TYPE :
SIZE : PRICE :
   
Buyer's Guide
อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSpec.com
LCDSpec ขอต้อนรับงาน Commart Comtech ‘09 ด้วยการนำเสนอเทคนิคดีๆ ในการเลือกซื้อ LCD monitor ให้ถูกใจสักเครื่องครับคำกล่าวที่ว่า “ควรเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่งบประมาณจะหาซื้อได้” อาจใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์เสมอไป หากคุณกำลังมองหา LCD monitor ที่ถูกใจ และตรงตามความต้องการสักเครื่องในงาน Commart ล่ะก็ เว็บไซท์ www.lcdspec.com มีเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อ LCD monitor ที่ถูกใจได้ด้วยหลักการพิจารณาสเป็กสั้นๆ เพียง 9 ขั้นตอนครับขนาด: ขนาดของ LCD monitor คือความยาวของเส้นทแยงมุมของจอนั้นๆ มีหน่วยเป็นนิ้ว จอ LCD ส่วนใหญ่ที่มีขายในตลาดจะมีขนาดตั้งแต่ 15 นิ้วไปจนถึง 30 นิ้ว และขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในช่วง 19 – 24 นิ้ว คุณควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ระยะการรับชม และพื้นที่ที่จะใช้วางจอ และพยายามเลือกจอที่มีฐานที่สามารถปรับระดับความสูงขึ้น/ลงได้ เพื่อความสะดวกในการจัดวาง และการปรับระดับความสูงของจอให้พอดีกับระดับความสูงของที่นั่งสัดส่วน (Aspect Ratio): สัดส่วนของ LCD monitor ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบ 4:3, 5:4, 16:10 และ 16:9 คุณควรเลือกสัดส่วนจอโดยคำนึงถึงประเภทของงาน และ content ที่จะแสดงบนจอเป็นหลัก ปัจจุบันนี้จอ LCD สัดส่วนแบบ 16:9 กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีสัดส่วนเดียวกับภาพยนตร์จอกว้าง ทำให้สามารถแสดงภาพยนตร์จอกว้างได้โดยไร้ขอบดำด้านบน-ล่าง ของจอ แต่ถ้าคุณคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก อาจพิจารณาจอแบบ 16:10 เพราะพื้นที่ในแนวตั้งที่มากขึ้นจะช่วยลดภาระในการลากเม้าส์เพื่ออ่านเอกสาร/เว็บเพจยาวๆ ได้ความละเอียด (Native Resolution): ความละเอียดที่ LCD monitor สามารถแสดงได้ มีหน่วยเป็นพิกเซล ซึ่งมีให้เลือกหลาย resolution ด้วยกัน เช่น 1,400 x 900, 1,600 x 900, 1,680 x 1,950, 1,920 x 1,080, 1,920 x 1,200 เป็นต้น สำหรับ resolution ที่ได้รับความนิยมกับจอ 22 นิ้วแบบ 16:9 ได้แก่ขนาด 1,600 x 900 หรือ 1,920 x 1,080 (Full HD) จอ LCD จะทำงานได้ดีที่สุดต่อเมื่อมันคุณป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดตรงกับ native resolution ของมันเท่านั้น ดังนั้นหากคุณต้องการเลือกจอไปใช้สำหรับการเล่นเกม ควรเลือกจอที่มี resolution ที่สัมพันธ์กับขีดความสามารถของการ์ดจอของคุณด้วยContrast Ratio: คืออัตราส่วนของสีขาวที่สว่างที่สุด กับสีดำที่มืดที่สุด ตัวเลขที่สูงกว่าแสดงถึงความสามารถในการไล่ความสว่างของเฉดสีต่างๆ ได้หลายระดับมากขึ้น ทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ของภาพในหนัง/เกมในฉากมืดๆ ปัจจุบัน Native contrast ratio ของ LCD monitor อยู่ที่ประมาณ 600:1 ถึง 1,000:1Dynamic Contrast Ratio: เนื่องจากหลอด backlight (หลอดไฟที่ช่วยทำให้เม็ดสีของจอ LCD เรืองแสง) ของ LCD monitor ในปัจจุบันสามารถปรับระดับความสว่างตามลักษณะของ content ที่แสดงอยู่บนจอ ณ ขณะนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อให้นำมาซึ่ง Contrast Ratio ที่สูงขึ้น พูดง่ายๆ คือ Dynamic Contrast Ratio เป็น Contrast Ratio สูงสุดที่จอสามารถทำได้ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ผลิตส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมักทำตลาดจอของตนด้วยตัวเลข Dynamic Contrast Ratio แทนการใช้ Native Contrast Ratio ซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่ 10,000:1 ไปจนถึง 5,000,000:1 เลยก็มีResponse Time: เป็นระยะเวลาที่เม็ดสีบนจอ LCD ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่ง ฉะนั้นยิ่งตัวเลข response time น้อย ยิ่งหมายถึงการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไร้เงา (ghosting) มากขึ้นBrightness: ความสว่างของจอ LCD ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 250 – 500 cd/m2 (candela per square meter – แรงเทียนต่อตารางเมตร) หากคุณต้องการนำจอไปวางไว้ในห้องที่สว่างมากๆ อาจต้องพิจารณาจอที่มีความสว่างมากขึ้น หรืออาจเลือกจอที่สว่างมากๆ เอาไว้ก่อน แล้วค่อยปรับให้สว่างน้อยลงตามสภาพแสงในห้องของคุณก็ได้Viewing Angle: มุมมองการรับชมของจอในแนวตั้งและแนวนอน ปัจจุบันจอส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 160/160 หรือมากกว่า (160 องศาในแนวตั้ง และ 160 องศาในแนวนอน) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวบอกจุดทำมุมสูงสุดที่คุณสามารถรับชมภาพจากจอได้โดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน (เช่นมองจากด้านข้างทำมุมสูงสุดได้ 160 องศาโดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน เป็นต้น) เนื่องจากLCD monitor ถูกออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์ (ซึ่งต้องมองตรงๆ) เป็นหลัก คุณจึงไม่ควรกังวลกับตัวเลขนี้มากเกินไปนักConnectivity Interface: LCD monitor ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับพอร์ท VGA (หรือ D-Sub) และพอร์ท DVI ซึ่งพอร์ท DVI