Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review : Toshiba REGZA 42RV600T – LCD TV 42” Full HD หล่อ ดำ เข้ม ไม่เป็นรองใคร
ขอกล่าวสวัสดีเพื่อนๆ สมาชิก LCDSpec.com กันก่อน คราวนี้ก็มาพบกับ Review ของ LCD TV ตัวรองท็อป จากสังกัดญี่ปุ่นอย่าง Toshiba REGZA 42RV600T ที่มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 42 นิ้ว บนความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080) ซึ่งก็ทำเอาห้องเล็กๆ แคบลงไปได้ในทันทีเหมือนกันถึงแม้การทำงานอาจจะไม่เด่นไม่แรงเหมือนกับรุ่นพี่ในรุ่น ZV ก็เถอะ แต่ก็ถือว่าคุณภาพคับตัวใช้ได้เลยทีเดียว อย่างหน่วยประมวลผลภาพ Power Meta Brain ขนาด 10 บิต ที่ให้สีได้มากถึงพันล้านสี หรือจะเป็นระบบเสียงแบบ Audyssey EQ ที่ให้เสียงออกมาได้อย่างสมจริง แถมยังดูภาพผ่านพอร์ต USB ได้โดยไม่ต้องเปิดคอมพ์อีกด้วยด้วย LCD TV ขนาดหน้าจอ 42 นิ้ว Full HD (1920 x 1080) ที่ทำให้ติดตั้งได้ในห้องขนาดใหญ่ได้แบบไม่อายใคร ด้วยคอนทราสสูงถึง 50,000:1 กับหน่วยประมวลผลภาพที่ทรงประสิทธิภาพ Power Meta Brain และช่ิองสัญญาณเชื่อมต่ออีกมากมาย รวมไปถึง USB Port ด้่วย ทำให้ได้ลูกเล่นเด็ดๆ ที่ทำให้ LCD TV กลายเป็นกรอบรูปดิจิตอลได้อย่างง่ายดายด้วยการออกแบบที่ดูเรียบง่าย กรอบแบบ Glossy ดำเงา เพิ่มความหรูด้วยลายระบายขอบขาว ตัดกับสีดำของกรอบจอ กับตัวเครื่องที่ดูแข็งแรงบึกบึนซึ่งตัวจอถึงจะไม่เงามากแต่ก็ถือว่าสะท้อนได้ดีมากทีเดียวเลยแหละขอบล่างแสดงถึงโลโก้ TOSHIBA อย่างชัดเจน ส่วนช่องสีเหลี่ยมเล็กๆ ด้านล่างจะเป็นส่วนของ Light Sensor และส่วนด้านขวาจะเป็นช่องรับสัญญาณรีโมทขอบนซ้ายไม่มีอะไรมากนอกจากโลโก้ REGZA เท่านั้นถัดมาทางขอบขวา เป็นสติกเกอร์แสดงรุ่นและสเปกโดยคร่าวๆมุมล่างซ้ายบอกถึงระบบเสียงแบบ Audyssey EQ และสัญลักษณ์ HDMIมุมล่างขวา เป็นไฟแสดงสถานะ โดยเมื่อปิดเครื่องแต่เสียบปลั๊กทิ้งไว้จะเป็นไฟสีแดง เมื่อเปิดจะเป็นสีเขียว ส่วนไฟดวงทางซ้าย เป็นไฟแสดงว่าได้มีการตั้งเวลาเปิดเครื่องอัตโนมััติเอาไว้ช่องระบายอากาศ อยู่ส่วนบนของตัวจอ วางตัวตามความหนาของจอปุ่มควบคุมการทำงานอยู่ทางด้านขวาของจอในส่วนฐานเป็นฐานสี่เหลี่ยมดำมัน Glossy แบบเดียวกับขอบจอ ที่ไม่สามารถปรับหมุนซ้าย-ขวา ได้ด้านหลังมีการติดตั้งอุปกรณ์สำหรับจัดเก็บสายไฟให้เรียบร้อยเวลาเคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้นตารางสรุป Connectorจากภาพสัญญาณที่ต่อผ่านทาง HDMI2 (สามารถตั้งชื่อได้) ในที่นี้ทำการต่อกับ WD TV Live HD Media Playerช่องต่อสายสัญญาณต่างๆ จะอยู่ส่วนด้านหลังทางซ้ายมือ โดยจะประกอบด้วย HDMI 3 ช่อง ช่อง PC in หรือ VGA RGB ก็แล้วแต่จะเรียกแล้วกัน อีก 1 ช่อง ใกล้ๆ กันมีช่อง Audio in สำหรับในการต่อจอกับคอมพิวเตอร์ โดยจะใช้คู่กับ RGB หรือ HDMI 1 กรณีผู้ใช้ต่อแบบ DVI (แปลง HDMI) มี Component หรือ PrPbY/CrCbY 2 ช่อง Composite (AV) 1 ช่อง พร้อม Composite Out อีก 1 ช่องช่องต่อสายอากาศ หรือ Ant. จะอยู่ด้านล่างครับส่วนด้านขวามือจะมีช่องสัญญาณอีก 4 ชุดคือ Headphone out สำหรับต่อหูฟัง Composite (AV) In เลือกระหว่าง RCA กับ S-Video HDMI ช่องที่ 4 และ USB สำหรับต่อ Flash Drive หรือ Harddisk เพื่อเล่นภาพตัวรีโมทไม่ได้ออกแบบหวือหวาอะไรมากนัก หน้าตาเหมือนกับของในทีวีรุ่นรุ่นท๊อปอย่าง ZV600T ไม่มีผิด ซึ่งรีโมทนี้สามารถใช้ร่วมกับเครื่อง DVD ของ Toshiba ได้เช่นกันการใช้งานกับเมนูเป็นปุ่มควบคุมแบบ 5 ทิศทาง ซึ่งบอกตามตรงว่าใช้งานไม่ค่อยสะดวกเท่าไรนัก เพราะปุ่ม Menu, Setup ทำออกมาได้ไม่โดดเด่นเอาซะเลย แถมปุ่มเล็กอีกต่างหากสำหรับแบตเตอรี่นั้นเป็นชนิด LR03 หรือถ่าน AAA จำนวน 2 ก้อน
มาตราฐานต่างๆของจอภาพที่เรียกกัน WXGA, XGA..?? คืออะไรกัน
คำถามมากมายเกี่ยวกับมาตราฐานของจอภาพที่เรียกกัน XGA, WXGA, WSXGA บลาๆๆ รู้หรือไม่ว่ามันคืออะไร??วันนี้ทีมงาน LCDSPEC มีคำตอบให้ แค่ 5 นาที ก็จะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียวด้านล่างเป็นการอ่านค่ามาตราฐานต่างๆจอภาพ Notebook รุ่นใหม่ทั่วไปในตลาดจะเป็น WXGA 1388×768 ที่เรียกกันว่าเป็นแบบ HD (Hi-Definition) สามารถเล่นหนังแบบความละเอียดสูงได้เต็มจอ ไม่มีขอบสีดำด้านบนล่าง (อ่านบทความเพิ่มเติม)  ด้านล่างจะเป็นตารางบอกความละเอียดจอภาพตามชนิดต่างๆทั้งจอภาพโน้ตบุค จอภาพคอมพิวเตอร์ นั้น ส่วนใหญ่จะมีสัดส่วนจอภาพให้เลือกอยู่ 3 ขนาด คือ 4:3 / 16:10 และ 16:9รูปภาพจาก Toshiba, Benqโดยแรกเริ่ม เขาใช้จอ 4:3 มานานแล้วครับ ตั้งแต่จอคอมแบบ CRT หรือ จอโทรทัศน์แบบหลอด จนมาเป็นโน้ตบุคที่ใช้จอ LCD ก็ยังคงใช้ 4:3 ความละเอียดตั้งแต่ VGA: 640×480 SVGA: 800×600 XGA: 1024×768 SXGA: 1280×1024 สำหรับโน้ตบุคในตลาดตอนนี้ ไม่มี สัดส่วนนี้ขายแล้วครับ จะมีก็แต่จอคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ที่ยังพอมีเหลือให้เห็นกันบ้าง.. จอสัดส่วนนี้มีดีตรงที่ เหมาะสำหรับใช้ทำงานพวกเอกสาร ทำงานทั่วไป จะแสดงผลแนวตั้งได้ดีครับ ไม่ต้องเลื่อนจอขึ้นลง ให้ปวดหัว แต่จะมีปัญหาก็ตรงที่เวลาดูหนังจาก DVD จะปรากฏขอบหนาๆให้เห็นครับ แต่สำหรับไฟล์หนังจาก VCD เขาอัดมาเป็น 4:3 อยู่แล้วครับ ก็ดูได้เต็มจอ ไม่มีขอบ เหมือนดูในโทรทัศน์จอแก้ว เลยครับรูปภาพจาก Dellจนกระทั่งกระแสจอ Widescreen เริ่มเข้ามา เมื่อไม่กี่ปีมานี้ ก็เริ่มใช้จอ 16:10 กับ เครื่องคอมพิวเตอร์กันครับ ในขณะที่ จอ LCD TV เขาใช้กันแบบ 16:9 ที่เป็นสัดส่วนในการดูภาพยนตร์จาก DVD ความละเอียดของ 16:10 ที่เห็นกันบ่อยๆ น่าจะเป็น WXGA:1280×800 WXGA+:1440×900 แต่จริงๆแล้วสัดส่วน 16:10 เนี้ย ก็มีความละเอียดให้เลือกอีกนะครับ เช่น WVGA: 840×480 หรือมากกว่านั้นก็เช่น WSXGA: 1680×1050 WUXGA: 1920×1200 แต่ความละเอียดพวกนี้ น้อยค่ายครับ ที่จะยกลงมาใส่ลงโน้ตบุค ถ้าเครื่องนั้นไม่ได้เป็นเครื่องแบบ workstation ที่ต้องการจอภาพใหญ่ ที่ความละเอียดสูงๆน่ะครับ แต่เมื่อเวลานำโน้ตบุคออกไปพรีเซนต์งานกัน ครั้งแรกคุณอาจจะต้องเซตกันให้วุ่นวายเลย เพราะ เครื่องโปรเจคเตอร์ที่ออฟฟิศ ส่วนมากจะเป็นรุ่นไม่ใหม่มากนัก และยังไม่รองรับ Widescreen เลยต้องปรับไปใช้สัดส่วน 4:3 กัน พื้นที่ทำงานก็น้อยลง งานที่ทำมาก็ผิดสัดส่วนอีก แต่ช่วงหลังๆมานี่ โปรเจคเตอร์ก็มี Widescreen ให้เลือกปรับกันแล้ว น่าจะสบายขึ้นมา(บ้าง)นะครับและแล้ว จอ 16:10 ที่ใช้กันมาจนมีอายุอานามร่วม 5 ปีเศษ ก็ต้องถูกแทนที่ด้วยมาตรฐานใหม่ นั่นคือ 16:9 ครับ จะได้เหมือนๆกับพวก LCD TV ซะที ช่วงที่ใช้ 16:10 กันเนี้ย จะมีเสียงบ่นมาว่า“จอของฉัน เป็นจอ Widescreen แต่ทำไมดูหนัง DVD แล้วยังมีขอบบน-ขอบล่าง โผล่มาให้เห็นอีก”ขอตอบว่า เพราะหนังที่อัดมาใน DVD นั้น เขาทำมาเป็นสัดส่วน 16:9 ครับ แต่จอเป็น 16:10 เลยทำให้เหลือขอบอีก 0.5 ทั้งบน และ ล่าง“แต่ขอบที่ฉันว่า มันหนามาก หนาเป็นไส้กรอกขอบชีสยังไงยังงั้นเลย”ขอตอบว่า แสดงว่าหนังเรื่องนั้น เป็นภาพยนตร์ที่ทำมาเป็นสัดส่วน Anamorphic Widescreen ที่ต้องการให้เห็น รายละเอียดกว้างครบทั้งจอ เหมือนกับที่ฉายในโรงหนังครับ ปรับสัดส่วนได้ แต่หน้าคนจะยืดยาวขึ้นมานะครับตอนนี้ก็เลยมีจอ 16:9 มาเป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง สำหรับโน้ตบุคแล้ว ความละเอียดที่พบเห็นกันได้มากที่สุด มีสองขนาดครับคือ 1366×768 (เท่ากับ LCD TV แบบ HD-ready เลย) กับแบบ Full HD 1920×1080 แต่จริงๆแล้ว เขาใช้มาตรฐานคล้ายๆกับ 16:10 ในการเรียกชื่อพวก WXGA/WSVGA อะไรพวกนี้ ต้องบอกก่อนเลย เมื่อแรกเห็นจอโน้ตบุคแบบ 16:9เป็นเรื่องปกติครับ เราลองดูรูปเปรียบเทียบ ภาพทุกสัดส่วนที่เป็นมาตรฐาน ณ ปัจจุบันนี้ดูนะครับวิธีการอ่าน Chartรูปภาพจาก wikipediaสรุป คือ เลือกหน้าจอที่มีความละเอียดที่สูงที่สุดเท่าที่เลือกได้ตามงบประมาณที่มี และให้มีสัดส่วนของหน้าจอเป็น 16:9 เพราะหนังและเกมส์ใหม่ๆ ที่ออกมา่ใหม่จะรองรับสัดส่วนนี้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเกือบทุกรุ่นจะขึ้นต้นด้วย W(wide screen-จอกว้าง) เช่น WXGA, Wxxxท่านที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดได้ที่ wikipedia หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับเราได้ที่ เวปบอร์ด กูรูของเราจะตอบทุกคำถามเกี่ยวกับ Monitor/LCD-
LCDSPEC พาเที่ยวงาน Electronica Showcase 2010 ภาค1
