแฝด คือ LC-40LB700M ซึ่งเสปคและรูปทรงทุกอย่างแทบจะเหมือนกันหมด แต่จะมีเพิ่มเครื่องเล่น Bluray Player มาในตัว เพื่อประหยัดพื้นที่การติดตั้ง และ สะดวกในการควบคุมจากรีโมทเพียงอันเดียว อาจจะดูแปลกใหม่ในบ้านเรา แต่ที่ญี่ปุ่น การพ่วงเครื่องเล่นแบบนี้ เป็นที่นิยมมากหน้าจอมีให้เลือกขนาดเดียว คือ 40 นิ้วนั่นเอง มาพร้อมการแสดงสีที่จัดจ้าน และสีดำที่ดำสนิท ด้วยเทคโนโลยี Direct LED อาจจะฟังแล้วงงๆ กันอยู่ แล้วถ้าบอกว่าเป็น Full LED หล่ะ หลายๆ คนคงจะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็มาแกะกล่องประกอบกันสักครู่ก่อน แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง… เอ๊ะยังไง อืมเอาเป็นว่าประกอบกันจริงๆ ละกันครับ แกะกล่องมามี ตัวเครื่อง ฐาน คานเหล็กสำหรับยึดฐานกับตัวเครื่อง สกรู 8 ตัว แล้วก็สายไฟ รีโมท แล้วก็คู่มือ ส่วนโฟม พลาสติกแล้วก็สก็อตเทปคงไม่ต้องไปพูดถึงมันนะว่ามีมาด้วยร่ายกันมาเยอะแล้วคิดว่าคงอยากเห็นสเปกกันแล้วหล่ะมั้ง … เมื่อกี้ใครยกมือว่าไม่อยากดูครับ เอามือลงก่อน ไม่อยากดูก็อยากจะบอก.. ฮืมเอาสิ –.-“จุดเด่นของ LC40LE700M เครื่องนี้ Sharp ใช้หน้าจอแบบ AQUOS LED ที่ได้ผสมผสาน หน้าจอแบบ X-GEN กับ หลอด LED ขนาดเล็กทั่วหน้าจอ ในรูปแบบ Ultra-rilliant จึงทำให้สามารถแสดงผลที่ความคมชุดสูง สีดำที่เข้มสนิท ให้มิติความชัดลึกที่ยอดเยี่ยม และ ประหยัดพลังงานกว่าหน้าจอแบบ X-Gen Panel จะมีการจัดเรียงของ Pattern ที่ดีกว่าหน้าจอแบบอื่น ทำให้ลดอาการแสงเล็ดลอด (หรือแสงรั่ว) จากแสง Backlight จากหลังหน้าจอ ผนวกกับ Crystal Clear Technology ที่ช่วยลดแสงสะท้อนที่ตกกระทบมาบนผิวจอ ไม่กระจายแผ่ไปทั่ว จนกระทบต่อการรับชมสีเข้มๆ หรือ บริเวณภาพมืดๆ จึงทำให้เราสามารถเห็นสีดำที่สนิทกว่าจอทั่วๆไปอีกจุดเด่นสำคัญ คือหน้าจอนี้เป็นแบบDirect LED (หรือค่ายอื่นอาจจะเรียกว่า Full LED) ซึ่ง Sharp ใช้เทคโนโลยี Brilliant LED ทั่วทั้งหน้าจอ การติดตั้งของหลอดระยะห่างของแสงจากหลอด LED ที่ส่องไปยังหน้าจอ มีความเท่ากันทั้งจอ ซึ่งได้เปรียบกว่าแบบ Edge Light Method ที่ยังใช้งานร่วมกับหลอด CCFL ที่ให้ความสว่างแตกต่างกันในส่วนของหลอด CCFL และ LED นอกจากนี้การใช้ LED ทั่วทั้งจอ ยังช่วยลดการใช้พลังงานอีกด้วย ซึ่งหลอด LED นี้มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 100,000 ชั่วโมงเลยทีเดียวก็อย่างที่บอกนะ (ตอนไหน) ว่าเป็น Full HD เพราะฉะนั้นความละเอียดหน้าจอคงจะหนีไปไหนไม่ได้ นอกจาก 1920 x 1080 Pixel ให้ค่าความสว่างสูงถึง 450 cd/m2 และให้ภาพดูราบรื่นไม่มีสะดุด ด้วยเทคโนโลยี 100/120Hz Fine Motion Advance  สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับการปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับสภาพแสงสว่างภายในห้องอย่าง Advance OPC และระบบรีโมทเดียวหลายเครื่องเล่น ผ่านทาง AQUOS LINKการออกแบบของ Sharp LC-40LE700M นี้มาใน Theme เดียวกับ Sharp รุ่นของปีที่ผ่านๆมาอย่าง A77 