นั้นจะให้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อแบบดิจิตอล ส่วน VGA เป็นพอร์ทอนาล็อกแบบเก่าซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งใน PC/Notebook คุณจึงควรเลือก LCD monitor ที่มีพอร์ททั้งสองประเภท เพื่อความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ หรืออาจเลือกจอที่มีพอร์ท HDMI ไปเลยก็ได้ หากคุณต้องการนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพอร์ท HDMIพอร์ท VGAพอร์ท DVI   พอร์ท HDMILCDSpec.com หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และหากคุณยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อ LCD Monitor รุ่นไหนในงาน Commart ให้เหมาะกับความต้องการ และงบประมาณของคุณ สามารถเข้าไปยังเว็บไซท์ของเราเพื่ออ่านบทความแนะนำ LCD monitor ที่น่าสนใจสำหรับงบประมาณต่างๆ โดยคลิกที่นี่ครับ
HDTV/Monitor Review
LG 42LH35FR Quick Hands-on: จอ Full HD รูปทรงสวย ราคาสุดคุ้ม
ขึ้นชื่อว่า LG เราคงจะนึกถึง LCD TV รูปทรงสวย คุณภาพกลางๆ ในราคาคุ้มค่า และ เมื่อไปเดินดูตามห้าง จะเห็นน้องๆวง Girls’ Generation มาเต้นเพลง Gee เป็นโฆษณาประดับจอ เป็นอย่างแน่แท้จากพรีวิวก่อนหน้าหลายๆอัน LG ก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวังเลย นับว่าเป็นยี่ห้อสุดคุ้มยี่ห้อหนึ่งเลยก็ว่าได้ วันนี้ก็มาถึงคิวของอีกรุ่นที่เปิดตัวพร้อมๆกับรุ่นพี่ LH50, LH70 ด้วยคอนเซป Time for change โดยใช้พรีเซนเตอร์ร่างใหญ่อย่าง… เอิ่มมม Transformer !! เป็นไงหละ Sexy มั๊ย ^^*LG 42LH35FR เป็นอีกรุ่น ที่ชูจุดเด่นด้านจอภาพที่มีความละเอียดสูงถึงระดับ Full HD แต่มีรายละเอียดปลีกย่อยที่ลดลงมา เพื่อให้มีราคาที่จับจองเป็นเจ้าของได้ง่ายขึ้น แต่ยังคงฟังค์ชั่นไว้มากมาย เช่น ช่องต่อ USB Flash Drive พร้อม Eco-sensor ไว้ช่วยปรับแสงอัตโนมัติตามความสว่างภายในห้องก่อนจะเข้าประเด็นหลักของวันนี้ ทีมงาน LCDSPEC ต้องขอขอบพระคุณร้าน Power buy สาขา Central World Plaza เป็นอย่างสูง ที่ให้โอกาสเข้าไปพรีวิว ทดสอบ LCD และ Plasma TV รุ่นต่างๆ แบบคร่าวๆ เพื่อนำเสนอประสบการณ์การใช้งานที่หลากหลายกับโทรทัศน์หลายๆ รุ่นให้กับชาว LCDSPEC ครับ ข้อมูลที่เราจะนำเสนอต่อไปนี้จึงเป็นข้อมูล “ความประทับใจแรกพบ” หรือ “first impression” ของทีมงานที่มีต่อทีวีแต่ละรุ่น รวมถึงการรีวิวสเป็ก และทดสอบการเชื่อมต่อโทรทัศน์กับเครื่องเล่นประเภทต่างๆสำหรับบทความรีวิวโดยละเอียดของทีวีแต่ละรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่อยู่ในความสนใจของผู้อ่าน เราจะนำมาเสนอใน Review Section อีกครั้งการออกแบบของ 42LH35 เครื่องนี้ ต้องบอกว่า นี่หละ ถึงเรียกว่า “สไตล์เกาหลี” เพราะว่ามีการออกแบบที่ไม่เหลี่ยมจัดจนเกินไป มีส่วนโค้งมน ใช้วัสดุสีดำเงา สไตล์ Piano Black ดั่งที่ใช้ในรุ่นแพงๆหลายรุ่นเลยทีเดียวกรอบจอด้านล่าง มีการเดินขอบด้วยเส้นสีเงิน  และ ด้านล่างเครื่องจะเป็นพลาสติกโปร่งแสง ช่วยเพิ่มมิติให้กับจอขาตั้งพลาสติกขนาดใหญ่กว่าเพื่อน ให้ความมั่นคงสูงมาก สามารถหมุนปรับซ้ายขวา ได้ตามต้องการด้านขวา มีดวงไฟ Moving LED ที่เอาไว้บอกสถานะของเครื่อง ว่าตอนนี้ Standby อยู่จะขึ้นเป็นสีแดง แต่ถ้าเปิดอยู่จะเป็นสีน้ำเงิน โดยจะมีลูกเล่นเล็กๆ เมื่อเปิดเครื่อง ดวงไฟนี้ จะกระพริบ และ วิ่งเป็นจังหวะ ให้ดูเหมือนกับว่า หัวใจกำลังเต้นอย่างมีชีวิต ที่ดวงไฟสีน้ำเงิน เมื่อตัวเครื่องเปิดอยู่ จะไม่ไปรบกวนผู้ชมขณะรับชมทีวีแน่นอนครับ เพราะเป็นแสงที่ค่อนข้างเข้ม จนเกือบจะมืดอยู่แล้ว เมื่อกดรีโมทปุ่มใดๆ และ ทีวีรับรู้ มันก็จะกระพริบจะเห็นได้ว่ามีสติ๊กเกอร์แปะไว้อยู่ว่า ถ้าเสียบปลั๊กทิ้งไว้ แต่กดสวิตซ์แบบตัดไฟด้านหลังเครื่อง ก็จะไม่กินไฟเลย แต่ถ้าเปิดให้ไฟเข้า แต่กด Stand by ทิ้งไว้ ก็จะกินไฟไม่ถึง 1W เท่านั้น แต่น่าเสียดาย ไม่มี Intelligent Sensor มาให้ เหมือน LH50, LH70ปุ่มควบคุมอยู่ทางด้านหลังขวา มีสวิตซ์เปิด-ปิด แบบตัดไฟ มาให้ด้วย (อยู่ทางด้านใต้เครื่อง)ด้านซ้าย เป็นช่องต่อสัญญาณขาเข้า เช่น AV in, HDMI มีพอร์ต USB ไว้รองรับการเล่นไฟล์ต่างๆได้โดยตรง แต่เป็นที่น่าแปลกว่า LGไม่มีช่องต่อ หูฟัง (Headphone) หาด้านหลังเครื่องก็ไม่เจอ.. แต่ถ้าอยากใช้จริงๆ ลองหาสาย Y มาต่อที่ช่อง Audio Out ได้ด้านหลังเป็นฝาพลาสติก มีช่องระบายความร้อน ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า เปิดทั้งวันมันไม่ร้อนแน่นอน ความหนาของตัวเครื่องอยู่ในระดับปานกลาง การประกอบ และ การเก็บงาน นับว่าอยู่ในระดับที่ดี เศษการตัดพลาสติกก็เก็บงานได้ดีทีเดียวFull HD LCD TV (1,920 x 1,080 pixel)Contrast Ratio 80,000:1 ให้การไล่เฉดสีเทา ดำ ที่ชัดเจนยิ่งขึ้นResponse Time 4msความสว่าง 500cd/m^2ลำโพงสเตอริโอ 10W สองข้าง แบบ Invisible SpeakerXD Engine ช่วยในการประมวลผลภาพSmart Energy Saving ช่วยประหยัดพลังงานเมื่อไม่ได้ใช้งานมี USB 2.0 รองรับการเล่น media ต่างๆได้โดยตรงเป็นแบบ 6 ไอคอนหลัก เหมือนกับที่ใช้ใน LG รุ่นใหม่หลายๆรุ่น เมื่อเข้าไปยังเมนูย่อยแล้ว จะขึ้นเป็น Page View ที่จะมี Tab ทางด้านซ้าย ให้เราปรับค่าย่อยให้เสร็จแล้ว กลับไปที่ tab เพื่อเปลี่ยนเมนูหลัก จากการใช้งานจริง ค่อนข้างสะดวก และ รวดเร็ว เนื่องจากไม่มี animation มาคอยขัดจังหวะขอยืมรูปจาก LH50 มาอธิบายให้เห็นภาพนะครับภาพจาก LH50มีเมนูภาษาไทย ให้เลือก เท่าที่ดู ฟอนต์ค่อนข้าง สวย ตัวใหญ่ และ แสดงได้ชัดเจนดีที่รีโมทมีปุ่ม Quick menu สำหรับเข้าปรับเมนู สัดส่วน ปรับภาพ ปรับเสียง โหมด energy saving อย่างเร่งด่วน ไม่ต้องเข้าไปปรับเมนูหลักรีโมทคอนโทรล เป็นรุ่นเดียวกับ LH50 และ LH70 เป็นแบบ full function รองรับการควบคุม อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆของ LG ได้ครับ วัสดุที่ใช้ทำ ค่อนข้างเรียบแบน และ เบา ผิวสัมผัสมีการพิมพ์ให้เป็นลายเหมือนหนัง ปุ่มกดมีขนาดใหญ่พอสมควร แต่ด้วยความที่รีโมทเป็นทรงยาว ทำให้การกดปุ่มต่อเนื่องหลายๆปุ่ม อาจจะต้องมีการเอื้อมนิ้วเล็กน้อย แต่โดยรวม การจัดวางปุ่ม ค่อนข้างสะดวกใช้ได้ครับรีโมทใช้ถ่าน AAA สองก้อน ที่ฝาปิด มีที่ล๊อคกับตัวรีโมทเอาไว้ เพื่อกันฝาหายครับ
