Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review : Samsung UA46C7000WRXXT : FullHD 3D LED TV มิติใหม่ของโทรทัศน์
จะว่าเดี๋ยวนี้อะไร อะไร ก็สามมิติกันไปหมด พูดถึงสามมิติแล้ว หวังว่าเพื่อนสมาชิก LCDSpec.com หลายๆ คนคงมีโอการได้ไปดูภาพยนตร์ในรูปแบบ 3D กันมาบ้างแล้ว จะเป็น Digital 3D หรือจะเป็น IMAX 3D ก็ดี แล้วจะดีสักแค่ไหนถ้าเราสามารถที่จะดู 3D ที่บ้านได้ ใช่แล้วครับ ด้วย Technology 3D จาก Samsung ใน Samsung UA46C7000 FullHD 3D LED TV ที่สามารถทำให้ท่านมีโรงภาพยนตร์ 3D ได้ที่บ้านด้วยหน้าจอขนาด 46 นิ้ว กับความสามารถอันหลากหลายที่อัดแน่นมาบนความหนาประมาณ 2 เ็ซนฯครึ่ง ไม่ว่าจะเป็น Eco Sensor ที่สามารถปรับความสว่างหน้าจอได้เหมาะกับความสว่างภายในห้อง หรือจะเป็น Anynet+ ที่สามารถใช้ Remote เพียงอันเดียวสามารถควบคุมได้ทั้ง ทีวี บลูเรย์ กล้องวีดีโอ หรือเครื่องเสียงของ Samsung ที่เชื่อมต่อผ่านทาง HDMI ที่เด็ดไปกว่านั้นยังสามารถเล่นไฟล์ภาพยนตร์ผ่านจาก Flash Drive หรือ Ext. Harddrive ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องเล่นอื่นเลย และที่เด็ดสุดกับใช้ทีวีเล่นอินเตอร์เน็ตไปกับ Internet@TV และที่ขาดไม่ได้ (ถ้าทำไม่ได้ ไม่ใช่ 3D TV แน่ๆ) กับ ความสามารถในการแสดง 3D โดยการใช้ควบคู่กับแว่น Active Shutter Glasses ในชุด Samsung 3D Starter Kitหลังจากเรียกน้ำย่อยกันมาพอสมควรแล้วความนี้ก็เสริฟกระเพาะปลาเลยละกัน เอ้ย…ไม่ใช่โต๊ะจีนครับ มาดูสเปกกันสักนิดนึงละกันกับ Samsung UA46C7000WRXXT กับหน้าจอขนาด 46 นิ้ว ด้วยความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 Pixel) ประมวลผลภาพและสีด้วย 3D HyperReal Engine พร้อมด้วยระบบเสียง SRS TheaterSound ที่ให้เสียงได้อย่างชัดเจน้ สเปกแบบเต็มๆ http://www.lcdspec.com/lcd/181-Samsung-UA46C7000.htmlมาดูกันซิว่าหลังจากแกะกล่องและมาทำการประกอบแล้ว Samsung UA46C7000 จะเป็นยังไงกันบ้างโดดเด่นมาแต่ไกลเลยครับกับขาตั้งแบบสี่ขาโลหะขัดมันเงา ที่ตัดกับสีดำแบบ Glossy อย่างหน้าและกรอบจอที่ดำและเงามากและการแสดงความเป็น Samsung อย่างชัดเจนด้วยโลโก้ SAMSUNG สีขาวบริเวณขอบจอด้านล่างทางด้านล่างขวาเป็นส่วนของปุ่มต่างๆ จะเรียกปุ่มก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่ปุ่มครับ เป็นแค่แถบสัมผัสเฉยๆ ไม่ต้องออกแรงกดอะไรมาก แค่แตะๆ ก็ออกคำสั่งได้แล้วด้านซ้ายกับสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็น Full HD 1080p กับระบบเสียง SRS TheaterSound กับ DD Plus Pulse และสามารถส่งเสียงผ่าน Optical เป็น dts2.0ลองมาดูด้านหลังกันบ้าง ฝาหลังทำด้วยโลหะ ส่วนสายต่อสัญญาณจะหายากสักนิดนึงครับ การต่อต้องผ่านสายแปลงทั้งหมดเพื่อความบางยกเว้น HDMI เนื่องจากมันบางอยู่แล้วช่องระบายอากาศที่ค่อนบนเกือบสุดของจอ กับจำนวนที่เจาะมาไม่มาก แสดงถึงความร้อนที่เกิดจากตัวเครื่องนั้นไม่เยอะมากส่วนรูกลมๆ ที่เจาะรวมกันเป็นวงกลม ตรงนั้นเป็นส่วนของลำโพงวูฟเฟอร์ เพื่อให้เสียง Bass ที่ดียิ่งขึ้นด้วยการออกแบบเพื่อความบางอย่างแท้จริง ทำให้การต่อสายสัญญาณต่างๆ  ต้องต่อผ่านสายแปลงที่มาพร้อมกับเครื่องเท่านั้นการต่อสายนั้นไม่ต้องกังวลครับว่าจะต่อไม่ถูก เพราะทุกช่องมีการเขียนกำกับไว้ทั้งหมดแล้วว่าช่องไหนสำหรับต่ออะไรสำหรับรูปแบบการต่อสายก็ตามเห็นเลยครับ เริ่มจากซ้ายละกัน เป็นช่องสำหรับต่อสายแลน ถัดมาสายอากาศ Component+Audio Composite*2 VGA+Audio ตามลำดับ ส่วนจากล่างขึ้นบนก็เป็น HDMI*4 USB ช่องที่1 Audio Optical Out USB ช่องที่2 และ Audio Out
ตั้งค่าอย่างไรให้ Notebook เล่นหนัง HD ได้แจ่มที่สุด
คุณอาจสังเกตว่า Notebook ที่มีวางจำหน่ายในปัจจุบันจำนวนไม่น้อยที่ให้พอร์ท HDMI มาด้วย ซึ่งทำให้สามารถต่อพ่วง Notebook ตัวเก่งกับอุปกรณ์ประเภทต่างๆ ที่สนับสนุนมาตรฐาน HDMI ได้ เช่น LCD Monitor/TV, Plasma TV และ A/V Receiver เป็นต้น นอกจากนี้ ชิปประมวลผลกราฟฟิค (GPU) ที่ติดมากับ Notebook ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นชิปตระกูล Intel, Nvidia หรือ ATI ต่างก็มีความสามารถในการเร่งการแสดงผลภาพวีดีโอแบบ HD ทั้งสิ้น โดย GPU ที่มีความสามารถนี้จะรับภาระการถอดรหัส และแสดงผลวีดีโอเอาไว้ด้วยตัวเอง จึงลดบทบาทของ CPU ลงไปได้ ทำให้ CPU ของคุณมีทรัพยากรเหลือสำหรับการประมวลผลอื่นๆ มากขึ้น หากไม่อาศัยความช่วยเหลือจาก GPU แล้ว คุณอาจพบว่า CPU ของคุณทำงานเกือบ 100% และ Notebook ตัวเก่งของคุณตัวร้อนจี๋ เมื่อคุณเล่นวีดีโอคลิปแบบ HD บางคลิปเลยทีเดียวถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ Notebook เล่นหนังเป็นประจำ วันนี้เรามีเทคนิคดีๆ เกี่ยวกับการตั้งค่าต่างๆ บน Notebook (หรือจะใช้ PC ก็ไม่ผิดกติกาอะไร) เพื่อให้เล่นหนังได้ลื่นไหลไม่กระตุก ภาพสวย และใช้ CPU น้อยที่สุดมาฝากครับ สิ่งที่คุณต้องมี:ด้าน Hardware:1. Notebook หรือ PC ที่ใช้ GPU ที่มีตัวเร่งการแสดงผลวีดีโอแบบ HD โชคดีว่า Notebook ที่มีจำหน่ายในท้องตลาดในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาจะใช้ GPU ที่มีความสามารถนี้ แต่เราแนะนำให้ใช้ GPU ที่สนับสนุน Bitstream Decoding ที่สามารถปลดแอกกระบวนการถอดรหัสออกจาก CPU ได้ 100% โดยมีข้อแม้ว่าคุณต้องเล่นไฟล์หนัง HD ที่เข้ากันได้กับตัวถอดรหัสดังกล่าว ซึ่ง GPU ที่สนับสนุน Bitstream Decoding ที่มีจำหน่ายในปัจจุบันได้แก่ GPU ดังต่อไปนี้Intel: GPU ตระกูล 4500MHDATI: GPU ตระกูล Radeon HD 4000 seriesNvidia: GPU ตระกูล Geforce 200, 8000 และ 9000 series (ยกเว้น Geforce 8800 Ultra, 8800 GTX, 8800 GTS (320/640MB)) สำหรับ GPU อื่นๆ ที่วางจำหน่ายในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา (ที่ไม่ได้อยู่ในรายการข้างบน) ก็มีตัวเร่งการเล่นหนัง HD เช่นกัน แต่จะเป็นการช่วยรับภาระการถอดรหัสหนังบางส่วนเท่านั้น และยังใช้ CPU ช่วยในกระบวนการถอดรหัสอยู่ คุณสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความสามารถในการช่วยถอดรหัสหนังของ GPU รุ่นต่างๆ ได้จาก link ต่อไปนี้Wikipedia: Nvidia PureVideoWikipedia: ATI – Unified Video Decoder (UVD)Wikipedia: DirectX Video Acceleration (DXVA) 2. Notebook หรือ PC ที่ใช้ CPU ที่มีความสามารถสูงพอ จริงอยู่ที่ GPU ที่สนับสนุน Bitstream Decoding สามารถปลดแอกกระบวนการถอดรหัสและการประมวลผลวีดีโอได้ 100% แต่ในขณะเล่นหนัง CPU ของคุณยังคงต้องทำงานต่างๆ อยู่ดี เช่นอ่านไฟล์หนังจากดิสก์, ประมวลผลคำสั่งต่างๆ จากโปรแกรมเล่นหนัง และยังต้องประมวลผล Background Process อื่นๆ ของ Windows อีกด้วย ซึ่งจุดนี้อาจเป็นอุปสรรคในการเล่นหนังได้อย่างได้อย่างลื่นไหล สำหรับ Notebook บางเครื่องที่ถึงแม้จะมี GPU ที่สนับสนุน Bitstream Decoding แต่ใช้ CPU ความเร็วไม่สูงมากนัก (เช่น CPU ตระกูล Atom, Core Solo หรือ CPU แบบ ULV บางตัว)ฉะนั้นเมื่อคุณเปิดใช้ตัวเร่งของ GPU บนเครื่องที่ใช้ CPU ความเร็วต่ำ แล้วสังเกตเห็นว่าเครื่องยังใช้ CPU มากกว่า 70% ในการเล่นหนัง HD คุณอาจต้องทำใจว่าโอกาสที่หนังจะกระตุกในบางช่วงมีอยู่สูง เนื่องจาก CPU มี headroom (หรือเหลือทรัพยากร) สำหรับงาน multitasking บน Windows ค่อนข้างน้อย3. สาย HDMI หรือ DVI ในกรณีที่คุณต้องการต่อ Notebook/PC ของคุณเข้ากับจอ LCD Monitor/TV, Plasma TV หรือ A/V Receiver 4. สาย Optical หรือ Coaxial ในกรณีที่คุณต้องการต่อ Notebook/PC เข้ากับ A/V Receiver ที่ไม่สนับสนุน HDMI หรือในกรณีที่เครื่อง Notebook/PC ของคุณไม่สนับสนุนการส่งสัญญาณเสียงผ่านสาย HDMI (คุณจะต้องใช้สาย Optical หรือ Coaxial ในกรณีที่คุณต้องการให้ A/V Receiver เป็นตัวถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์เท่านั้น)5. สาย Stereo Minijack สำหรับต่อสัญญาณเสียงไปยังลำโพง/หูฟัง ในกรณีที่คุณไม่ต้องการส่งสัญญาณเสียงแบบดิจิตอล ด้าน Software:1. Windows Vista หรือ Windows 7 เทคนิคการเล่นหนังในบทความนี้ถูกทดสอบบน Windows 7 และ Windows Vista เราจึงไม่รับประกันว่าเทคนิคเดียวกันนี้จะสามารถใช้บน Windows XP ได้ 100%2. Driver ของ GPU เวอร์ชันล่าสุดจากผู้ผลิตแต่ละค่าย คุณสามารถหาดาวน์โหลดได้จากเว็บไซท์ของผู้ผลิต GPU หรือเว็บไซท์ผู้ผลิต Notebook/PC ของคุณ3. DirectX 9 และ DirectX 10 เนื่องจากโปรแกรมเล่นหนังที่ใช้ในบทความนี้จะดึงเอาความสามารถของ Pixel Shader จาก DirectX 9 API มาใช้ด้วย คุณจึงต้องดาวน์โหลดและติดตั้ง DirectX 9 พร้อม Update ตัวล่าสุดจากเว็บไซท์ของ Microsoft ส่วน DirectX 10 นั้นคุณไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลด เพราะมันถูกบรรจุมาพร้อมกับ Windows Vista/7 อยู่แล้ว4. โปรแกรม Media Player Classic Home Cinema (MPC) สามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่ เราขอแนะนำให้คุณใช้เวอร์ชันสำหรับ Windows 32 bit (X86) ถึงแม้ว่าคุณจะใช้ Windows 64 bit (X64) ก็ตาม จริงๆ แล้วคุณมีทางเลือกที่จะใช้โปรแกรมอื่นๆ ได้ แต่เราจะใช้โปรแกรม MPC เป็นหลักในบทความนี้5. Haali Media Splitter สำหรับเล่นไฟล์ M2TS, MP4 และ MKV สามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่6. FFDSHOW Tryouts สำหรับเล่นไฟล์หนัง format อื่นๆ ที่ MPC ไม่สนับสนุน สามารถดาวน์โหลดได้จากที่นี่7. Mediainfo dll สำหรับดูข้อมูลต่างๆ ของไฟล์หนัง ให้คุณดาวน์โหลดเฉพาะไฟล์ DLL ที่เป็นเวอร์ชัน X86 จากที่นี่ หลังจากนั้นให้ unzip ไฟล์ DLL ที่ดาวน์โหลดมาไปไว้ในโฟลเดอร์เดียวกับโปรแกรม Media Player Classicเมื่อตรวจสอบจนแน่ใจว่าเครื่อง Notebook/PC ของคุณมีคุณสมบัติ ด้าน Hardware และ Software ตรงกับที่ระบุไว้ข้างบน ก็มาเริ่มตั้งค่า Notebook/PC สำหรับการดูหนังกันเลยครับ
PS3 กับ 1080p แบบสามมิติ จะไปด้วยกันได้หรือไม่
ปัญหาให้สับสนเล่นกันอีกแล้ว เมื่อคู่มือการทำเกมสามมิติอย่างเป็นทางการของ PlayStation 3 กลับระบุว่า เครื่องจะแสดงผลแค่ 720p เท่านั้น ตอนนี้ทาง Sony เองก็ได้ออกมาให้รายละเอียดในการประชุมกลุ่มนักพัฒนาที่ผ่านมาแล้ว คุณ Simon Benson จาก Sony ได้อธิบายว่า แม้เกมอย่าง Super Stardust HD จะรันอยู่ที่ 1080p โดยตัวมันเองแล้ว แต่ภาพจะโดนลดขนาดมาเป็น 720p สองภาพแทน (แต่ละภาพสำหรับตาแต่ละข้าง) แต่แน่นอนเครื่อง PlayStation 3 สามารถแสดงผลภาพสามมิติด้วยความละเอียดขนาดนั้นได้ รวมทั้งภาพของ Blu-Ray ที่จะอัพเกรดในอนาคตด้วย เขายังบอกอีกว่า มันสามารถรันภาพ 720p ได้ที่ 60 เฟรมอยู่แล้ว สำหรับ Blu-Ray จะรันที่ 24 เฟรม สำหรับพวก Cinematic Game นั้นเหมาะจะรันที่เฟรมต่ำแต่ความละเอียดสูงๆ แต่ ณ ตอนนี้ตามคู่มือยังไม่สามารถทำได้ปัญหานี้อาจจะไม่ส่งผลอย่างเห็นได้ชัดกับตัวคนเล่น คุณ Benson บอกอีกว่า แม้ตัวนักออกแบบกราฟิกที่ชำนาญยังแยกภาพความละเอียดทั้งสองแทบไม่ออก เรื่องนี้ก็คงเป็นปัญหาให้คนที่มีเวลาว่างพอจะมานั่งนับพิกเซลไปเถียงเล่นกันสักพักที่มา : joystiq.com
รู้กันหรือเปล่าวันที่ 25 – 29 นี้มีงาน CEMART ขายของเครื่องใช่ไฟฟ้าเพียบ
ก่อนจะไปดูโปรโมชั่นเราไปดูรายละเอียดของงาน CEMART กันก่อนดีกว่าเออาร์ไอพี เดินหน้าระดมพันธมิตรแห่งวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดมิติใหม่ของงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชั้น นำแห่งปี “Consumer Electronics Mart 2010” หรือ CEMART 2010 ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอบรับชีวิตอนาคต ภายใต้แนวคิด “The Future Right Now” หวังเป็นหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภค ชี้ CE เป็นสินค้าที่กำลังเข้าสู่ยุค Hyper Technology เริ่มเห็นแนวโน้มจาก “คอมมาร์ต” พร้อมขนโปรโมชันสุดพิเศษลดกระหน่ำ ตั้งเป้าผู้เข้าชมงาน 2 แสนราย ประเดิมยอดขาย 200 ล้านบาท ระหว่างวันที่ 25 – 29 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์นายปฐม อินทโรดม ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) ผู้จัดงานแสดงสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายใต้ชื่อ CEMART 2010 กล่าวว่า เออาร์ไอพี ร่วมกับบริษัทคู่ค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ เตรียมจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ชั้นนำแห่งปี มิติใหม่แห่งการชอปปิ้ง ภายใต้ชื่อ “Consumer Electronics Mart 2010” หรือ CEMART 2010 พร้อมกับชูคอนเซปท์ “The Future Right Now” สัมผัสชีวิตในอนาคตได้ที่งาน CEMART 2010 เพราะสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ในปัจจุบันเป็น Hyper Technology ที่มีมิติมากขึ้น เพื่อสอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภค และเป็นการพัฒนาความรู้ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเครื่องใช้ไฟฟ้าและ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร ให้ผู้บริโภคได้สามารถเลือกซื้อสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าได้อย่างเหมาะสม ทั้งคุณภาพและราคา“เออาร์ไอพี มีความรู้ความเชี่ยวชาญในฐานะผู้จัดทำสื่อด้านไอที เป็นผู้จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าไอทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด อย่าง “คอมมาร์ต” ซึ่งการจัดงานที่ผ่านมาได้มีการทดลองตลาดโดยการขยายส่วนการจัดแสดงสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้ามาแล้วถึง 2 งาน ผลตอบรับดีมากขึ้นเรื่อยๆ จึงมองเห็นโอกาสทางการตลาด รวมถึงเรารู้พฤติกรรมของผู้บริโภคว่าต้องการอะไร ที่สำคัญสินค้าคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ มีลักษณะ Hyper Technology ที่มีมิติต่างจากเดิม ด้วยการผสมผสานเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้าไปในตัวสินค้า ทำให้ใช้งานได้หลากหลาย และเพิ่มประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับผู้ใช้ ตลาดสินค้าไอทีและคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์จึงมีแนวโน้มที่จะปรับตัวเข้าหา กันมากขึ้น และแม้ว่า CEMART จะเป็นน้องใหม่ของงานเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย แต่ด้วยทีมงานคอมมาร์ต ก็สามารถรับประกันทั้งคุณภาพและราคาได้เป็นอย่างดี” นายปฐมกล่าวนายปฐมกล่าวต่อว่า บริษัทฯ คาดว่าจะมีผู้สนใจเข้าชมงานในครั้งนี้ ประมาณ 200,000 ราย ซึ่งจะเป็นกลุ่มลูกค้าเดิมของงานคอมมาร์ต และผู้บริโภคทั่วไปที่เริ่มมีความต้องการจะซื้อบ้าน คอนโดมีเนียม หรือผู้ที่มีบ้านอยู่แล้วและต้องการจะซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าไปใช้เพิ่มเติม รวมทั้งผู้แทนจำหน่าย ดีลเลอร์ทั่วประเทศ องค์กรธุรกิจ หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ และผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีทั่วไป อีกทั้งงานครั้งนี้บริษัทคู่ค้าก็นำสินค้าใหม่ๆ มาโชว์ให้ผู้เข้าชมงานได้ชมและเลือกซื้อในราคาสุดพิเศษ โดยตั้งเป้ายอดขายภายในงานไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ทั้งนี้ มองว่าตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นตลาดที่ใหญ่ มีมูลค่าโดยรวมถึง 80,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับมูลค่าตลาดไอทีโดยรวม 60,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มเติบโตอีกมาก เนื่องจากเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นปัจจัยหลักในชีวิตประจำวัน ส่งผลให้ยอดขายโดยรวมของเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในช่วง ครึ่งปีหลังของปีนี้น่าจะดีกว่าช่วงครึ่งปีแรกด้าน นายประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไป และผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เออาร์ไอพี จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่จะนำมาจัดแสดงในงาน CEMART 2010 ครั้งนี้ จะเน้นเทคโนโลยีล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวในต่างประเทศ ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้เป็นเทรนด์ตามไลฟ์สไตล์ของกลุ่มคนรุ่นใหม่ คือ ทันสมัย ง่าย สะดวกสบาย ไม่ว่าจะเป็น พัดลมแนวใหม่ไร้ใบพัด, เพอร์ชัลเนล อินเตอร์เน็ต วิวเวอร์, เครื่องชั่งน้ำหนัก ที่สามารถประมวลผลมวลรวมของร่างกายไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ และ ไอโฟนโปรเจคเตอร์ เมื่อสวมเข้ากับไอพอดทัชหรือไอโฟน (iPhone 3GS, 3G, 2G) แล้วจะกลายเป็นโปรเจคเตอร์ขนาดย่อมสำหรับกิจกรรม เสวนา Workshop ที่น่าสนใจ อาทิ โฮมแคร์ พบกับเทคนิคการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้านเพื่อการดูแลคนที่คุณรักทุกที่ ทุกเวลา, โหลดบิทสบายๆ กับ HD Player กิจกรรมบนเวทีกลาง อาทิ รู้ลึก LCD, LED ในทุกฟังค์ชันการใช้งาน, ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 สัญลักษณ์แห่งคุณภาพ, เครื่องใช้ไฟฟ้ามาตรฐาน มอก. นั้นสำคัญไฉน และรู้จักกับศาสตร์การติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เข้ากับหลักฮวงจุ้ย CEMART Buyer’s Guide Corner แนะนำการเลือกซื้อ LED,LCD และอุปกรณ์ต่อพ่วง รวมทั้งCEMART Auction ประมูลสินค้าไอทีและ CE หลากหลายรายการ เริ่มต้นที่ 1 บาทนอกจากนี้ ในงานยังมีโปรโมชันพิเศษสุดสำหรับผู้เข้าชมงาน โดยสามารถนำเอกสารใบปลิวงาน CEMART 2010 มาร่วมลุ้นโชคสร้อยคอทองคำรายวัน รวม 20 เส้น ที่จุดบริการ CEMART Big Plus และเมื่อซื้อสินค้าภายในงานครบทุก 3,000 บาท สามารถแลกรับคูปองชิงรางวัล I Phone 4 , โน้ตบุ๊ค และรางวัลอื่นๆ ภายในงานอีกมากมาย โดยงานมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25 – 29 สิงหาคม 2553 