ที่ตัวเครื่องจะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ดูแข็งแรง และ บึกบึน ผสมกับความหรูหราเช่นเคย มีการเพิ่มมิติด้วยเฉดสีแดงด้านล่างของตัวเครื่อง มาพร้อมฐานตั้งทรงสี่เหลี่ยมที่รับกับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี ฐานตั้งนี้ไม่สามารถหมุนปรับซ้ายขวาได้ ซึ่งให้ความแข็งแรงเป็นอย่างดีด้วยดีไซน์เรียบๆ ที่แอบพกความหรูหรามาด้วย กับกรอบจอสีดำแบบกรอสซี ที่ตัดกับตัว “A” ไฟสีฟ้าสัญลักษณ์การทำงานของหลอด LED BRILLIANTมาดูกันชัดๆ ไปเลย อ๊ะ.. ไฟมี 2 ดวง… ไม่ใช่แล้ว จะบอกว่าฐานก็ออกแบบมาเป็นแบบพลาสติกสีดำกรอสซี่ที่มีความเงามากต่างหาก เงาซะสะท้อนโลโก้ได้ซะชัดเลย ซึ่งไฟดวงนี้ สามารถสั่งปิดได้ เพื่อไม่ให้รบกวนการรับชมรายการได้จากเมนูหลักมุมบนซ้ายไม่มีอะไรมากกว่าบอกว่าเป็น AQUOS ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Sharp Aquos LCD/LED TV ทุกรุ่นส่วนบนขวาเป็นสติ๊กเกอร์บอกถึงรุ่น Sharp LE700 ว่าจอนี้เป็น AQUOS LED ที่ให้ภาพได้ถึง FullHD@1080P ความคมชัดระดับ MEGA Contrast ที่มี 100/120Hz Fine Motion Advance มีระบบ OPC สำหรับปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ รับสัญญาณภาพแบบ 1080@24P ที่ทำให้ได้อารมณเหมือนชมจากฟิล์มภาพยนตร์ก็ได้ เสียงหนักแน่นด้วย Bass Enhancer สุดท้ายด้วย AQUOs Link ที่สามารถใช้ร่วมกับ AQUOS ตัวอื่นๆ ได้ผ่านทาง HDMI-CECมุมล่างขวาบอกว่าระบบเสียงนี้เป็น SRS TruSurround XT กับไฟสถานะ Power กับ OPC ส่วนสองจุดด้านขวาสุดให้ทายละกันครับว่าจุดไหนรับรีโมท จุดไหนเป็นเซนเซอร์วัดแสง โพสกันสนุกๆ ได้ที่ท้ายรายการนะครับ (ไม่มีเฉลย ไม่มีของรางวัล มีแต่ความสนุกเท่านั้น อิอิ)ด้านหลังก็เรียบๆ ตรงกลางมีชื่อ Aquos บอกให้รู้ว่าฉันเป็นใคร จะสังเกตุได้ว่าเครื่องค่อนข้างเหลี่ยมตั้งแต่ด้านหน้า ด้านหลัง และ ตามช่องเล็กช่องน้อย ซึ่งดูแล้วแข็งแรง และ เป็นระเบียบดี แบ่งช่องเสียบออกเป็นสองส่วน ซ้ายมือเป็นช่องสัญญาณ ขวามือเป็นปลั๊กไฟ (ถอดเปลี่ยนสายได้) ส่วนการแขวนผนังนั้นใช้กับ Wall Mount ที่เป็น VESA mount 400mm ครับ ว่าแต่เคยมีใครบ้างที่วางจออยู่นานนึกจะแขวนขึ้นมาประกฏว่ามีแมลงที่ไหนเอาดินมาอุดก็ไม่รู้ ต่อไปนี้ก็หมดปัญหาได้แล้วครับ ด้วยอุปกรณ์อันแสนล้ำลึกที่มีชื่อว่า “จุกยาง” ครับ เราต้องแย่งมันอุดไว้ก่อน o.Oอืม…ถ้าใครทำรีโมทหายไปแล้ว ปุ่มควบคุมต่างๆ อยู่ข้างเครื่องนะครับ อ่อยังมีช่องสัญญาณบางช่องแอบอยู่แถวนี้ด้วย และด้วยจอนี้เป็นแบบ Direct LED หรือ Full LED นั่นเอง การจัดเรียงหลอด LED จึงเข้าใกล้หน้าจอยิ่งขึ้น บวกกับไม่มีการใช้หลอดไฟ CCFL ด้วย จึงทำให้ตัวจอดูเหมือนจะบางกว่า Sharp รุ่นอื่นๆซะหน่อย แม้จอจะบางลงแต่ฐานจอยังกว้างเท่าเดิม ก็เท่านั้นนะ ฮ่าๆ เอ่อ…. เริ่มออกนอกเรื่องอีกแล้ว
บทความ: มาเรียนรู้หลักการทำงานการแสดงภาพ 3มิติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันเถอะ
คงต้องยอมรับกันนะครับ ปีนี้กระแส 3มิติ มาแรงเหลือเกิน ถ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการไอทีกันมาบ้าง เราก็จะเห็นผู้ผลิตทีวีหลายๆ ค่าย เปิดตัวทีวี 3มิติกันอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่งาน CES 2010 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแล้ว อีกทั้งในตอนนี้ก็ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ก็สนใจที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3มิติ กันทั้งนั้นเลย ถ้าหากยังนึกไม่ออกว่ามีภาพยนตร์เรื่องอะไรที่เป็น 3มิติ บ้าง ก็ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Avatar” กันดูนะครับ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ 3มิติ อย่างโรง IMAX สยามพารากอน หรือตอนนี้ถ้าใครได้ถอยทีวี 3มิติ พร้อมกับภาพยนตร์ Avatar ที่เป็น Blu-ray แบบ 3มิติ มาแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าเหมือนได้ร่วมผจญภัยอยู่บนดาวแพนโดร่าก็ไม่ปานนะครับแต่สำหรับใครที่จะซื้อทีวี 3มิติ เพื่อมาไว้รับชมกันภายในบ้าน ภายในครอบครัว ก่อนที่จะไปสัมผัสตัวจริงกันอยากจะให้มาเรียนรู้หลักการแสดงภาพ 3มิติ ก่อน ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 4หลักการทำงาน คือ Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจริงๆ เทคโนโลยีอย่างการแสดงภาพ 3มิติ มันมีมานาน ถ้านับกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 แล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะใช้เป็น แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เครื่องอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยให้เราสามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงานอย่างง่ายๆ คือ การแสดงภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน ซึ่งภาพทั้งสองภาพนั้นจะมีโทนสีที่แตกต่างกันคือมี สีแดงและสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีมุมมองเหลื่อมกันอยู่เล็กน้อย ถ้าเรามองด้วยตาเปล่า เราก็จะเห็นเป็นเพียงภาพเบลอๆ เรียกได้ว่าถ้าดูนานๆ อาจจะตาลายหรือเวียนหัวกันทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นแดง-น้ำเงิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นตัวฟิลเตอร์ กรองสีที่ไม่ตรงกับสีของแว่นตาออกไป โดยที่แว่นตาสีแดงจะกรองภาพสีแดงออกไปให้เห็นแต่ภาพสีน้ำเงิน ส่วนแว่นตาสีน้ำเงินก็จะกรองภาพส่วนที่เป็นสีแดงออกไป ทำให้ตาทั้งสองเห็นภาพที่แตกต่างกัน สมองจะตีความด้วยการรวมภาพที่มองเห็นแตกต่างกันสองภาพ อีกทั้งมีมุมแตกต่างกัน ผลที่ได้คือเราจะมองเห็นเป็นภาพ 3มิติ  นั่นเอง ข้อสังเกตของหลักการ  Anaglyph ก็คือ ภาพที่เรารับชมจะมีสีสันไม่สดใสเท่าที่ควร แต่มีต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงมาก Polarized 3-D Glassesหลักการแบบ Polarized นี่คือหลักการทำงานของ 3มิติ ที่อยู่ในยุคปัจจุบัน อย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงโรงภาพพยนตร์ 3มิติ อย่าง IMAX อีกด้วยการทำงานจะมีความคล้ายคลึงกับ Anaglyph โดยใช้การแสดงภาพมาลงที่เฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ในคราวนี้จะไม่ใช่สีเป็นตัวฟิลเตอร์ แต่จะใช้แนวการวางตัวของช่องการมองเห็นแต่ละภาพที่ฉายซ้อน กันอยู่ เช่น จากในภาพแว่นตาข้างซ้ายจะเห็นมองเป็นภาพที่ผ่านช่องในแนวตั้ง ส่วนตาขวาจะมองเห็นภาพที่ช่องในแนวนอน ซึ่งทั้งสองภาพมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นมันก็จะเข้าหลักการเดิม นั่นก็คือ การทำให้ตาแต่ละข้างของเรามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน เมื่อสมองพยายามรวมภาพทั้งสองที่มีความแตกต่างของมุมมอง ภาพที่เห็นจึงเกิดเป็น 3มิติ ซึ่งแว่นตาของ Polarized จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก Paralax Barrier ในปัจจุบันนั้นเราอาจจะยังไม่เห็นหลักการทำงานแบบ Paralax Barrier นี้เท่าไหร่นัก แต่เชื่อได้เลยว่ามันจะต้องเป็นหลักการทำงานที่ทีวี 3มิติ ยุคถัดๆ ไป นำใช้กันอย่างแน่นอน เพราะว่า Paralax Barrier ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นตา 3มิติ มาให้เราสวมใส่ เราก็สามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ด้วยตาเปล่าๆ ของเราเองได้ทันที ที่พอจะนึกออกตอนนี้ก็จะมีเพียงกล้องดิจิตอล Fujifilm 3D W1 ที่เราสามารถมองเห็นภาพถ่ายบนจอ LCD ของกล้องเป็น 3มิติ ได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยแว่นตาแต่อย่างใด ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือ จะใช้วิธีแบ่งภาพที่มีมุมมองต่างกันเป็นแท่งๆ วางตัวสลับกัน (เหมือนเส้นสแกนในทีวี แต่ทีวีจะใช้ภาพมุมมองเดียวกัน) โดยมี Parallax Barrier ที่เป็นชั้นกรองพิเศษสามารถแบ่งแต่ละส่วนของภาพให้ตาแต่ละข้างที่มองผ่าน ชั้นนี้มองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกันได้พร้อมกัน แน่นอนว่าสมองของเราพยายามที่จะรวมภาพที่มีมุมมองต่างกันให้เป็นภาพเดียว เราก็จะมองเห็น เป็นภาพ 3มิติ ซึ่งถ้าจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ Parallax Barrier ทำหน้าที่ฟิลเตอร์ภาพทั้งสองภาพ ให้ตาแต่ละข้างได้มองเห็นคนละภาพกันครับ  Active Shutter Glassesหลักการทำงานนี้เรียกได้ว่านิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายกันเลยทีเดียว สำหรับทีวี 3มิติ ในยุคปัจจุบัน ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็มี Samsung และ Panasonic ที่ใช้หลักการของ Active Shutter Glasses นับได้ว่าจากที่ผมเคยทดลองใช้งานแล้ว มันก็ได้ผลลัพธ์ทีน่าประทับใจจริงๆ ซึ่งการทำงานของ Active Shutter Glasses จะต้องอาศัยทีวีที่มีความถี่ในการแสดงภาพ 120Hz เป็นอย่างต่ำด้วย เพราะจะต้องแสดงภาพในเฟรมแรก สมมุติว่าเป็นตาซ้าย เฟรมถัดมาจะเป็นตาขวา เพราะฉนั้นการแสดงภาพจะเป็น ซ้าย – ขวา – ซ้าย – ขวา … จนครบ 120 เฟรม คิดเป็น 1 วินาที จะเห็นว่าตาซ้ายและขวาจะเห็นข้างละ 60 เฟรมพอดี ซึ่งเป็นความถี่ขั้นต่ำที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าภาพสั่น อีกทั้งการทำงานนี้จะต้องอาศัยแว่นตา Active Shutter อีกด้วย เนื่องจากตัวแว่นจะทำหน้าที่สื่อสารกับตัวทีวีว่าจะบังตาข้างไหน เช่น เฟรมแรกเป็นตาซ้าย ทีวีจะบอกให้แว่นปิดตาขวา หรือถ้าทีวีแสดงเฟรมที่ต้องใช้ตาขวาดู ก็จะบอกให้แว่นบังตาซ้ายเอาไว้ เพราะฉะนั้นตัวแว่นเองก็ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสื่อสารกับทีวี จึงทำให้แว่นแบบนี้มีราคาสูงกว่าแว่นตาที่ใช้หลักการ Polarized ที่ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่เลยครับทั้งหมดนี่คือหลักการทำงานของการแสดงภาพ 3มิติ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันนะครับ  ยังไงเร็วๆ นี้ จะมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3มิติ ที่อยู่บนทีวีโดยเฉพาะเลย ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันให้ได้นะครับ LCDSPEC.  ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.onlineschools.org/blog/how-3d-works/
มินิรีวิว Samsung "C9000 3D LED TV" สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัว
มินิรีวิว “Samsung C9000 3D LED TV” สุดยอดความบางขั้นเทพ พร้อมรีโมทแบบหน้าจอสัมผัส ในงานเปิดตัวกรุงเทพฯ (15 กรกฎาคม 2553) – ซัมซุงแนะนำ “ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” (Samsung C9000 3D LED TV) มาสเตอร์พีซแห่งทีวีชิ้นงามที่ล้ำหน้าด้วยนวัตกรรมและโดดเด่นด้วยที่สุดของการออกแบบ ที่ทำให้ผู้ชมดื่มด่ำทุกสัมผัส เต็มอิ่มทุกอารมณ์ ในทุกมิติของภาพด้วยเทคโนโลยี 3D HyperReal Engine ซึ่งได้รับการันตีด้วยรางวัล Innovation Award จาก ICES2010 ดีไซน์บางสวยเร้าใจเพียง 7.9 มม.หรือบางกว่าปากกา ให้ภาพคมชัดในทุกรายละเอียดและความเคลื่อนไหวด้วยเทคโนโลยี Precision Dimming การออกแบบหลอด LED แบบ Diamond Shape เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะของซัมซุง และมีการถ่ายทอดภาพเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วประมาณ 960 เฟรมต่อวินาที ซึ่งจะช่วยทำให้การแสดงภาพฟูลเอชดี 3 มิติมีความราบรื่น ดูเป็นธรรมชาติมีชีวิตชีวาและสมจริงอย่างสมบูรณ์แบบ โดยชมผ่าน   “3D Active Glasses” แว่นตาที่ออกแบบมาพิเศษดีไซน์สวยหรู น้ำหนักเบาเพียง 30 กรัม โดยใช้เทคโนโลยีการสลับมุมภาพของตาซ้ายและตาขวาเพื่อให้ภาพออกมาเป็นแบบ 3 มิติ ดูสบายตา อีกทั้งยังสามารถเปลี่ยนภาพจากระบบ 2 มิติ เป็น 3 มิติได้อีกด้วย>>> สเปก Samsung C9000 3D LED TV เต็มๆ ครับ <<<นอกจากนี้ยังล้ำหน้ายิ่งกว่าด้วย Touch Remote Control รีโมทคอนโทรลหน้าจอแอลอีดีแบบสัมผัสที่เป็นเสมือนทีวีเครื่องจิ๋วอีกเครื่องในมือ ที่ทำให้ผู้ชมได้รับชมรายการโปรดได้ทุกที่ไม่ว่าจะอยู่มุมใดภายในบ้าน รวมถึงเทคโนโลยี Planet First ที่ทำให้ทีวีของซัมซุงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพราะประหยัดพลังงานกว่าแอลซีดีทั่วไปสูงสุดถึง 43% ซึ่งนับเป็นการผสมผสานที่ลงตัวอย่างแท้จริงของเทคโนโลยีเหนือระดับกับการออกแบบชั้นเยี่ยม “ซัมซุง C9000 3D แอลอีดีทีวี” วางจำหน่ายแล้ว ณ ร้านซัมซุงแบรนด์ช็อปและร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศในราคาเครื่องละ 279,990 บาท สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์บริการลูกค้าซัมซุง 0-2689-3232 หรือโทรฟรีจากโทรศัพท์บ้าน 1-800-29-3232เอาล่ะครับ อดใจไว้ชมมินิรีวิว Samsung C9000 3D LED TV ตอนท้าย ตอนนี้เรามาชมบรรยากาศงานก่อนดีกว่าในงานวันนี้ได้จัดขึ้นที่โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ ซึ่งภาพด้านบนเป็นด้านหน้าของงานครับโดยมี backdrop เป็น Samsung Masterpiece C9000 อย่างชัดเจนบรรดาผู้บริหารร่วมถ่ายภาพร่วมกันเข้ามาหน่อยก็จะเป็นส่วนลงทะเบียนของงาน (พริตตี้แจ่มๆ ตามไปดูกันได้ที่หน้าสุดท้ายนะครับ ^^)โดยที่พิเศษหน่อยสำหรับแขกคนสำคัญก็จะมีการเซ็นชื่อบนหน้าจอทัชกรีนขนาดใหญ่โดยส่วนตัวผมก็ไม่สัดทัดเกี่ยวคนดังซะเท่าไหร่ เลยไม่รู้ว่าใครเป็นใคร – -aและยังมีนักธุรกิจ ดารา มาร่วมงานมากกมายอีกด้วยคราวนี้เราเข้ามาดูในส่วนของห้องที่จัดงานกันดีกว่าจะเห็นได้ว่าหรูหรา อลังการ สมกับเป็นงานเป็นตัว Samsung C9000 3D LED TVอีกทั้งยังมีอาหารไว้รองรับแขกผู้มีเกียรติมากมาย รวมไปถึงสื่อมวลชนอย่างผมด้วยเรียกได้ว่าผมก็รองท้องไปเยอะเหมือนกัน ทางคาว ทั้งหวาน ^^ในหน้าถัดไปก็จะเป็นส่วนของพิธีการของงานแล้วนะครับ
แอลจี เปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series หลากรุ่น
แอลจี เปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series หลากรุ่นนำคุณสู่มิติใหม่แห่งความบันเทิง ด้วยที่สุดแห่งดีไซน์ และเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดีกรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2553 – บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว LG E60 Series ใหม่ ผลิตภัณฑ์จอมอนิเตอร์หลากรุ่นที่มาพร้อมดีไซน์หรูล้ำสมัย ผสานที่สุดแห่งเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดี เพื่อนำคุณสู่มิติใหม่แห่งความบันเทิง ด้วยภาพคมชัดสีสันสวยสมจริงอย่างไม่เคยมีมาก่อนแอลจีตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์แอลอีดี ด้วยการเปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series ที่ฉีกกฎการดีไซน์แบบเดิมๆ ด้วยจอไร้ขอบขนาดบางเฉียบซึ่งโดดเด่นในทุกมุมมอง และเข้ากับทุกสไตล์การตกแต่งทั้งภายในบ้านและที่ทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในระดับพรีเมี่ยมLG E60 Series มาพร้อมนวัตกรรมแห่งการออกแบบ ด้วยจอบางเฉียบเพียง 12.9 มิลลิเมตร พร้อมดีไซน์ ไร้ขอบสะท้อนความเพรียวบางล้ำสมัย นอกจากนี้ยังเติมเต็มความหรูหราด้วยขาตั้งคริสตัลโปร่งใสแวววาว ในรูปทรงโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ซึ่งติดตั้งไฟสีฟ้าไว้ภายในและสามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน LG E60 Series จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้ที่กำลังมองหาจอมอนิเตอร์แอลอีดี เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับทุกห้องได้อย่างลงตัวนอกเหนือจากดีไซน์อันโดดเด่นแล้ว LG E60 Series ยังมาพร้อมฟีเจอร์ครบครัน ซึ่งตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมี่ยม ให้รายละเอียดภาพที่คมชัดและสีสันสวยสดใสยิ่งกว่า ด้วยเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดี ที่ให้อัตราความเข้มของแสงแบบ Mega Contrast Ratio จึงสามารถรับชมภาพในระดับ Full HD ได้อย่างสมจริงในทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังใช้งานได้ง่ายด้วยฟังก์ชั่น EZ Control OSD ที่มีระบบปรับสัดส่วนภาพอัตโนมัติสำหรับการชมภาพยนตร์ และเพิ่มลูกเล่นการปรับแต่งภาพถ่ายได้อย่างหลากหลาย พร้อมอัตราตอบสนองที่รวดเร็วเพียง 5 วินาที จึงช่วยลดการเกิดเงาเบลอหลังภาพ ที่สำคัญยังรองรับพอร์ตการเชื่อมต่ออย่างครบครัน เพื่อความสะดวกในการรับชมคอนเทนท์ทั้ง VGA และ DVI-D โดยในรุ่น E2260V และ E2360V ยังรองรับ HDMI อีกด้วยLG E60 Series ยังพัฒนาขึ้นภายใต้ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมของแอลจี จึงมาพร้อมฟีเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้พลังงานที่ลดลงถึง 45% เมื่อเทียบกับจอแอลซีดี และการลดใช้ส่วนประกอบที่เป็นสารพิษ อาทิ ฮาโลเจน และตะกั่ว เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้LG E60 Series พร้อมตอบโจทย์การใช้งานด้วยเทคโนโลยีแอลอีดี และที่สุดแห่งฟังก์ชั่นและดีไซน์ วางจำหน่ายแล้วในขนาด 20, 21.5 และ 23 นิ้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 4,490 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   ศูนย์ข้อมูลแอลจี โทร. 02-878-5757 หรือ www.lg.com/th
Marantz เครื่องเล่นไฮโซความสามารถครบครั้น
By: monkomoro45 | Date: 27 July 2010 | อ่าน 1,689 | ไม่มีความเห็น

Marantz ได้เปิดตัวเครื่องเสียงแบบไฮโซประจำปี 2010 ไม่ว่าจะเป็น Receiver, Amplifier, Pre-Amplifiers และเครื่องเล่น Blu-ray และแต่นอนต้องมีการเพิ่มความสามารถทั้งการรองรับการดูวิดีโอผ่านอินเตอร์เน็ต Blu-Ray 3D และ HDMI 1.4 รายละเอียดไปติดต่อสอบถามกันได้จากผู้จัดจำหน่ายทั่วไป แต่ตอนนี้เราลองมาดูสองพี่น้องคู่นี้กันดีกว่า เจ้า UD7005 ค่าตัวไม่มากมาย 899 เหรียญเท่านั้น และ UD5005 กับราคาเบาๆ 499 เหรียญ ทั้งคู่ถูกเรียกว่า เครื่องเล่นครอบจักรวาล เลยนะ ซึ่งมันก็หมายถึง SACD, DVD-Audio, DivX หรือแม้แต่ Blu-Ray 3D และสิ่งที่เพิ่มมาจากบรรพบุรุษก็คือ DLNA 1.5 รองรับทั้ง Netflix และ YouTube สิ่งที่น่าผิดหวังเล็กน้อยคือ มีบางคนอยากได้รุ่นอัพเกรดของเครื่องรับ SR8002 แต่กลับมีแต่รุ่นใหม่อย่าง SR5005, SR6005 และ SR7005 สำหรับตัวหลังนี้รองรับ HDMI 1.4a หกช่อง พร้อมรองรับ Windows 7 DLNA, iPod, IP Control, Pandora และอื่นๆ อีกมากมาย จัดออกขายกันในเดือนหน้าราคา 1,599 เหรียญ

ที่มา : engadget.com

 

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online