HD Gear
DIY: เทคนิคง่ายๆ ในการจัดวางลำโพงสำหรับชุดโฮมเธียร์เตอร์ด้วยตัวเอง
ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นช่างไฟฟ้า หรือมืออาชีพทางด้านเสียง ก็สามารถจัดวางชุดลำโพงเพื่อความเพลิดเพลินในการดูหนัง/ฟังเพลงภายในห้องนั่งเล่นของคุณได้ วันนี้ LCDSpec ขอนำเสนอเทคนิคพื้นฐานในการจัดวางลำโพงเซอร์ราวด์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงสูงสุดสำหรับมือใหม่ครับPhoto credit: Bowers & Wilkinsเพื่อความรวดเร็วในขั้นตอนต่างๆ คุณควรจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้คีมปอกสาย หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้คีมตัดสาย หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้เครื่องวัดระดับความดังเสียงสายลำโพงขนาดประมาณ 12-16 AWG (ตัวเลขบอกขนาดสายลำโพง ตัวเลขยิ่งน้อย ยิ่งหมายถึงสายที่มีขนาดใหญ่ หากระยะทางระหว่าง A/V Receiver กับลำโพงมีมาก แนะนำให้ใช้สายลำโพงที่มีขนาดใหญ่จะดีที่สุด)การจัดวางลำโพงการจัดวางลำโพงนั้นให้จัดเป็นลักษณะแนวเส้นโค้ง โดยหันลำโพงให้ทำมุมกับตำแหน่งที่คุณต้องการนั่งฟัง (Sweet Spot) และให้ลำโพงห่างจากกำแพงอย่างน้อย 30 เซนติเมตรจัดให้ตำแหน่งลำโพง Tweeter (ลำโพงเสียงแหลม) ของลำโพงคู่หน้าและลำโพงกลางอยู่ในระดับเดียวกับหูโดยจะใช้ขาตั้งหรือการแขวนก็ได้ สำหรับการติดตั้งชุดลำโพงข้างต้นก็แนะนำว่าควรที่จะใช้รุ่นและยี่ห้อเดียวกัน เพื่อให้ได้เสียงที่มีความกลมกลืนกันมากที่สุดเพื่อสร้างเสียงรอบทิศทาง ลำโพงคู่หลังและคู่ข้าง ควรจะติดตั้งเหนือระดับหู 30-60 เซนติเมตร แต่การจัดแบบนี้เหมาะกับการชมภาพยนตร์ มันอาจจะทำให้อรรถรสในการฟังเพลงชนิดที่ต้องการคุณภาพสูงๆ เสียไปบ้างเล็กน้อย เช่นการฟังจาก Super Audio CD และ DVD-Audio เนื่องจากเพลงเหล่านี้ทางห้องอัดเองได้มีการจำลองเสียงจริงสำหรับการวางลำโพงแบบปกติไว้แล้วการหาจุดวาง Subwoofer ให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นอาจจะใช้ประสบการณ์ในการจัดอยู่บ้าง และพึงระลึกว่าการให้เสียงเบสจากมุมจะช่วยเสริมความดัง และให้เสียงมีมิติมากขึ้น แต่ก็ต้องปรับความดังให้เหมาะสมเช่นกัน มิฉะนั้นเสียงเบสจะกลบเสียงย่านความถี่อื่นๆ ไปหมด ทำให้เสียอรรถรสในการรับฟัง และควรจัดที่วางลำโพงให้มีที่วางเพียงพอเพื่อป้องกันการอัดกระแทกของเสียง  และใช้เสียงเบสจะช่วยให้เสียงมีความกว้างและมิติมากขึ้นการหันเข้า-ออก(toe in/out) ของลำโพงเทคนิคการหันลำโพงเข้า-ออก (toe in/out)  แตกต่างกันที่การวางลำโพงซ้ายและขวาของลำโพงคู่หน้า โดยที่การหันลำโพงเข้า (toe in) จะเน้นในเรื่องการวางเสียงให้กลมกลืนกัน ขณะที่การหันลำโพงออก (toe out) นั้นจะวางลำโพงให้แนวเสียงขนานกับผนังเพื่อทำให้เสียงกระจายได้ทั่วห้องการทดสอบด้วยมุมที่แตกต่างกันเพื่อหาจุดที่ดีที่สุด ต้องใช้ความชำนาญนิดหน่อย แต่โดยทั่วไปการจัดในส่วนนี้จะเหมาะกับผู้ชมในจำนวนที่ไม่มากการปอกสายลำโพงขณะที่ดูเหมือนอาจจะเป็นการขั้นตอนที่ไม่ค่อยสำคัญ  แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้หน้าสัมผัสของสายลำโพงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นการลดการกัดกร่อน (เช่น สนิม) และป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้วิธีการ คือ แยกสายลำโพงเป็น 2 เส้น ซึ่งจะได้เป็นสายนำและสายฉนวน พร้อมกับปอกออกความยาว 1 เซนติเมตรให้เรียบร้อย จากนั้นบิดสายไปในทิศทางเดียวกันให้เป็นเกลียว และตัดในส่วนที่ไม่เรียบร้อยออกในการปอกสายลำโพง จะทำให้เราทราบว่าคีมปอกสายที่ต่างกัน ก็มีผลต่อความหนาบางในการปอกสายเหมือนกันการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับเครื่องขยายเสียงในส่วนตรงนี้จะเป็นด้านหลังของเครื่องขยายเสียงหรือเครื่องเสียงของคุณ เคล็ดลับในการใส่สายที่เราได้ปอกไว้แล้วนั้น คุณควรแน่ใจว่าสายลำโพงฝั่งไหนเป็นขั้วบวก (+) และขั้วลบ (-) ซึ่งสีที่บ่งบอกก็จะเป็น สีแดงและสีดำตามลำดับแนะนำว่าจะต้องมีความระมัดระวังมากๆ ในส่วนของการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับเครื่องเสียง เพราะถ้าติดตั้งผิดอาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรของอุปกรณ์ และถ้ามันเกิดลัดวงจรขึ้นมา ส่วนนี้จะไม่ครอบคลุมในการรับประกันต่างๆ ของผู้ผลิตการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับลำโพงตรวจสอบการติดตั้งของการติดตั้งสายลำโพงอีกครั้ง ว่าถูกต้องหรือไม่เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับลำโพงในระดับ Hi-end นั้น มักจะขายมาเป็นคู่พร้อมเครื่องขยายเสียงที่เป็นระบบสเตอริโอ และสายลำโพงคุณภาพสูง โดยทั่วไปแล้วโรงงานจะมีการต่อสายตรงระหว่างขั้วเชื่อมต่อกับสายลำโพงเลย และตัวเครื่องขยายเสียงเองนั้นก็จะเป็นประเภท โมโนบล็อก (ตัวขยายเสียงแยกอิสระ) ซึ่งการต่อสายลำโพง ก็จะต่อเข้าไปยังขั้วของลำโพง ตามที่โรงงานได้กำหนดมาให้สำหรับระหว่างเชื่อมต่อด้านหลังลำโพงการปรับแต่งซอฟต์แวร์ต่อไปนี้จะพูดถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ ในซอฟต์แวร์ของระบบเสียงรอบทิศทาง ถ้าเครื่องขยายเสียง (A/V Receiver) หรือตัวประมวลผลเสียงของคุณ มีระบบอัตโนมัติในการปรับแต่งได้แนะนำให้ใช้ในส่วนนี้ (A/V Receiver ระดับกลางขึ้นไปส่วนใหญ่แล้วจะมีฟังก์ชันนี้) ยกตัวอย่างของ ทาง Pioneer จะมีระบบ Advanced Multi-Channel Acoustic Calibration ช่วยปรับแต่งอัตโนมัติ โดยเพียงแค่คุณติดตั้งไมโครโฟนไว้ที่จุด Sweet Spot แล้วใช้ฟีเจอร์นี้ ตัวระบบจะทำการตรวจหาลำโพงและปรับคุณภาพเสียงให้สมดุลที่สุดเองสำหรับในยี่ห้ออื่นๆ ซอฟต์แวร์ในส่วนนี้ก็จะแตกต่างกันไป คงต้องดูคู่มือประกอบการปรับแต่งไปด้วย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อย ทั้งการจัดวางลำโพง, การประสานเสียงของลำโพง, ความดังของเสียงแต่ละลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดหรือจนกว่าคุณจะพอใจแจ๊คลำโพงในแบบต่างๆนอกจากที่เราจะปอกเป็นสายลำโพง เป็นสายเปลือยอย่างเดียวแล้ว ยังมีวิธีเข้าหัวสายลำโพงโดยใช้ Banana plugs, Spade plugs และสุดท้ายคือแบบ Pin plugs การเชื่อมต่อสายลำโพงที่ไม่ดีอาจจะมีการกัดกร่อนได้ เพื่อการเชื่อมต่อลำโพงได้สะดวกรวดเร็วขึ้น คุณควรแน่ใจว่าการเข้าหัวเป็นแจ๊คนี้เหมาะสมกับอุปกรณ์และการใช้งานของคุณ ซึ่งในการเชื่อมต่อสายลำโพงเข้ากับแจ๊ค นิยมใช้อยู่ 2 วิธี คือ 1.การขันติด 2.บัดกรีติดไปเลยที่มา: CNET Asiaโดย: Philip Wongแปล/เรียบเรียง: samantagtr
HD Contents
เทคนิคการกำจัดจุดสว่าง (Stuck Pixel) บนจอ LCD
ก่อนหมดหวังกับอาการจุดสว่างบนจอ LCD ที่แก้ไม่หายเสียที มาอ่านบทความนี้กันก่อนครับโดย mrzaneถึงแม้ว่าเทคโนโลยีการผลิตจอ LCD จะเดินทางมาไกลจนกระทั่งมี “วุฒิภาวะ” ในระดับหนึ่งแล้วก็ตาม และกระบวนการผลิต LCD Panel ในปัจจุบันก็มีความแม่นยำสูงมาก แต่ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าจอ LCD นั้นประกอบไปด้วยพิกเซลนับแสนหรือนับล้านจุด จึงเป็นไปได้ที่จุดพิกเซลจำนวนหนึ่ง (จากจุดนับล้านจุด) จะเสียหายจากการผลิต หรือเสื่อมไปก่อนเวลาอันควร ในขณะที่จุดพิกเซลที่เหลือยังคงทำงานได้ตามปกติคำว่า “พิกเซล” (Pixel) เป็นคำผสมที่เกิดจากคำว่า Pix (“pictures”) และ el (“element”) หมายถึงหน่วยเล็กที่สุดของภาพที่แสดงบนจอคอมพิวเตอร์ หรือบนกระดาษ หรือพูดง่ายๆ ว่าเป็นหนึ่งใน “จุด” เล็กๆ หลากสีที่เรียงชิดติดกันจนเป็นภาพที่เราสามารถรับรู้ได้นั่นเอง จอภาพที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นจอ CRT, LCD หรือ Plasma ต่างก็ประกอบไปด้วยจุด “พิกเซล” สีแดง น้ำเงิน และเขียว เรียงชิดติดกันเป็นจำนวนมหาศาลทั้งสิ้น และจุดต่างๆ เหล่านี้ก็จะดับและสว่างตามคำสั่งของวงจรควบคุม เพื่อเปล่งแสงสีต่างๆ ออกมา และเมื่อประกอบกับจุดสีต่างๆ ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง ก็จะทำให้เกิดภาพที่เรามองเห็นได้บนจอแสดงผล จุดพิกเซลอาจมีรูปร่างแตกต่างกันออกไป เช่นเป็นสี่เหลี่ยม หรือวงกลม ขึ้นอยู่กับประเภทของจอ ภาพจุดพิกเซลสีแดง เขียว และน้ำเงินของ LCD Monitor: เครดิต Wikipediaเจ้าของจอ LCD คงจะเคยพบปัญหา Stuck Pixel หรือ Dead Pixel กันบ้าง ซึ่งอาการดังกล่าวมีลักษณะดังนี้อาการแบบที่ 1: เมื่อจอแสดงภาพสีดำสนิท จะสังเกตเห็นว่าจุดบางจุดบนจอสว่างอย่างถาวร โดยจุดที่สว่างอาจเป็นสีแดง น้ำเงิน หรือเขียว ก็ได้ และถึงแม้จอจะเปลี่ยนไปแสดงภาพสีอื่นๆ จุดสว่างดังกล่าวก็ยังสว่างค้างเป็นสีเดิมอยู่ เราเรียกอาการนี้ว่า “Stuck Pixel” แต่คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า “Stuck Pixel” คือ “Dead Pixel” ซึ่งจริงๆ แล้วมันต่างกันอย่างสิ้นเชิงอาการแบบที่ 2: จุดบางจุดบนจอดับสนิทอย่างถาวร ไม่ว่าจอจะแสดงภาพใดอยู่ก็ตาม ซึ่งเราเรียกพิกเซลที่มีอาการนี้ว่า “Dead Pixel” หรือพิกเซลที่ “ตาย” แล้วนั่นเอง บทความนี้จะนำเสนอวิธีการแก้ไข “Stuck Pixel” เท่านั้น แต่ไม่รวมถึงการแก้ไข “Dead Pixel”เครดิต instructcables.comวันนี้ LCDSPEC ขอนำเสนอเทคนิคต่างๆ ในการกำจัด Stuck Pixel ครับก่อนศึกษาเทคนิคการกำจัด Stuck Pixel คุณควรทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการปฏิบัติตามขั้นตอนในบทความนี้เสียก่อนถ้าผู้ผลิตจอ LCD ของคุณกำหนดเงื่อนไขการรับประกันที่ครอบคลุมถึง Stuck/Dead Pixel อยู่แล้ว เมื่อจอของคุณเกิด Stuck pixel ขึ้น คุณควรปรึกษาบริษัทผู้ผลิตเสียก่อน และไม่ควรซ่อม Stuck pixel ด้วยตนเองเทคนิคการกำจัด Stuck Pixel เป็นเทคนิคที่รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลต่างๆ และเป็นเทคนิคที่ได้รับการพิสูจน์ว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ในหลายๆ กรณี LCDSPEC จะไม่รับผิดชอบใดๆ ต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับจอ LCD จากการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ในบทความนี้หลีกเลี่ยงการเปิดจอ LCD เพื่อดูอุปกรณ์ภายใน เพราะจะทำให้จอของคุณสิ้นสุดการประกันจากบริษัทผู้ผลิตโดยทันทีหากคุณใช้เทคนิคที่ต้องใช้น้ำ กรุณาหลีกเลี่ยงการทำให้อุปกรณ์ต่างๆ ของจอ LCD และเครื่องคอมพิวเตอร์เปียกน้ำ หลายๆ คนกล่าวว่าการใช้แรงกดบนเม็ด Pixel ของจอ LCD แล้วจะทำให้จอ LCD เสียหายมากขึ้นกว่าเดิม (ถึงแม้ว่าจะเป็นคำกล่าวที่ไม่ได้รับการพิสูจน์ก็ตาม) หากคุณปฏิบัติตามวิธีในบทความนี้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถหลีกเลี่ยงความเสียหายดังกล่าวได้จอ LCD ประกอบไปด้วยผลึกแก้วหลายๆ ชั้น (layer) ซึ่งมีความละเอียดและบอบบางเป็นอย่างมาก การใช้แรงกด หรือแตะ อาจทำให้ชิ้นส่วนบอบบางเหล่านั้นเกิดความเสียหายได้ คุณจึงต้องยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวหากคุณต้องการปฏิบัติตามขั้นตอนที่นำเสนอในบทความนี้ เมื่อพร้อมแล้ว คลิกไปที่หน้าถัดไป เพื่อศึกษาวิธีการกำจัด Stuck Pixel ได้เลยครับ
HD Wiki
DIY: เทคนิคง่ายๆ ในการจัดวางลำโพงสำหรับชุดโฮมเธียร์เตอร์ด้วยตัวเอง
ถึงแม้คุณจะไม่ได้เป็นช่างไฟฟ้า หรือมืออาชีพทางด้านเสียง ก็สามารถจัดวางชุดลำโพงเพื่อความเพลิดเพลินในการดูหนัง/ฟังเพลงภายในห้องนั่งเล่นของคุณได้ วันนี้ LCDSpec ขอนำเสนอเทคนิคพื้นฐานในการจัดวางลำโพงเซอร์ราวด์เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงสูงสุดสำหรับมือใหม่ครับPhoto credit: Bowers & Wilkinsเพื่อความรวดเร็วในขั้นตอนต่างๆ คุณควรจะมีอุปกรณ์ต่างๆ ดังต่อไปนี้คีมปอกสาย หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้คีมตัดสาย หรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ทดแทนกันได้เครื่องวัดระดับความดังเสียงสายลำโพงขนาดประมาณ 12-16 AWG (ตัวเลขบอกขนาดสายลำโพง ตัวเลขยิ่งน้อย ยิ่งหมายถึงสายที่มีขนาดใหญ่ หากระยะทางระหว่าง A/V Receiver กับลำโพงมีมาก แนะนำให้ใช้สายลำโพงที่มีขนาดใหญ่จะดีที่สุด)การจัดวางลำโพงการจัดวางลำโพงนั้นให้จัดเป็นลักษณะแนวเส้นโค้ง โดยหันลำโพงให้ทำมุมกับตำแหน่งที่คุณต้องการนั่งฟัง (Sweet Spot) และให้ลำโพงห่างจากกำแพงอย่างน้อย 30 เซนติเมตรจัดให้ตำแหน่งลำโพง Tweeter (ลำโพงเสียงแหลม) ของลำโพงคู่หน้าและลำโพงกลางอยู่ในระดับเดียวกับหูโดยจะใช้ขาตั้งหรือการแขวนก็ได้ สำหรับการติดตั้งชุดลำโพงข้างต้นก็แนะนำว่าควรที่จะใช้รุ่นและยี่ห้อเดียวกัน เพื่อให้ได้เสียงที่มีความกลมกลืนกันมากที่สุดเพื่อสร้างเสียงรอบทิศทาง ลำโพงคู่หลังและคู่ข้าง ควรจะติดตั้งเหนือระดับหู 30-60 เซนติเมตร แต่การจัดแบบนี้เหมาะกับการชมภาพยนตร์ มันอาจจะทำให้อรรถรสในการฟังเพลงชนิดที่ต้องการคุณภาพสูงๆ เสียไปบ้างเล็กน้อย เช่นการฟังจาก Super Audio CD และ DVD-Audio เนื่องจากเพลงเหล่านี้ทางห้องอัดเองได้มีการจำลองเสียงจริงสำหรับการวางลำโพงแบบปกติไว้แล้วการหาจุดวาง Subwoofer ให้ได้ตำแหน่งที่เหมาะสมนั้นอาจจะใช้ประสบการณ์ในการจัดอยู่บ้าง และพึงระลึกว่าการให้เสียงเบสจากมุมจะช่วยเสริมความดัง และให้เสียงมีมิติมากขึ้น แต่ก็ต้องปรับความดังให้เหมาะสมเช่นกัน มิฉะนั้นเสียงเบสจะกลบเสียงย่านความถี่อื่นๆ ไปหมด ทำให้เสียอรรถรสในการรับฟัง และควรจัดที่วางลำโพงให้มีที่วางเพียงพอเพื่อป้องกันการอัดกระแทกของเสียง  และใช้เสียงเบสจะช่วยให้เสียงมีความกว้างและมิติมากขึ้นการหันเข้า-ออก(toe in/out) ของลำโพงเทคนิคการหันลำโพงเข้า-ออก (toe in/out)  แตกต่างกันที่การวางลำโพงซ้ายและขวาของลำโพงคู่หน้า โดยที่การหันลำโพงเข้า (toe in) จะเน้นในเรื่องการวางเสียงให้กลมกลืนกัน ขณะที่การหันลำโพงออก (toe out) นั้นจะวางลำโพงให้แนวเสียงขนานกับผนังเพื่อทำให้เสียงกระจายได้ทั่วห้องการทดสอบด้วยมุมที่แตกต่างกันเพื่อหาจุดที่ดีที่สุด ต้องใช้ความชำนาญนิดหน่อย แต่โดยทั่วไปการจัดในส่วนนี้จะเหมาะกับผู้ชมในจำนวนที่ไม่มากการปอกสายลำโพงขณะที่ดูเหมือนอาจจะเป็นการขั้นตอนที่ไม่ค่อยสำคัญ  แต่กลับเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้หน้าสัมผัสของสายลำโพงเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นการลดการกัดกร่อน (เช่น สนิม) และป้องกันกระแสไฟฟ้าลัดวงจรได้วิธีการ คือ แยกสายลำโพงเป็น 2 เส้น ซึ่งจะได้เป็นสายนำและสายฉนวน พร้อมกับปอกออกความยาว 1 เซนติเมตรให้เรียบร้อย จากนั้นบิดสายไปในทิศทางเดียวกันให้เป็นเกลียว และตัดในส่วนที่ไม่เรียบร้อยออกในการปอกสายลำโพง จะทำให้เราทราบว่าคีมปอกสายที่ต่างกัน ก็มีผลต่อความหนาบางในการปอกสายเหมือนกันการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับเครื่องขยายเสียงในส่วนตรงนี้จะเป็นด้านหลังของเครื่องขยายเสียงหรือเครื่องเสียงของคุณ เคล็ดลับในการใส่สายที่เราได้ปอกไว้แล้วนั้น คุณควรแน่ใจว่าสายลำโพงฝั่งไหนเป็นขั้วบวก (+) และขั้วลบ (-) ซึ่งสีที่บ่งบอกก็จะเป็น สีแดงและสีดำตามลำดับแนะนำว่าจะต้องมีความระมัดระวังมากๆ ในส่วนของการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับเครื่องเสียง เพราะถ้าติดตั้งผิดอาจจะทำให้เกิดการลัดวงจรของอุปกรณ์ และถ้ามันเกิดลัดวงจรขึ้นมา ส่วนนี้จะไม่ครอบคลุมในการรับประกันต่างๆ ของผู้ผลิตการติดตั้งสายลำโพงเข้ากับลำโพงตรวจสอบการติดตั้งของการติดตั้งสายลำโพงอีกครั้ง ว่าถูกต้องหรือไม่เพื่อความปลอดภัยและเพื่อป้องกันความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้สำหรับลำโพงในระดับ Hi-end นั้น มักจะขายมาเป็นคู่พร้อมเครื่องขยายเสียงที่เป็นระบบสเตอริโอ และสายลำโพงคุณภาพสูง