พบกับ LCDSPEC  อาสาพาเที่ยวงาน Power Mall Electronica Showcase @ Siam Paragon กันนะครับ ซึ่งงานนี้อย่างที่ทราบกันคืองานมหกรรมที่รวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า (อย่าง TV ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย) และสินค้าไอทีต่างๆ อาทิ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มือถือ ที่จัดได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งปีงานหนึ่ง ที่ให้คุณได้ช้อปสนั่นกรุงก่อนใครรับส่วนลดคืน รวมสูงสุด 21% ในวันที่ 30 มิถุนายน – 11 กรกฎาคมนี้  ณ Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอนสำหรับใครที่ยังไม่ได้ชมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก็สามารถชมกันได้ ที่นี่ ครับบริเวณด้านหน้าของงาน ที่จัดขึ้น Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน สำหรับการเดินทางแนะนำให้มารถไฟฟ้ากันนะครับ แล้วตรงขึ้นลิพท์มาเลย น่าจะสะดวกสุดตรงบันไดเลื่อนก็จะมี Directory Board อยู่ ใครเข้ามาแล้วยังงงๆ สามารถดูตรงจุดนี้ได้ด้านหน้าของทางเข้าจะเป็นเวทีที่ไว้จับลุ้นโชค iPad ทุกวัน สำหรับคนที่ซื้อสินค้าทุกๆ 3,000 บาท รวมถึงยังเป็นที่ประมูลสินค้าอีกด้วยด้านหน้างานอีกเช่นกัน เราจะพบกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นแฟชั่น จัดแสดงอยู่เครื่องซักผ้า ทีวี ชุดโฮมเธียร์เตอร์ ก็จัดได้ว่าอยู่ในรูปแบบของแฟชั่นเห็นน้องเค้ายืนเหงาๆ เลยกดมาฝากกันซักหนึ่งภาพครับส่ววนี่ก็จะเป็นของรางวัลต่างๆ เพียงคุณจับจ่ายสินค้าภายในงาน Power Mall Electronica Showcaseก่อนเข้างาน แวะมาดูการประมูล ชุดโฮมเธียร์เตอร์จาก Philips สุดเร้าใจซักเล็กน้อยเอาล่ะครับ มาเข้าชมงานกันดีกว่าเจอก่อนเลยกับบูธ Canon ที่ขนกล้องดิจิตอล มาแบบทุกรุ่น ทุกซีรี่ย์อดใจไม่ได้ กับความน่ารักของพริ้ตตี้สาวโทรศัพท์มือถือก็มีมานะครับทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่เดียวผู้ให้บริการก็มีมา อย่างบูธนี้ก็จะเป็น DTAC  ที่มี BB โปรโมชั่นเด็ดมาพร้อมกับพริ้ตตี้สาวคนเดิม (น่ารักเหมือนเดิมด้วย)บูธ AIS ก็มานะครับ พร้อมให้ทดลองการใช้งาน 3G กันแบบสดๆ ภาพ โน้ตบุ๊กพร้อมมีพริ้ตตี้สาวคอยให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลสินค้าป็นอย่างดีกล้องต่างๆ ก็มากันเพียบอย่าง Fujifilm ที่มีตัว HS10 สุดแจ่มOlympus ก็นำ PEN E-PL1 มายั่วน้ำลายเช่นกันNikon ก็ไม่พลาดเหมือนกันที่จะมาเปิดบูธ พร้อมกับมีเลนส์ Super Tele มาโชว์อีกเช่นเคย ว่าแต่จะลองขึ้นไปส่องสาว แต่ดันไม่มีมุม – -aPanasonic นำกล้องดิจิตอล Lumix มาทั้งกองทัพกล้องวีดีโอก็มีอย่าง JVC และ Sanyoแต่ ณ นาทีนี้ คงไม่มีใครโดดเด่นเท่า Sony NeX-5 อีกแล้วเด่น ไม่เด่นยังไง ดูจากภาพนี้ได้ ว่าผมไปโฟกัสที่ไหนไปต่อกันเลยที่หน้า 2 >>>
บลูเรย์โฮมเธียเตอร์ HB965TZ จากแอลจี มอบสุดยอดคุณภาพภาพและเสียงเหนือระดับ
โดดเด่นด้วยชุดลำโพง 5.1 แชนแนลดีไซน์บางเฉียบ เชื่อมต่อทุกคอนเทนท์ผ่านระบบไว-ไฟมอบความบันเทิงไร้ขีดจำกัดกรุงเทพฯ 31 สิงหาคม 2553 – บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด แนะนำชุดบลูเรย์โฮมเธียเตอร์ รุ่น HB965TZ มอบสุดยอดพลังเสียงรอบทิศทางผ่านลำโพงดีไซน์บางเฉียบ พร้อมเชื่อมต่อทุกคอนเทนท์ด้วยระบบไร้สายแอลจี HB965TZ สุดยอดบลูเรย์โฮมเธียเตอร์ที่สมบูรณ์แบบ พร้อมสร้างประสบการณ์การรับฟังที่สมจริงแม้ในห้องที่มีขนาดใหญ่ ประกอบด้วยลำโพงคู่หน้า ให้เสียงสมจริงรอบทิศทาง และซับวูฟเฟอร์ที่ให้พลังขับสูงถึง 1,100 วัตต์ ด้วยดีไซน์ที่บางเพียง 29 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังได้ มาร์ค เลวินสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเสียงชื่อดังระดับโลกเป็นผู้ปรับแต่งเสียง ทำให้คุณภาพเสียงของ HB965TZ มีพลัง คมชัดครบทุกมิติแอลจี HB965TZ โดดเด่นเหนือเครื่องเล่นบลูเรย์ทั่วไป ด้วยคุณสมบัติในการนำความบันเทิงระดับโลกเต็มรูปแบบ และข้อมูลต่างๆ เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตผ่านระบบไร้สายที่ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับคอนเทนท์ต่างๆ อย่างง่ายดาย อาทิ UGCs เว็บอัลบั้มต่างๆ รวมถึงการพยากรณ์อากาศ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ BD-Live 2.0 และ Bonus View ช่วยปลดล็อคฟีเจอร์พิเศษของหนังที่อยู่ในแผ่นบลูเรย์ และเพื่อสร้างความมั่นใจในเรื่องคุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยม แอลจียังได้บรรจุระบบประมวลผลเสียงระดับมืออาชีพโดย LG Sound Gallery ช่วยให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเสียงตามความพึงพอใจด้วยอีควอไลเซอร์ 7 รูปแบบคือ Natural Plus, Game Equalizer, Night Mode, Clear Voice, Bass Blast, MP3 Up-Scaling และ VSM Plusบลูเรย์โฮมเธียเตอร์ HB965TZ ราคา 39,990 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) วางจำหน่ายแล้ว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ตัวแทนจำหน่ายสินค้าแอลจีทั่วประเทศไทย สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี โทร. 02-878-5757 หรือ www.lg.com/thคุณสมบัติทางเทคนิค·          5.1 แชนแนล / พลังขับ 1,100 วัตต์·          รองรับฟังค์ชั่น BD-Live & Bonus View·          เล่นภาพยนตร์จากแผ่นบลู-เรย์ด้วยความละเอียด 1080p Full HD·          เชื่อมต่อเว็บไซต์ต่างๆ ด้วย Netcast (YouTube, Accuweather, Picasa และ CANALPLAY* เฉพาะในประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น)·          TV Sound ez Set-up พร้อมช่องต่อออปติคอล·          LG Sound Gallery·          ช่องต่อ HDMI 2 ช่อง·          Wireless LAN & DLNA  / CIFS·          ด๊อกกิ้งเชื่อมต่อ iPod / iPhone พร้อมช่วยชาร์จแบตเตอรี่ในตัว·          รองรับการเล่นไฟล์ภาพยนตร์ MKV และ DivX HD·          เชื่อมต่อและเล่นภาพยนตร์จากฮาร์ดไดร์ฟภายนอก (FAT32, NTFS)
จะต่อคอม เข้าทีวี ต้องทำอย่างไร เพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น
By: admin | Date: 19 July 2009 | อ่าน 288,105 | 38 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

