Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSpec.com
LCDSpec ขอต้อนรับงาน Commart Comtech ‘09 ด้วยการนำเสนอเทคนิคดีๆ ในการเลือกซื้อ LCD monitor ให้ถูกใจสักเครื่องครับคำกล่าวที่ว่า “ควรเลือกจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่งบประมาณจะหาซื้อได้” อาจใช้ไม่ได้กับทุกสถานการณ์เสมอไป หากคุณกำลังมองหา LCD monitor ที่ถูกใจ และตรงตามความต้องการสักเครื่องในงาน Commart ล่ะก็ เว็บไซท์ www.lcdspec.com มีเทคนิคง่ายๆ ที่ช่วยให้คุณเลือกซื้อ LCD monitor ที่ถูกใจได้ด้วยหลักการพิจารณาสเป็กสั้นๆ เพียง 9 ขั้นตอนครับขนาด: ขนาดของ LCD monitor คือความยาวของเส้นทแยงมุมของจอนั้นๆ มีหน่วยเป็นนิ้ว จอ LCD ส่วนใหญ่ที่มีขายในตลาดจะมีขนาดตั้งแต่ 15 นิ้วไปจนถึง 30 นิ้ว และขนาดที่ได้รับความนิยมสูงสุดอยู่ในช่วง 19 – 24 นิ้ว คุณควรเลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน ระยะการรับชม และพื้นที่ที่จะใช้วางจอ และพยายามเลือกจอที่มีฐานที่สามารถปรับระดับความสูงขึ้น/ลงได้ เพื่อความสะดวกในการจัดวาง และการปรับระดับความสูงของจอให้พอดีกับระดับความสูงของที่นั่งสัดส่วน (Aspect Ratio): สัดส่วนของ LCD monitor ในปัจจุบันมีให้เลือกทั้งแบบ 4:3, 5:4, 16:10 และ 16:9 คุณควรเลือกสัดส่วนจอโดยคำนึงถึงประเภทของงาน และ content ที่จะแสดงบนจอเป็นหลัก ปัจจุบันนี้จอ LCD สัดส่วนแบบ 16:9 กำลังเป็นที่นิยม เพราะมีสัดส่วนเดียวกับภาพยนตร์จอกว้าง ทำให้สามารถแสดงภาพยนตร์จอกว้างได้โดยไร้ขอบดำด้านบน-ล่าง ของจอ แต่ถ้าคุณคำนึงถึงพื้นที่ใช้สอยเป็นหลัก อาจพิจารณาจอแบบ 16:10 เพราะพื้นที่ในแนวตั้งที่มากขึ้นจะช่วยลดภาระในการลากเม้าส์เพื่ออ่านเอกสาร/เว็บเพจยาวๆ ได้ความละเอียด (Native Resolution): ความละเอียดที่ LCD monitor สามารถแสดงได้ มีหน่วยเป็นพิกเซล ซึ่งมีให้เลือกหลาย resolution ด้วยกัน เช่น 1,400 x 900, 1,600 x 900, 1,680 x 1,950, 1,920 x 1,080, 1,920 x 1,200 เป็นต้น สำหรับ resolution ที่ได้รับความนิยมกับจอ 22 นิ้วแบบ 16:9 ได้แก่ขนาด 1,600 x 900 หรือ 1,920 x 1,080 (Full HD) จอ LCD จะทำงานได้ดีที่สุดต่อเมื่อมันคุณป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดตรงกับ native resolution ของมันเท่านั้น ดังนั้นหากคุณต้องการเลือกจอไปใช้สำหรับการเล่นเกม ควรเลือกจอที่มี resolution ที่สัมพันธ์กับขีดความสามารถของการ์ดจอของคุณด้วยContrast Ratio: คืออัตราส่วนของสีขาวที่สว่างที่สุด กับสีดำที่มืดที่สุด ตัวเลขที่สูงกว่าแสดงถึงความสามารถในการไล่ความสว่างของเฉดสีต่างๆ ได้หลายระดับมากขึ้น ทำให้มองเห็นรายละเอียดต่างๆ ในภาพชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะรายละเอียดต่างๆ ของภาพในหนัง/เกมในฉากมืดๆ ปัจจุบัน Native contrast ratio ของ LCD monitor อยู่ที่ประมาณ 600:1 ถึง 1,000:1Dynamic Contrast Ratio: เนื่องจากหลอด backlight (หลอดไฟที่ช่วยทำให้เม็ดสีของจอ LCD เรืองแสง) ของ LCD monitor ในปัจจุบันสามารถปรับระดับความสว่างตามลักษณะของ content ที่แสดงอยู่บนจอ ณ ขณะนั้นได้ ทั้งนี้เพื่อให้นำมาซึ่ง Contrast Ratio ที่สูงขึ้น พูดง่ายๆ คือ Dynamic Contrast Ratio เป็น Contrast Ratio สูงสุดที่จอสามารถทำได้ โดยตั้งอยู่บนสมมติฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ผู้ผลิตส่วนใหญ่ในปัจจุบันจึงมักทำตลาดจอของตนด้วยตัวเลข Dynamic Contrast Ratio แทนการใช้ Native Contrast Ratio ซึ่งปัจจุบันมีตั้งแต่ 10,000:1 ไปจนถึง 5,000,000:1 เลยก็มีResponse Time: เป็นระยะเวลาที่เม็ดสีบนจอ LCD ใช้ในการเปลี่ยนสถานะจากสีหนึ่งไปยังอีกสีหนึ่ง ฉะนั้นยิ่งตัวเลข response time น้อย ยิ่งหมายถึงการแสดงภาพเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติ ไร้เงา (ghosting) มากขึ้นBrightness: ความสว่างของจอ LCD ในปัจจุบันจะอยู่ที่ 250 – 500 cd/m2 (candela per square meter – แรงเทียนต่อตารางเมตร) หากคุณต้องการนำจอไปวางไว้ในห้องที่สว่างมากๆ อาจต้องพิจารณาจอที่มีความสว่างมากขึ้น หรืออาจเลือกจอที่สว่างมากๆ เอาไว้ก่อน แล้วค่อยปรับให้สว่างน้อยลงตามสภาพแสงในห้องของคุณก็ได้Viewing Angle: มุมมองการรับชมของจอในแนวตั้งและแนวนอน ปัจจุบันจอส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 160/160 หรือมากกว่า (160 องศาในแนวตั้ง และ 160 องศาในแนวนอน) ซึ่งตัวเลขนี้เป็นตัวบอกจุดทำมุมสูงสุดที่คุณสามารถรับชมภาพจากจอได้โดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน (เช่นมองจากด้านข้างทำมุมสูงสุดได้ 160 องศาโดยที่สีและความสว่างไม่เพี้ยน เป็นต้น) เนื่องจากLCD monitor ถูกออกแบบมาให้ใช้กับคอมพิวเตอร์ (ซึ่งต้องมองตรงๆ) เป็นหลัก คุณจึงไม่ควรกังวลกับตัวเลขนี้มากเกินไปนักConnectivity Interface: LCD monitor ในปัจจุบันส่วนใหญ่จะมาพร้อมกับพอร์ท VGA (หรือ D-Sub) และพอร์ท DVI ซึ่งพอร์ท DVI นั้นจะให้ภาพที่มีคุณภาพดีกว่า เนื่องจากเป็นการเชื่อมต่อแบบดิจิตอล ส่วน VGA เป็นพอร์ทอนาล็อกแบบเก่าซึ่งใช้กันอย่างกว้างขวางทั้งใน PC/Notebook คุณจึงควรเลือก LCD monitor ที่มีพอร์ททั้งสองประเภท เพื่อความยืดหยุ่นในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ หรืออาจเลือกจอที่มีพอร์ท HDMI ไปเลยก็ได้ หากคุณต้องการนำไปเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีพอร์ท HDMIพอร์ท VGAพอร์ท DVI   พอร์ท HDMILCDSpec.com หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย และหากคุณยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะซื้อ LCD Monitor รุ่นไหนในงาน Commart ให้เหมาะกับความต้องการ และงบประมาณของคุณ สามารถเข้าไปยังเว็บไซท์ของเราเพื่ออ่านบทความแนะนำ LCD monitor ที่น่าสนใจสำหรับงบประมาณต่างๆ โดยคลิกที่นี่ครับ
Review:Asus MS246 – LCD Monitor 24” Full HD บางเบา ดีไซน์เฉียบ
ตอนนี้หากจะซื้อมอนิเตอร์ซักตัวเพื่อเอามาใช้งาน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยงเรื่องราคา LED Monitor ก็คงจะเป็นคำตอบในใจของหลายๆ ท่าน แต่นอกเหนือไปจากที่จะมองที่ตัวประสิทธิภาพการทำงานของตัวมอนิเตอร์แล้ว การดีไซน์ออกแบบก็เป็นอีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันอย่างในวันนี้ LCDSPEC ได้มีการรีวิว LCD Monitor: Asus MS246 ที่โดดเด่นในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบที่สวยงาม บางเบา หรูหรา เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์อีกชิ้นหนึ่งภายในบ้านกันเลยทีเดียว แต่ในเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานผลก็โดดเด่นไม่แพ้กัน โดยมีราคาปัจจุบันอยู่ที่ หนึ่งหมื่นบาทต้นๆคาดว่าหลายๆ คน น้อยคนนักที่จะได้พบจอกับมอนิเตอร์จากทาง Asus ตามห้างไอทีต่างๆ ซึ่งในความจริงนั้น Asus ในประเทศไทย ค่อนข้างที่จะมีมอนิเตอร์มากมายรุ่นที่จัดจำหน่ายภายใน แต่พอไปถึงหน้าร้านกลับกลายเป็นของหายากไปได้  ซึ่งยังไงก็แล้วแต่ LCDSPEC จะขวนขวายหามารีวิวมาชมกันให้ได้บ่อยๆ ครับ เอาล่ะเรามาเข้าเรื่องของการรีวิวกันดีกว่าLCD Monitor จากทาง Asus ในรุ่น MS246 หากดูผ่านๆ ก็คงคิดว่าเป็น LED Monitor แต่แท้จริงแล้วเป็น LCD Monitor จอแบบ Widescreen ที่มีขนาดหน้าจอ 23.6 นิ้ว สัดส่วนยอดนิยม 16:9 อีกทั้งยังมีความละเอียดระดับ Full HD (1920×1080พิกเซล) มีคอนทราสต์ที่ 50,000:1 และอัตราความเร็วตอบสนองที่ 2ms หน้าจอเป็นแบบจอด้าน มีพอร์ตเชื่อมต่อการแสดงผลทั้งดิจิตอลและอนาลีอก อย่าง D-Sub และ HDMI แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีลำโพงในตัว แต่ก็ยังมีช่อง Earphone เพื่อไว้เชื่อมต่อลำโพงภายนอกหรือหูฟังอีกทีหนึ่ง ในกรณีที่เราเชื่อมต่อผ่านพอร์ต HDMI ครับLCD Monitor: ASUS MS246 เป็นมอนิเตอร์รุ่นใหม่ที่ได้รับการผสมผสานระหว่างสไตล์การออกแบบที่แตกต่าง ในลักษณะ Ultra-Slim โดยได้รับแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากเลขฐานสองด้วยองค์ประกอบที่ตัดกันของเลข 1 และเลข 0 ผสมผสานเข้ารูปทรงแนวเส้นตรง  หรูหรามีระดับด้วยสีดำมันวาวแบบเปียโน พร้อมความบางพิเศษเพียง 16.5 มิลลิเมตร ซึ่งนับเป็นความบางของ LCD Monitor ในรูปแบบ LED ที่ยังไม่มีผู้ผลิตรายใดเคยทำมาก่อนเลยอย่างที่บอกไปว่าตัวบอดี้จะมีลักษณะเป็นสีดำมันวาว ทำให้มันค่อยข้างที่จะสะท้อนกับสิ่งรอบข้างลองชมในมุมที่ก็จะไม่สะท้อนแสงแล้ว ส่วนหน้าจอเป็นแบบด้าน ไม่มีการสะท้อนเลยมุมด้านซ้ายบน มีคำว่า HDMI ติดอยู่ บ่งบอกถึงรองรับการใช้งานเชื่อมต่อผ่าน HDMIส่วนมุมซ้ายล่างก็จะเป็นโลโก้ Asus สีเงิน ติดอยู่อย่างหรูหราบริเวณมุมจอด้านขวาล่างจะเป็นปุ่มเมนูต่างๆ รวมถึงปุ่ม Power ด้วย (อยู่ด้านขวามุมสุด) ซึ่งลักษณะการใช้งานจะเป็นรูปแบบสัมผัส พร้อมมีไฟเรืองแสงขึ้นมา เมื่อใช้งานครับขอบจอมีลักษณะค่อนข้างจะหนานิดหน่อย แต่ก็เป็นปกติของมอนิเตอร์ทั่วไปมาชมกันที่ด้านหลังของมอนิเตอร์กันบ้าง