โดยทั่วไปแล้วโรงงานจะมีการต่อสายตรงระหว่างขั้วเชื่อมต่อกับสายลำโพงเลย และตัวเครื่องขยายเสียงเองนั้นก็จะเป็นประเภท โมโนบล็อก (ตัวขยายเสียงแยกอิสระ) ซึ่งการต่อสายลำโพง ก็จะต่อเข้าไปยังขั้วของลำโพง ตามที่โรงงานได้กำหนดมาให้สำหรับระหว่างเชื่อมต่อด้านหลังลำโพงการปรับแต่งซอฟต์แวร์ต่อไปนี้จะพูดถึงการปรับแต่งค่าต่างๆ ในซอฟต์แวร์ของระบบเสียงรอบทิศทาง ถ้าเครื่องขยายเสียง (A/V Receiver) หรือตัวประมวลผลเสียงของคุณ มีระบบอัตโนมัติในการปรับแต่งได้แนะนำให้ใช้ในส่วนนี้ (A/V Receiver ระดับกลางขึ้นไปส่วนใหญ่แล้วจะมีฟังก์ชันนี้) ยกตัวอย่างของ ทาง Pioneer จะมีระบบ Advanced Multi-Channel Acoustic Calibration ช่วยปรับแต่งอัตโนมัติ โดยเพียงแค่คุณติดตั้งไมโครโฟนไว้ที่จุด Sweet Spot แล้วใช้ฟีเจอร์นี้ ตัวระบบจะทำการตรวจหาลำโพงและปรับคุณภาพเสียงให้สมดุลที่สุดเองสำหรับในยี่ห้ออื่นๆ ซอฟต์แวร์ในส่วนนี้ก็จะแตกต่างกันไป คงต้องดูคู่มือประกอบการปรับแต่งไปด้วย ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาซักหน่อย ทั้งการจัดวางลำโพง, การประสานเสียงของลำโพง, ความดังของเสียงแต่ละลำโพง เพื่อให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุดหรือจนกว่าคุณจะพอใจแจ๊คลำโพงในแบบต่างๆนอกจากที่เราจะปอกเป็นสายลำโพง เป็นสายเปลือยอย่างเดียวแล้ว ยังมีวิธีเข้าหัวสายลำโพงโดยใช้ Banana plugs, Spade plugs และสุดท้ายคือแบบ Pin plugs การเชื่อมต่อสายลำโพงที่ไม่ดีอาจจะมีการกัดกร่อนได้ เพื่อการเชื่อมต่อลำโพงได้สะดวกรวดเร็วขึ้น คุณควรแน่ใจว่าการเข้าหัวเป็นแจ๊คนี้เหมาะสมกับอุปกรณ์และการใช้งานของคุณ ซึ่งในการเชื่อมต่อสายลำโพงเข้ากับแจ๊ค นิยมใช้อยู่ 2 วิธี คือ 1.การขันติด 2.บัดกรีติดไปเลยที่มา: CNET Asiaโดย: Philip Wongแปล/เรียบเรียง: samantagtr
Press Release/Hot Deals
Sony ขอแนะนำ “บล็อกกี้” (bloggie™) กล้องพกพาดีไซน์เท่ห์ที่มาพร้อมคุณสมบัติในการบันทึกภาพวิดีโอระดับ HD รูปแบบ MP4
                  บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ขอแนะนำ “บล็อกกี้” (bloggie™) กล้องพกพาดีไซน์เท่ห์ที่มาพร้อมคุณสมบัติในการบันทึกภาพวิดีโอระดับไฮเดฟฟินิชั่นรูปแบบ MP4 และภาพนิ่งรายละเอียดสูง 5 ล้านพิกเซล มีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ MHS-CM5 และMHS-PM5K พร้อมวางจำหน่ายตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เป็นต้นไป ทางโชว์รูมโซนี่และตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการของโซนี่ทั่วประเทศ “บล็อกกี้” (bloggie™) มียูเอสบีแบบ built-in และซอฟท์แวร์ Picture Motion Browser (PMB) ทำให้สามารถอัพโหลดวิดีโอและรูปภาพขึ้น social network สุดฮิตอย่าง Youtube, Facebook, Hi5 รวมทั้งบล็อกต่างๆได้อย่างง่ายดาย สามารถเชื่อมต่อใช้งานได้ทั้งกับกับคอมพิวเตอร์พีซี หรือแมคอินทอช นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถเลือกรูปภาพ และวิดีโอได้ก่อนที่จะอัพโหลดได้อีกด้วย บล็อกกี้จึงทำให้ผู้ใช้สนุกสนานและตื่นตาตื่นใจกับการใช้งานด้วยวิธีการง่าย ๆ เพียงไม่กี่คลิกไม่ต้องยุ่งยาก ภาพก็สวยด้วยบล็อกกี้ บล็อกกี้ยังมีระบบอัตโนมัติช่วยในการถ่ายภาพ มีระบบโฟกัสใบหน้า (Face Detection) และป้องกันภาพสั่นไหวด้วย SteadyShot เพิ่มความมั่นใจว่าภาพจะบันทึกออกมาได้อย่างคมชัด การออกแบบบล็อกกี้ยังมีความโดดเด่นด้วยขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบาเพื่อสะดวกต่อการพกพา และยังสามารถใช้สื่อบันทึกความจำได้ทั้งกับเมมโมรี่สติ๊ก และเอสดีการ์ด ความจุสูงสุด 32 GB ซึ่งจะทำให้ผู้ใช้สามารถที่จะบันทึกวิดีโอคุณภาพระดับสูงได้นานถึง 5 ชั่วโมง 20 นาที MHS-PM5K มาพร้อมอุปกรณ์เสริมเพื่มความสนุกกับการบันทึกภาพรอบตัว 360 องศาMHS-PM5K มีให้เลือก 4 สี ประกอบด้วยสีฟ้า ชมพู ขาว และม่วงดำ  ตัวเลนส์ออกแบบให้บิดหมุนได้ 270 องศา ผู้ใช้จึงสามารถบันทึกภาพตัวเองได้อย่างสะดวก พร้อมความสามารถในการซูมดิจิตอลได้ 4 เท่า นอกจากนี้ยังมาพร้อมอุปกรณ์เสริมเป็นเลนส์พิเศษที่สามารจับภาพได้รอบทิศ 360 องศา เพียงติดเสริมเข้าไปที่หน้าเลนส์ในตัวของบล็อกกี้เท่านั้น เพื่อความคมชัด  นอกจากนี้ บล็อกกี้ MHS-PM5K ประกอบด้วยเลนส์โซนี่ชนิดใหม่จับภาพได้ 360 องศา ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานสามารถบันทึกภาพไปรอบๆ เพียงแค่เปิดเลนส์และวางบล็อกกี้ไว้ท่ามกลางเหตุการณ์ที่ต้องการบันทึก เช่นในระหว่างจัดปาร์ตี้ที่บ้าน หรือในระหว่างเดินทางท่องเที่ยว เลนส์ก็จะช่วยให้บันทึกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้โดยรอบแบบ 360  องศา ทำให้ผู้ใช้งานสามารถเก็บประสบการณ์ความทรงจำนั้นไว้ได้ทั้งหมด   MHS-CM5 เพิ่มความสนุกด้วยออฟติคอลซูม 5 เท่า และ ดิจิตอลซูม 20 เท่า ด้วยสัดส่วนที่บางเบาขนาดเพียง  39 มม. x 101 มม. x 67 มม. MHS-CM5 มาพร้อมกับคุณสมบัติที่โดดเด่น อาทิ เลนส์ที่ซูมแบบออฟติคอลซูมได้ 5 เท่าหรือดิจิตอลซูมได้ 20 เท่า ทำให้สามารถบันทึกวิดีโอคุณภาพสูงแบบ HD ระบบ MP4 ได้อย่างน่าประทับใจไม่ว่าอยู่ที่ไหน หน้าจอแอลซีดีขนาด 2.5 นิ้ว ทำให้เห็นภาพได้ชัดเจน นอกจากนี้ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกที่จะสนุกไปกับเพื่อน ๆด้วยการชมวิดีโอคลิปที่คมชัดระดับไฮเดฟฟินิชั่นบนจอทีวีบราเวีย เพียงเชื่อมต่อบล็อกกี้เข้ากับช่องรับสัญญาณ HDMI (จำหน่ายแยกชุด) 
 