ทุกวันนี้เราไม่ได้ใช้จอภาพ เพื่อเอาไว้ดู Free TV, Cable TV หรือเครื่องเล่น DVD หรือแม้กระทั่งเครื่องเล่น Bluray disc แล้วนะครับ อีกหนึ่งเครื่องเล่น ที่มีประโยชน์มากนั่นคือ เครื่องคอมพิวเตอร์ นั่นเองครับ

การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์กับทีวี ฟังดูแล้ว อาจจะดูแปลก แต่จริงๆแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับที่ เราเสียบสายมอนิเตอร์ เข้ากับเครื่องคอมพิวเตอร์เลย เพียงแต่อาจจะสับสนเพราะ มันมีมากกว่า 1 จอนั่นเอง

จุดประสงค์ที่ผู้ใช้ต้องต่อจอเสริม เข้ากับคอมพิวเตอร์นั่นก็เพราะว่า

7

รูปภาพจาก harvard

พรีเซนต์งาน บนจอที่ใหญ่ขึ้น หรือ ใช้เครื่องฉายโปรเจคเตอร์
เป็นเรื่องปกติแล้วหละครับ ปัญหาหลักๆคือ โน้ตบุคสมัยนี้ มาเป็น Widescreen แต่โปรเจคเตอร์ที่โรงเรียน หรือ ออฟฟิศนั้น ยังเป็นรุ่นเก่าอยู่ ไม่รองรับ widescreen เลยทำให้ต้องมีการปรับสัดส่วนภาพใหม่ ความละเอียดก็ผิดเพี้ยนไป ทำให้ไม่สามารถพรีเซนต์งานได้มีประสิทธิภาพได้ตามต้องการ

99

รูปภาพจาก se-ed

รับชมภาพยนตร์ วีดีโอไฟล์ จากเครื่องคอมพิวเตอร์
สมัยนี้คนนิยมที่จะโหลดภาพยนตร์แบบ HD มาเก็บไว้ใน Harddisk กัน นอกจากจะเก็บได้ทนทาน เก็บได้เยอะ และ ราคาไม่แพงแล้ว ยังสามารถปรับ configure อะไรได้สารพัดอีกตังหาก (ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับโปรแกรมที่ใช้ครับ) ปัญหาอีกปัญหาหนึ่งคือ สัดส่วนภาพของโน้ตบุคที่ส่วนมากยังเป็น 16:10 ต้องมาเจอหนังที่เป็น 16:9 หรือ panoramic ถ้าเราตั้งความละเอียดไม่ถูก ก็จะทำให้สัดส่วนหนังผิดแปลกไปนะครับ

81

รูปภาพจาก tradingcomputers

ขยายจอภาพเดิมที่มีขนาดเล็ก ให้ใหญ่ขึ้น มีพื้นที่การทำงานที่กว้างขึ้น
บางคนใช้จอเดียว ทำงานเกี่ยวกับกราฟฟิก บางทีตัวชิ้นงานก็เต็มจอละ ยังมีพวก tools / panel อะไรต่อมิอะไร เขาคงอยากจะขยายจอ แล้วให้จอเสริม ในการวางเครื่องมือ (เหมือนที่เราเห็นในหนัง มี 3-4 จอ ต่อๆกัน ดูโปรมากๆเลยครับ)

แล้วเราจะต่อจอเสริม ยังไงดีหละ???

1. ก่อนอื่นเลย คุณต้องมีจอภาพ มากกว่า 1 จอ จะเป็นจอ CRT, LCD, Plasma, Projector อะไรก็ว่าไปครับ

2. ทำการสำรวจ ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ โน้ตบุค คุณมีพอร์ตที่จะต่อจอนอก ได้อีกหรือเปล่า อาจจะเป็น Composite out (สายAV หัวสีเหลือง), S-video (มีสองแบบ 4 กับ 6 pin), RGB, DVi, HDMI, Display port และ ก็ดูว่า บนจอภาพของคุณ มีช่องต่อสัญญาณขาเข้าอะไรให้เชื่อมต่อบ้าง (ไม่นับช่องเสียบเสาอากาศ/Scart/RCA นะครับ)