จากภาพจะเห็นเป็นสีขวาทั้งหมด โดยจริงๆ แล้ว บริเวณกลางจอจะมีโลโก้ Asus แบบเป็นร่องลงไปแต่ไม่ลึก จึงทำให้มองไม่เห็นครับฐานจอจะมีลักษณะเป็นวงกลม (จะว่าไปเรียกว่าตัวไว้พิงน่าจะถูกกว่า) ซึ่งเป็นตัวแทนของเลขศูนย์ โดยที่ตัวจอนั้นสามารถปรับก้ม – เงย ได้นิดหน่อยแต่ก็ใช่ว่าจะมีเลขศูนย์อยู่อย่างเดียวมันจะทรงตัวอยู่ได้ แน่นอนมันจะต้องประกอบด้วยขาตั้งเล็กๆ ใสๆ ด้วยมาชมกันบริเวณมุมขวากันบ้าง ก็จะเป็นช่องเสียบอแดปเตอร์, ตัวล็อค Kensington และพอร์ตการเชื่อมต่อ อาทิ อินเตอร์เฟช HDMI, D-Sub และช่องหูฟัง ซึ่งแต่ละพอร์ตก็จะมีสัญญาณกำกับเอาไว้อยู่ และก็อย่างที่ทราบกันว่ามอนิเตอร์รุ่นนี้ไม่ลำโพง ในการใช้งานพอร์ต HDMI เมื่อต้องการให้เสียงออก เราก็ต้องต่อสายลำโพงเข้าไปยังช่องเสียบหูฟังขยับไปทางซ้ายอีกฝากนึงเราก็จะเจอกับสติ๊กเกอร์ ที่ไว้ใช้บอกรายละเอียดของตัวจอรุ่นนี้บริเวณขอบจอด้านล่างก็จะมีตัวรอง (ลักษณะคล้ายๆ ยาง) ไม่ให้ขอบสัมผัสกับพื้นตรงๆ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มความหนืดในการวางจออีกด้วยอย่างที่บอกไปว่าตัวจอมีความหนาเพียง 16.5 มิลลิเมตร เราก็เลยมาดูเก็บภาพมาให้ได้ชมกันซะหน่อยและด้วยเหตุที่บางจึงทำให้อแดปเตอร์ไฟ ต้องแยกมาอยู่ด้านนอก แต่ขนาดก็จัดได้ว่าเล็ก ไม่รบกวนหรือเกะกะพื้นที่เท่าไหร่นัก
บทความ: LED TV เหนือกว่า LCD TV ทั่วไปอย่างไร
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีอะไรที่อยู่เบื้องหลังความหรูหรา เพรียวบาง งดงามของดีไซน์ และความสามารถในการแสดงภาพของ LED TV ที่ทำได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจกว่าภาพที่ได้จากจอ LCD TV ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด?ในช่วงปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาเทคโนโลยี LED TV ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าของวงการ HDTV เลยทีเดียว เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากทำให้การออกแบบจอ LCD ให้มีความบางมากๆ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วมันยังช่วยปรับปรุงและลบข้อด้อยของเทคโนโลยี LCD ในหลายๆ แง่ได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีการผลิต LED ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ LED TV รุ่นหลังๆ มีประสิทธิภาพสูง ทนทาน และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราได้ใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในราคาถูกลงเรื่อยๆ ในปี 2010 นี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนกับ LED TV ดีๆ สักเครื่อง มาติดตามกันเลยครับว่า LED TV นั้นมีข้อดีอย่างไรบ้างในด้านเทคนิค LED TV ยังถือว่าเป็น LCD TV ประเภทหนึ่ง โดยทั้งคู่ต่างก็ใช้ Liquid Crystal Display (LCD) ในการแสดงภาพที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดสัญญาณเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างของ LED TV นั่นคือเทคโนโลยี backlighting นั่นเองหลอด backlight ที่นิยมใช้กับ LCD TV ในปัจจุบันมี 2 ประเภท ได้แก่ backlight แบบ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ซึ่งเป็น backlight ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และพบได้ทั่วไปใน LCD TV หรือ LCD Monitor ส่วน backlight อีกประเภทที่น่าจะเข้ามาแทน backlight แบบ CCFL ในไม่ช้า คือ backlight แบบ LED (Light-Emitting Diode)การนำหลอด LED มาใช้เป็น backlight แทนการใช้หลอด CCFL นั้นจะช่วยเพิ่ม contrast ratio ให้กับจอ LCD ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้น แสดงสีดำและไล่เฉดสีเทาได้หลากหลายมากขึ้น และเนื่องจากหลอด LED มีประสิทธิภาพในการเปล่งแสงได้แรงกว่าหลอดและมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบ TV ที่มีขนาดบางลง และใช้พลังงานน้อยลงอีกด้วยเช่นเดียวกับเทคโนโลยีของ CCFL Backlight ที่มีหลายประเภท เทคโนโลยีของ LED Backlight นั้นก็มีหลายประเภทเช่นเดียวกันโดย LCD TV ที่ใช้ LED Backlight ที่มีขายในปัจจุบันมี 2 ประเภทด้วยกัน คือLED-backlit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง โดยหลอด LED ดังกล่าวจะเป็นแบบสีขาวทั้งหมด หรือเป็นแบบสามสี (แดง เขียว และน้ำเงิน: RGB) ก็ได้ การติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง จะทำให้แผงควบคุมสามารถสั่งเปิดหรือปิดหลอด LED ดังกล่าวเป็นกลุ่มๆ ตามภาพที่แสดงอยู่บนจอในขณะนั้นได้ (เราเรียกเทคนิคนี้ว่า local dimming หรือ selective dimming)ซึ่งส่งผลให้บริเวณของภาพที่เป็นสีดำนั้นกลายเป็นสีดำสนิทอย่างแท้จริง และในกรณีที่ใช้หลอด LED แบบ RGB ก็จะช่วยทลายข้อจำกัดในการแสดงสีของจอ LCD ไปได้เลย เนื่องจากหลอด LED ทั้งสามสีนั้นสามารถผสมกันเป็นสีอะไรก็ได้ ส่งผลให้จอ LCD สามารถแสดงสีได้สมจริงยิ่งขึ้น ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้เทคโนโลยี LED-backlit ได้แก่ Sony Bravia 46X450A, เป็นต้นLED Edge-lit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED สีขาวไว้ตามขอบทั้งสี่ด้านของจอ จึงทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบจอให้มีความบางมากๆ ได้ และถึงแม้ LCD TV ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่สามารถสั่งปิด backlight เป็นกลุ่มๆ ได้เหมือนแบบแรก แต่ด้วยอานิสงส์ของหลอด LED จึงทำให้ภาพที่แสดงมีมิติมากกว่า มีความสว่าง และ contrast ratio สูงกว่า และไล่ระดับสีดำและเทาได้ดีกว่าจอ LCD TV ที่ใช้ CCFL backlight ทั่วไป ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้ LED Edge-lit ได้แก่ Sony Bravia EX700, NX700 และ NX800 series เป็นต้นSony Bravia EX700Sony Bravia NX700หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อ LED TV ของทุกๆ ท่าน และติดตามข่าวสารและบทความดีๆ เกี่ยวกับ HDTV ได้ที่นี่นะครับ LCDSPEC.