 
 
   
     คุณอยู่ที่: <หมวด Buyer's Guide>
 
100Hz.. มันมีดีอะไร มีแล้วดีอย่างไร จำเป็นต้องมีไหม?? อยากรู้ ไปดูกัน
By: admin | Date: 23 August 2009 | อ่าน 1,199 | ไม่มีความเห็น

เวลาเราจะซื้อทีวีสักเครื่อง เวลาไปเดินตามห้าง หรือ ดูในโบรชัวร์ จะเห็นคำนึงที่เขียนว่า เครื่องนี้รองรับ 100Hz / 120Hz บางยี่ห้อยิ่งเอาค่านี้มาแข่งกันเลย บางเครื่องอาจจะบอกว่าเครื่องนี้ 400Hz 600Hz โหยยย อะไรมันจะมากมายกันนักกันหนา

ค่า Hz เนี้ยเป็นการนำเสนอของ Refresh Rate ครับ ค่านี้ไม่ได้เพิ่งมีนะครับ มีมานานแล้ว คุณสมบัตินี้มีมาตั้งแต่สมัยเราใช้จอแก้ว หรือ CRT แล้ว สำหรับทีวีนั้น จะมีแต่รุ่นที่ค่อนข้าง hi-end นิดนึง และ แน่นอนว่า ราคาจะสูงกว่ารุ่นธรรมดา แต่ก็แลกมากับคุณภาพที่ดีกว่า ส่วนจะดีกว่ายังไง เดี๋ยวเราจะได้รู้กันครับ

sonytvhr34m61

โดยปกติแล้ว การออกอากาศของระบบโทรทัศน์ ในแถบอเมริกา จะใช้ระบบ NTSC จะมีความถี่ของสัญญาณ 60Hz และ ในแถบยุโรป รวมทั้งเอเชีย และ ประเทศไทย จะใช้ระบบ PAL (หรือ SECAM) จะมีความถี่ของสัญญาณ 50Hz ซึ่งแน่นอนว่า เมื่อออกอากาศผ่านสายอากาศ หรือ เคเบิ้ลทีวี จะต้องถูกสัญญาณรบกวนจะภาวะรอบข้าง และระบบของไฟฟ้าของไทยเรา ก็ใช้ 50Hz เช่นกัน แน่นอนว่า ง่ายต่อการถูกรบกวนแน่ๆ

electricity22

Refresh Rate คือค่าความไวในการเปลี่ยนภาพ ขณะที่เราดูทีวี แน่นอนว่ามันเป็นภาพเคลื่อนไหว หลักการของภาพเคลื่อนไหว นั่นคือ การมีภาพนิ่งหลายๆมาเรียงต่อกัน และ ระบบที่จอ CRT หรือจอกระจกใช้ นั่นคือปืนอิเลกตรอนที่อยู่ภายในหลอดภาพ โดยมันจะยิ่งมาที่แต่ละ pixel บน panel ด้านหน้าที่เคลือบสารเคมีจำพวกสารเรืองแสงเอาไว้ ทีละบรรทัด ให้เกิดแสงสีในแต่ละ pixel ไล่จากซ้ายไปขวา และ ไล่ลงมาเรื่อยๆจากบนลงล่าง พอยิงครบหนึ่งภาพ เขาจะเรียกว่า 1 Frame ครับ ซึ่งโดยปกติจอ TV แบบ CRT นั้นจะมีความไวที่เท่ากับระบบการออกอากาศ นั่นคือ 50-60Hz ครับ