สำหรับทีวีรุ่นเก่าๆ ที่ไม่มีช่องต่อคอมพิวเตอร์โดยตรง การ์ดจอต้องรองรับ Tv-out ครับ บนการ์ดจอจะมีพอร์ตใดพอร์ตหนึ่งต่อไปนี้ให้เลือกใช้ครับ

1

รูปภาพจาก wheethet

av-cable

- Composite out (รูป C) นี้เป็นแบบเก่าน่ะครับ ความละเอียดไม่สูงมาก แต่มันก็เหมาะสำหรับทีวี รุ่นเก่าๆน่ะครับ

svideo-cable

- S-video สายแบบนี้มีสองแบบ คือ 7pin (รูปB) กับ 4pin (รูปA) อยากให้ดูว่า ที่อยู่ที่คอมเรา กับ ทีวีเรา เป็นแบบกี่pin แล้วซื้อสายมาต่อให้ถูกแบบน่ะครับ เพราะถ้าต่อผิด สีมันจะไม่ออกครับ .. ทีวีบางเครื่องอาจจะไม่มีพอร์ตนี้ ก็ต้องไปซื้อสายแปลงจาก S-video to Composite มาต่อหละครับ.. ส่วนคุณภาพนั้น ดีกว่า Composite นิดนึง

13

รูปภาพจาก lindy

ถ้าคอมพิวเตอร์ใครไม่มี TV-out กับพอร์ตที่ผมว่าไปนั้น ก็ต้องไปซื้อกล่องแปลงสัญญาณ ราคาก็พันต้นๆขึ้นไปครับ (ขึ้นอยู่กับความละเอียดของ output) และ พอร์ตสองแบบนี้ คุณภาพอาจจะไม่สูงมาก แต่ก็เพียงพอต่อการใช้งานพวก วีดีโอคลิป โปรแกรมคาราโอเกะ หรือ พรีเซนต์งาน ตัวอักษรอาจจะไม่คมชัด ทั้งนี้เพราะเป็นข้อจำกัดของสายครับ

สำหรับทีวีรุ่นใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น LCD TV, Plasma TV, LCD Monitor, Projector จะมีการรองรับการต่อคอมพิวเตอร์ เราจะคุ้นกับพอร์ตพวกนี้ขึ้นมาหน่อยครับ

501-61_lg
รูปภาพจาก sandberg

- RGB พอร์ตนี้เรารู้จักตั้งแต่เราเริ่มใช้คอมพิวเตอร์ แล้วครับ คุณภาพค่อนข้างจัดว่าดีเลยทีเดียว แต่เป็นระบบ Analog ซึ่งสามารถถูกคลื่นรบกวนได้ง่าย แต่ทุกวันนี้ก็ยังใช้อยู่ครับ เพราะราคาไม่สูงมาก..

2

รูปภาพจาก socalelectronics

สำหรับ ทีวีเครื่องใด ที่มีช่องต่อ DVD Component (แบบแยกสี 3 สี) แต่ไม่มีช่อง RGB คุณสามารถ ไปหาซื้อสายแปลงจาก RGB to DVD Component ได้ครับ

6

รูปภาพจาก xbitlabs

บางการ์ดจอ แถมสายแปลงจาก mini RGB (ใช้พอร์ตร่วมกับ S-video แต่แยกออกมาเป็นสามเส้น สามสี ไว้ต่อ Component ครับ) แต่ใช้สาย Component จะตั้งความละเอียดได้ไม่สูงนะครับ

dvi_cable
รูปภาพจาก global-b2b-network

- DVi พอร์ตนี้เป็นการพัฒนาต่อมาจาก RGB เพื่อเปลี่ยนการส่งสัญญาณ จาก Analog ให้เป็น Digital ภายในสายสัญญาณ จะมีการส่งแค่ข้อมูล 0 กับ 1 เท่านั้น เราจะมั่นใจได้ว่า ข้อมูลจะถูกส่งไปครบ โดยไม่มีคลื่นมารบกวนได้ และ แน่นอนว่า คุณภาพของ DVi จะต้องดีกว่าแน่ๆ

attachment

รูปภาพจาก Wikipedia

DVi เขามีหลายแบบให้เลือกนะครับ เวลาเลือกซื้อสายก็ต้องเชคให้ดีๆก่อนนะครับ

4

รูปภาพจาก dansdata

ถ้าคอมพิวเตอร์ใครมีพอร์ต DVi-i แต่จอภาพมี RGB ก็สามารถซื้อหัวแปลงได้นะครับ เพราะ DVi-i รองรับทั้ง analog และ digital ครับ