เวลา 10.00 – 20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้เข้าชมงานสามารถโดยสาร รถไฟฟ้าใต้ดิน ปลายทางสถานีศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เข้าชมงานได้ทันทีสำหรับพันธมิตรที่เข้าร่วมสนับสนุนในการจัดงาน “CEMART 2010” ประกอบด้วย บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคทรอนิคส์ จำกัด บริษัท แอลจี อิเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ดิจิตอล เบสท์บาย จำกัด บริษัท ฮาร์ดแวร์ เฮ้าส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัท เพาวเวอร์บาย จำกัด บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)
แอลจี เปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series หลากรุ่น
แอลจี เปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series หลากรุ่นนำคุณสู่มิติใหม่แห่งความบันเทิง ด้วยที่สุดแห่งดีไซน์ และเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดีกรุงเทพฯ 17 สิงหาคม 2553 – บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดตัว LG E60 Series ใหม่ ผลิตภัณฑ์จอมอนิเตอร์หลากรุ่นที่มาพร้อมดีไซน์หรูล้ำสมัย ผสานที่สุดแห่งเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดี เพื่อนำคุณสู่มิติใหม่แห่งความบันเทิง ด้วยภาพคมชัดสีสันสวยสมจริงอย่างไม่เคยมีมาก่อนแอลจีตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านผลิตภัณฑ์แอลอีดี ด้วยการเปิดตัวจอมอนิเตอร์ LG E60 Series ที่ฉีกกฎการดีไซน์แบบเดิมๆ ด้วยจอไร้ขอบขนาดบางเฉียบซึ่งโดดเด่นในทุกมุมมอง และเข้ากับทุกสไตล์การตกแต่งทั้งภายในบ้านและที่ทำงาน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในระดับพรีเมี่ยมLG E60 Series มาพร้อมนวัตกรรมแห่งการออกแบบ ด้วยจอบางเฉียบเพียง 12.9 มิลลิเมตร พร้อมดีไซน์ ไร้ขอบสะท้อนความเพรียวบางล้ำสมัย นอกจากนี้ยังเติมเต็มความหรูหราด้วยขาตั้งคริสตัลโปร่งใสแวววาว ในรูปทรงโฉบเฉี่ยวอย่างมีสไตล์ ซึ่งติดตั้งไฟสีฟ้าไว้ภายในและสามารถเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงาน LG E60 Series จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ใช้ที่กำลังมองหาจอมอนิเตอร์แอลอีดี เพื่อเพิ่มความหรูหราให้กับทุกห้องได้อย่างลงตัวนอกเหนือจากดีไซน์อันโดดเด่นแล้ว LG E60 Series ยังมาพร้อมฟีเจอร์ครบครัน ซึ่งตอกย้ำความเป็นผลิตภัณฑ์ในระดับพรีเมี่ยม ให้รายละเอียดภาพที่คมชัดและสีสันสวยสดใสยิ่งกว่า ด้วยเทคโนโลยีหลอดภาพแอลอีดี ที่ให้อัตราความเข้มของแสงแบบ Mega Contrast Ratio จึงสามารถรับชมภาพในระดับ Full HD ได้อย่างสมจริงในทุกมุมมอง นอกจากนี้ยังใช้งานได้ง่ายด้วยฟังก์ชั่น EZ Control OSD ที่มีระบบปรับสัดส่วนภาพอัตโนมัติสำหรับการชมภาพยนตร์ และเพิ่มลูกเล่นการปรับแต่งภาพถ่ายได้อย่างหลากหลาย พร้อมอัตราตอบสนองที่รวดเร็วเพียง 5 วินาที จึงช่วยลดการเกิดเงาเบลอหลังภาพ ที่สำคัญยังรองรับพอร์ตการเชื่อมต่ออย่างครบครัน เพื่อความสะดวกในการรับชมคอนเทนท์ทั้ง VGA และ DVI-D โดยในรุ่น E2260V และ E2360V ยังรองรับ HDMI อีกด้วยLG E60 Series ยังพัฒนาขึ้นภายใต้ความใส่ใจด้านสิ่งแวดล้อมของแอลจี จึงมาพร้อมฟีเจอร์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้พลังงานที่ลดลงถึง 45% เมื่อเทียบกับจอแอลซีดี และการลดใช้ส่วนประกอบที่เป็นสารพิษ อาทิ ฮาโลเจน และตะกั่ว เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ใช้LG E60 Series พร้อมตอบโจทย์การใช้งานด้วยเทคโนโลยีแอลอีดี และที่สุดแห่งฟังก์ชั่นและดีไซน์ วางจำหน่ายแล้วในขนาด 20, 21.5 และ 23 นิ้ว ในราคาเริ่มต้นที่ 4,490 บาท สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่   ศูนย์ข้อมูลแอลจี โทร. 02-878-5757 หรือ www.lg.com/th
LCD, Plasma, LED TV ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ จาก Power Buy
By: admin | Date: 7 September 2009 | อ่าน 19,317 | 3 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

สวัสดีพี่น้องสมาชิก LCDSPEC เมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้มีโอกาสเข้าไปถ่ายรูปที่ร้าน POWER BUY สาขา Central World เลยไปถ่ายรูปเกือบแทบทุกรุ่นที่ร้านมีขายเลยทีเดียว แคงคิดว่าเกือบครบทุก Series ที่มีขายอยู่ตามท้องตลาด เดินไปถ่ายตามมุมต่างๆแล้วก็เรียบเรียงมาตามยี่ห้อ แต่ไม่ได้เรียงตามขนาดของหน้าจอ เนื่องจากเยอะมากมาย แต่สำหรับเดือนกันยายนรับรองว่าจะปรับปรุงให้อ่านง่ายมากขึ้น รูปใดที่ดูไม่ชัดสามารถ click เพื่อดูรูปขนาดใหญ่ได้เลยครับ เรื่องของราคาอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเพราะว่าราคาตอนถ่ายเป็นของวันที่ 22 เดือนสิงหาคม 2552

บทความนี้จะ update ให้ทุกเดือน อย่าลืมคิดตามกันน่ะครับ ทางทีมงานยินดีให้บริการฟันธงสำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่าจะเลือก TV ยี่ห้อไหน รุ่นไหนดี สามารถโพสคำถามได้ที่ <เวปบอร์ด> ทาง mrzane กูรูของเวปจะเข้าไปตอบกระทู้ทุกวันครับ

Enjoy shopping TV with Powerbuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

LCDSPEC-PowerBuy

« ก่อนหน้านี้ 1 2 3 4 5 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (3)
สมาชิก LCD (124.121.144.xxx) | 14/09/2552 : 22:16      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 3
Anonymous (58.9.171.xxx) | 08/09/2552 : 08:52      

รอOLEDดีกว่า LCDก็ออกมานานหลายปีแล้ว ส่วนLEDก็ออกมา2-3ปีล่ะ แต่ก็ยังมีให้เห็นไม่ครบทุกแบรนด์เลย คงเพราะเพิ่มความสว่างอย่างเดียวเลยไม่มี

ความคิดเห็นที่ 2
สมาชิก LCD (203.146.16.xxx) | 07/09/2552 : 12:50      

เห็นแล้วมึน แพงๆ ทั้งน้านนนน [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/7.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online