console-02

aa_img_03_01

การที่มีค่า Refresh Rate สูงกว่า source นั่นหมายความว่า การเปลี่ยนภาพในแต่ละภาพ (Frame) จะมีความไวขึ้น ถ้าเกิดว่าโทรทัศน์เครื่องนั้น เป็นระบบ 100Hz นั่นหมายความว่า จะมีระบบแสกนภาพเร็วเป็นสองเท่า โดยใน TV แต่ละเครื่องจะมีชิปประมวลผลที่จะ ทำนายการเคลื่อนไหวของframeถัดไปที่กำลังจะตามมา แล้วนำframeนั้นมาแทนที่ ทำให้เกิดความนิ่งมากขึ้น สัญญาณรบกวนที่เกิดจากสิ่งรอบด้านก็ลดลงไปด้วยครับ

refreshrate

เพราะข้อดีเรื่องความนิ่งของภาพ การกระพริบที่ลดน้อยลง ระบบแสกนภาพสูงๆ จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ในจอ Monitor ของ Computer เพราะจอ Computer เป็นจอที่ผู้ใช้ต้องนั่งจ้องตัวอักษรในระยะใกล้ การปรับค่า Refresh Rate จึงมีอยู่ใน Computer ทุกเครื่อง

Refresh_scan

ถ้าคุณเคยดูข่าว หรือ รายการทีวีที่เขาเอากล้องไปถ่ายจอโทรทัศน์ จะเห็นว่า จะมีเส้นดำๆ วิ่งจอตลอดเวลา เพราะว่ากล้องนั้นมี Refresh rate ที่ต่างจาก จอTVเครื่องนั้น

เมื่อถึงเวลาที่จอ CRT เริ่มจะหายไปจากตลาด จอ LCD/Plasma เริ่มมีความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เริ่มพัฒนาจากระบบ 50Hz ก่อนครับ และ วางขายกันมาจนถึงปัจจุบัน แต่ปัญหาเก่าๆก็ตามมาอีกแล้ว นั่นคือภาพที่เกิดการกระพริบระหว่างการแสกนภาพ อันที่จริงแล้วปัญหานี้มันควรจะหายไปได้แล้ว เพราะจอ LCD นั้นมีหลักการแสดงภาพที่ไม่ต้องอาศัยปืนอิเลกตรอนภายในหลอดภาพอีกแล้ว แต่จริงๆแล้ว LCD จะมีค่าที่เรียกว่า Response time ขึ้นมาครับ โดยมันจะเป็นความเร็วในการที่แสง backlight จะสองไปยัง pixel ที่ใช้แสดงสีออกมาก่อนจะออกมาเป็นภาพหนึ่งภาพ โดยค่า Response Time นั้นจะมีหน่วยเป็น Milli-Second (ms) ถ้ายิ่งน้อย ก็จะยิ่งดี ยิ่งเปลี่ยนภาพได้ไว ผนวกกับความถี่ของแสง backlight นั้นที่มีความถี่ 50Hz

motion-flow-logo

ระบบ100Hz บนจอLCD/Plasma มีข้อดีไม่ต่างจาก CRT เลยครับ เพราะจะให้ภาพที่นิ่งกว่า 50Hzแบบเดิมๆ นั่นทำให้ตอนนี้หลายๆค่ายเริ่มจะออกมาให้ความสำคัญกับระบบใหม่นี้กันแล้วครับ จึงมีให้เลือกตั้งแต่ 100Hz สำหรับ PAL/SECAM และ 120Hz สำหรับ NTSC บางรุ่นทยานสูงไปถึง 200Hz 240Hz เลยครับ

subfielddrive_en

แต่มีค่านึงที่ผมดูว่าอาจจะเยอะไปซะหน่อย นั่นคือ 600Hz ตรงนั้นจะมีกำกับไว้ว่าเป็น Sub Field Drive จริงๆแล้วระบบนี้มีความคล้ายคลึงกับระบบการแสกนภาพ 100Hz นั่นแหละครับ แต่ Sub Field Drive นี้เป็นขั้นตอนที่จะแสดงภาพออกมาด้วยความเร็วสูงบนจอ โดยเวลาที่แต่ละ frame แสดงขึ้นบนจอ Sub Field Drive จะแสดงภาพ 10 ครั้ง (หรือมากกว่า) นั่นหมายความว่า มันกระพริบ 600 ครั้งต่อวินาที (สำหรับ 600Hz) ยิ่งภาพหนึ่งภาพ กระพริบในจำนวน frame ที่มากๆ สิ่งที่ตามมา นั่นคือภาพเคลื่อนไหวที่เนียนเป็นธรรมชาติ เงาซ้อนก่อนจะเปลี่ยนภาพ ก็จะลดเลือนหายไป

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี่คือเทคโนโลยีในการแสดงภาพของ TV สมัยใหม่ แต่การจะนำระบบการแสกนภาพแบบนี้ ต้องใช้อุปกรณ์ที่มีราคาค่อนข้างสูง ค่ายบางค่ายจึงไม่ได้นำ 100Hz มาใส่ แต่จะมีเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พยายามจะทดแทน แต่ผมว่ายังไม่ดีพอ เช่น Clear TV, TV Plus ฯลฯ ส่วนจะดีกว่าหรือเปล่า ต้องใช้ตาคุณเองพิสูจน์แล้วหละครับ ^^*



Tags: , , , , , , , ,
 
 
 

เนื้อหาอื่นๆ ที่น่าสนใจ

 
 
  Sorry, you must login or register to leave a comment!
 
 

ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ
 
 
 
 




 
 
 
 
 
  Review: BenQ G920WL – LED Monitor 19 นิ้ว ราคาเบาๆ
----------------------------------------------------------------------------------------------
  LG 47SL80YR Quick Hands-on: LCD TV ไร้ขอบให้ชีวิตไร้กรอบ
----------------------------------------------------------------------------------------------
  มาทำความรู้จักกับทีวี 100 Hz กันเถอะ
----------------------------------------------------------------------------------------------
  Review: Acer D240H – LCD Monitor + Photo Frame ที่รวมไว้ในจอเดียว
----------------------------------------------------------------------------------------------
  Video Review: PS3 Slim – สุดยอด Multimedia Hub ความสามารถรอบตัว (ตอนที่ 2)
----------------------------------------------------------------------------------------------
 
เตรียมเปิดเผยเสปก HDMI เวอร์ชั่น 1.4 ที่รองรับ 3 มิติ
.....................................................................
Review: Acer H243HX – LCD Monitor Full HD ที่มาพร้อมเว็บแคมและไมค์ในตัว
.....................................................................
Samsung โชว์โน้ตบุ๊กที่ใช้หน้าจอ OLED แบบโปร่งแสง ที่เหมือนใน IceTouch Mp3 Player
.....................................................................
LCDSPEC พาทัวร์บรรยากาศงาน Thailand Mobile Expo 2010 (รูปเพียบ)
.....................................................................
NEC ส่ง LCD Monitor 24 นิ้ว เทพๆ พาเนล IPS ความละเอียด 1920×1200 พิกเซล
.....................................................................
 
 
 
 
 
 
COPRRIGHT @ 2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 74 Users Online