hdmi_cable

รูปภาพจาก computerheaven

- HDMI พอร์ตนี้ จะมีความเป็น multimedia มากขึ้นครับ เพราะพอร์ตนี้ สามารถส่งข้อมูล ได้ทั้งภาพและเสียงระบบรอบทิศทาง และยังเป็นระบบดิจิทัลอีกตังหาก อีกทั้งพอร์ตยังมีขนาดเล็ก และ ไม่ต้องขันน๊อตให้แน่นขณะเสียบสายอีกครับ ตอนนี้โน้ตบุคหลายๆรุ่นก็เริ่มจะใส่พอร์ตนี้เข้ามาให้แล้ว ตอนนี้ถือว่าเป็นที่นิยมมากเลยครับ

3

รูปภาพจาก tradeboss

พอร์ต HDMI นี้สามารถซื้อตัวแปลง HDMI to DVi ได้นะครับ หรือจะแปลงต่อไปเป็น RGB ก็ได้ แต่แน่นอนว่า เสียงจะไม่ออกครับ อาจจะต้องใช้เสียงจาก sound card แทนนะครับ

dp-mm-3

รูปภาพจาก electronicplus

- Display port พอร์ตนี้เป็นมาตรฐานใหม่ ซึ่งสิ้นปี ถึง ปีหน้า น่าจะเห็นได้เด่นชัดมากกว่าตอนนี้ ซึ่งตามเสปค นั้นดีกว่า HDMI ครับ พอร์ตนี้ผมยังไม่ขอพูดถึงแล้วกันนะครับ เพราะยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนัก

12

รูปภาพจาก tcmagazine

หลังจากสำรวจ และ จัดแจงซื้อสาย มาต่อแล้ว ก็ทำการขั้นต่อไปต่อเลยครับ

3. ลง driver การ์ดจอ ใครใช้ nVidia, ATi, Intel, S3 ก็จัดแจงลง driver ให้ครบถ้วนนะครับ แล้วทำการเสียบสาย ถ้าโน้ตบุคใครมีฟังค์ชั่นการ Presentation ก็ต้องเปิดนะครับ อาจจะต้องกด Fn+F4 หรืออะไรพวกนี้นะครับ ไม่ยังงั้นคอมพิวเตอร์ จะมองไม่เห็นจอภาพ ครับ

ยังไม่จบนะครับ คลิกหน้าต่อไป จะมีวิธีการตั้งค่าต่างๆในคอมพิวเตอร์ ต่อนะครับ…

« ก่อนหน้านี้ 1 2 3 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (38)
Anonymous (115.67.64.xxx) | 22/11/2552 : 13:04      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]ขอบคุณง๊าบๆๆ

ความคิดเห็นที่ 38
Anonymous (118.175.198.xxx) | 16/10/2552 : 10:51      

[FONT=Arial Black]ขอบคุณมากเลยครับ สุดยอดเลย[/FONT][IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/9.gif[/IMG][IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/9.gif[/IMG][IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/9.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 37
dekprik (222.123.137.xxx) | 02/10/2552 : 21:07      

แล้วถ้าเป็น สายแปลง ที่ จาก d-sub เป็น สายภาพ สีเหลือง ใช้ไม่ได้เหรอครับ

ความคิดเห็นที่ 36
HS3LDY (61.19.52.xxx) | 20/09/2552 : 09:37      

น่าสน [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/3.gif[/IMG]ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 35
สมาชิก LCD (61.19.52.xxx) | 20/09/2552 : 09:35      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]DDD

ความคิดเห็นที่ 34
offy (124.122.91.xxx) | 28/07/2552 : 16:48      

มีประโยชน์มากๆเลย สำหรับมือใหม่ ขอบคุณครับ

ความคิดเห็นที่ 33
lcdspec (117.47.146.xxx) | 22/07/2552 : 16:06      

หหห

ความคิดเห็นที่ 32
lcdspec (117.47.146.xxx) | 22/07/2552 : 16:06      

โพสฟฟ

ความคิดเห็นที่ 31
ดีๆ (117.47.146.xxx) | 22/07/2552 : 15:59      

ก็ดีนะ

ความคิดเห็นที่ 30

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online