30 กรกฎานี้ ก่อนใครที่ญี่ปุ่น ชาร์ป เปิดตัว BDXL 100 กิ๊ก
หลังจากจากการเสนอมาตรฐาน BDXL สิ้นสุดลง ชาร์ปได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เผื่อออกวางจำหน่ายเป็นเจ้าแรก ด้วยแผ่น Blu-ray VR-100BR1 ได้ใช้เทคโนโลยีแบบ Triple-Layer เพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากถึง 100 กิ๊กไบต์ และสำนักข่าวยังได้รายงานมาอีกว่าจะมีแผ่นแบบ Quad-Layer ที่ให้ความจุมากถึง 128 กิ๊กไบต์ แต่อย่างไรก็ดีราคาก็เอาเรื่องอยู่เหมือนกันโดยสนนราคาอยู่ที่ 5000 เยน หรือประมาณ เกือบๆ 2 พันบาทก็เลยถูกตั้งคำถามว่าในราคาขนาดนี้เราจะไปซื้อเป็น Ext. Harddisk ไม่ดีกว่าหรอ เพราะว่าแผ่น Blu-ray ดังกล่าวนี้สามารถเล่นได้บนเครื่อง Blu-ray DVR ของชาร์ปเท่านั้น แล้วราคาของมันอีกหล่ะ ??? ซึ่งตัว BD-HDW700/70 ก็ยังเป็นแค่เครื่องต้นแบบอยู่และต้องรออีกสักระยะจึงจะออกวางจำหน่ายที่มา : engadget.com
LCDSPEC พาเที่ยวงาน Electronica Showcase 2010 ภาค1
พบกับ LCDSPEC  อาสาพาเที่ยวงาน Power Mall Electronica Showcase @ Siam Paragon กันนะครับ ซึ่งงานนี้อย่างที่ทราบกันคืองานมหกรรมที่รวบรวมเครื่องใช้ไฟฟ้า (อย่าง TV ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย) และสินค้าไอทีต่างๆ อาทิ โน้ตบุ๊ก คอมพิวเตอร์ กล้องดิจิตอล และโทรศัพท์มือถือ ที่จัดได้ว่าใหญ่ที่สุดแห่งปีงานหนึ่ง ที่ให้คุณได้ช้อปสนั่นกรุงก่อนใครรับส่วนลดคืน รวมสูงสุด 21% ในวันที่ 30 มิถุนายน – 11 กรกฎาคมนี้  ณ Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอนสำหรับใครที่ยังไม่ได้ชมพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ก็สามารถชมกันได้ ที่นี่ ครับบริเวณด้านหน้าของงาน ที่จัดขึ้น Royal Paragon Hall ชั้น 5 สยามพารากอน สำหรับการเดินทางแนะนำให้มารถไฟฟ้ากันนะครับ แล้วตรงขึ้นลิพท์มาเลย น่าจะสะดวกสุดตรงบันไดเลื่อนก็จะมี Directory Board อยู่ ใครเข้ามาแล้วยังงงๆ สามารถดูตรงจุดนี้ได้ด้านหน้าของทางเข้าจะเป็นเวทีที่ไว้จับลุ้นโชค iPad ทุกวัน สำหรับคนที่ซื้อสินค้าทุกๆ 3,000 บาท รวมถึงยังเป็นที่ประมูลสินค้าอีกด้วยด้านหน้างานอีกเช่นกัน เราจะพบกับสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มาพร้อมกับดีไซน์ที่เป็นแฟชั่น จัดแสดงอยู่เครื่องซักผ้า ทีวี ชุดโฮมเธียร์เตอร์ ก็จัดได้ว่าอยู่ในรูปแบบของแฟชั่นเห็นน้องเค้ายืนเหงาๆ เลยกดมาฝากกันซักหนึ่งภาพครับส่ววนี่ก็จะเป็นของรางวัลต่างๆ เพียงคุณจับจ่ายสินค้าภายในงาน Power Mall Electronica Showcaseก่อนเข้างาน แวะมาดูการประมูล ชุดโฮมเธียร์เตอร์จาก Philips สุดเร้าใจซักเล็กน้อยเอาล่ะครับ มาเข้าชมงานกันดีกว่าเจอก่อนเลยกับบูธ Canon ที่ขนกล้องดิจิตอล มาแบบทุกรุ่น ทุกซีรี่ย์อดใจไม่ได้ กับความน่ารักของพริ้ตตี้สาวโทรศัพท์มือถือก็มีมานะครับทุกรุ่นทุกยี่ห้อที่เดียวผู้ให้บริการก็มีมา อย่างบูธนี้ก็จะเป็น DTAC  ที่มี BB โปรโมชั่นเด็ดมาพร้อมกับพริ้ตตี้สาวคนเดิม (น่ารักเหมือนเดิมด้วย)บูธ AIS ก็มานะครับ พร้อมให้ทดลองการใช้งาน 3G กันแบบสดๆ ภาพ โน้ตบุ๊กพร้อมมีพริ้ตตี้สาวคอยให้บริการต่างๆ เกี่ยวกับข้อมูลสินค้าป็นอย่างดีกล้องต่างๆ ก็มากันเพียบอย่าง Fujifilm ที่มีตัว HS10 สุดแจ่มOlympus ก็นำ PEN E-PL1 มายั่วน้ำลายเช่นกันNikon ก็ไม่พลาดเหมือนกันที่จะมาเปิดบูธ พร้อมกับมีเลนส์ Super Tele มาโชว์อีกเช่นเคย ว่าแต่จะลองขึ้นไปส่องสาว แต่ดันไม่มีมุม – -aPanasonic นำกล้องดิจิตอล Lumix มาทั้งกองทัพกล้องวีดีโอก็มีอย่าง JVC และ Sanyoแต่ ณ นาทีนี้ คงไม่มีใครโดดเด่นเท่า Sony NeX-5 อีกแล้วเด่น ไม่เด่นยังไง ดูจากภาพนี้ได้ ว่าผมไปโฟกัสที่ไหนไปต่อกันเลยที่หน้า 2 >>>
เพาเวอร์บาย แถลงข่าวการจัดงาน POWER BUY EXPO 2010
บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และ อุปกรณ์เล็กทรอนิกส์ครบวงจร จัดงานแถลงข่าว POWER BUY EXPO 2010 วันพฤหัสบดีที่ 15 กรกฎาคม 2553 เวลา 10.30 – 12.30 น. ณ ห้องประชุมเตียง จิราธิวัฒน์ ชั้น 16 อาคารชิดลมทาวเวอร์ (เซ็นทรัลชิดลม)โดยทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท จัดงาน “Power Buy Expo 2010″ ขนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีนวัตกรรมใหม่กว่า 200 แบรนด์ มาจำหน่ายราคาพิเศษ พร้อมร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำให้ส่วนลดสูงสุดอีก 21%…นาย สุทธิสาร จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ศูนย์รวมเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอที และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ครบวงจร ในเครือบริษัทเซ็นทรัลรีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทได้ทุ่มงบกว่า 60 ล้านบาท จัดงาน “Power Buy Expo 2010″ ขนสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้า สินค้าไอทีนวัตกรรมใหม่กว่า 200 แบรนด์ มาจำหน่ายราคาพิเศษ พร้อมร่วมกับบัตรเครดิตชั้นนำให้ส่วนลดสูงสุดอีก 21% บนพื้นที่กว่า 10,000 ตารางเมตร ที่บริเวณสกายฮอลล์ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา ลาดพร้าว ตั้งแต่วันที่ 23 ก.ค.-3 ส.ค.นี้นอกจากนี้ยังมีช่วง นาทีทองลดถล่มราคาแบบวันต่อวัน ทั้งแอลซีดีทีวี โทรศัพท์มือถือ และเครื่องปรับอากาศ โดยแอลซีดีทีวีขนาด 46 นิ้ว ลดราคาเหลือเครื่องละ 19,000 บาท จากเครื่องละ 40,000 บาท ซึ่งมีจำนวนจำกัดเพียงแค่ 30 เครื่องเท่านั้น เพื่อกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค หลังการเมืองเริ่มนิ่ง เศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มดีขึ้น ตั้งเป้างานดังกล่าวจะมีลูกค้าร่วมชมงานไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และมีเงินสะพัดกว่า 450 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10% จากปีก่อนที่มียอดขาย 400 ล้านบาท เพราะงานครั้งนี้สินค้าส่วนใหญ่มีราคาไม่แพงและจับต้องได้มากขึ้น“กำลัง ซื้อผู้บริโภคช่วงครึ่งปีหลัง ยังไม่สามารถคาดเดาได้เพราะเพิ่งผ่านมาแค่ครึ่งเดือน แต่ก็คาดหวังว่าน่าจะดีขึ้น เพราะในช่วงที่มีการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ช่วงที่รัฐบาลมีมาตรการไทยเข้มแข็ง ช่วยสนับสนุนเรื่องภาษีค่าธรรมเนียมการโอนอสังหาริมทรัพย์ ยอดขายดีขึ้นมาก สำหรับครึ่งปีแรกที่ผ่านมา ยอดขายของเพาเวอร์บายเติบโตมากกว่า 20% ซึ่งเป็นผลจากไตรมาสแรกยอดขายเติบโตมากถึง 30%”.สอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บ.เพาเวอร์บาย จก.  โทร. 02 101 7725 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02 101 7725 PR.Power Buy
Sony Playstation 3 Slim Review: สุดยอด Multimedia Hub ความสามารถรอบตัว (ตอนที่ 1)
By: mrzane | Date: 4 October 2009 | อ่าน 34,437 | 9 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

สำหรับคอเกม และแฟนพันธุ์แท้ของ Playstation ผมเชื่อว่าคงไม่เป็นเรื่องนอกเหนือความคาดหมายที่ Sony จะออก Playstation ตัวใหม่ที่มีขนาดเล็กลง กินไฟน้อยกว่าเดิม และมีฟีเจอร์ที่แตกต่างออกไปจากตัวแรกเล็กน้อย พร้อมด้วยราคาที่ (น่าจะ) ถูกกว่าเดิม เช่นเดียวกับยุค Playstation 2 ที่ Sony เข็นเอา PS2 Slim ออกมาวางจำหน่ายหลังจากวางขาย PS2 ตัวหนาไปกว่า 4 ปี ซึ่ง PS2 Slim นี้ก็ช่วยยืดอายุของผลิตภัณฑ์ไปได้อีกในระยะเวลาหนึ่ง แม้กระทั่งในปัจจุบัน คุณก็ยังสามารถหาซื้อ PS2 Slim ได้ในราคาต่ำกว่า 4,000 บาท

DSCF0094

แน่นอนว่าเทรนด์นี้ได้ถูกนำมาใช้กับ console ตัวปัจจุบันของ Sony หรือ Playstation 3 ด้วย — ซึ่งเทคโนโลยีการผลิตที่สูงขึ้น ทำให้ผู้ผลิต Chipset สามารถผลิต Cell และ GPU ให้มีขนาดเล็กลง โดยลดขนาดของ Cell ให้เหลือ 45nm (จากรุ่นก่อนๆ ที่เป็น 90nm หรือ 65nm) และใช้ RSX (หรือ GPU) ที่มีขนาด 65nm* และด้วยขนาดของ Cell/RSX ที่เล็กลง ทำให้ Sony สามารถออกแบบแผงวงจรที่มีขนาดเล็กลงได้ ส่งผลให้เครื่องมีขนาดเล็กลง ปล่อยความร้อนน้อยกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่าเดิม และที่สำคัญช่วยให้ต้นทุนการผลิตโดยรวมลดลง ส่งผลให้สามารถจำหน่ายเครื่องในราคาถูกลงได้ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกเลยทีเดียวที่ PS3 รุ่น 120 GB ลดราคาเหลือ 299 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 10,500 บาท)

หมายเหตุ: *PS3 รุ่นแรกๆ ใช้ RSX ขนาด 90nm และเริ่มลดขนาดจนเหลือ 65nm ตั้งแต่รุ่น 40 GB ที่วางจำหน่ายเมื่อปี 2008

DSCF0056

ด้วยราคาที่สูสีกับเครื่องเล่น Blu-ray Disc แบบ Standalone และความสามารถที่เพิ่มเติมจาก PS3 ตัวอ้วน ในแง่ของการส่งเสียง HD แบบ bitstream ออกไปถอดรหัสที่ A/V Receiver ได้ ทำให้ PS3 Slim ดูเนื้อหอมขึ้นมาทันที เพราะนอกจากสามารถดูหนัง HD เรื่องโปรดจาก Blu-ray disc ด้วย PS3 Slim แล้ว คุณยังได้เครื่องเล่นเกมชั้นดีไว้เล่นเพลินๆ อีกด้วย

หลายๆ ท่านคงเคยอ่านบทความรีวิวเกี่ยวกับ PS3 ตัวอ้วนมาแล้ว ทั้งในแง่ของการเล่นเกม และฟังก์ชันการเล่นหนังฟังเพลงต่างๆ วันนี้ผมขออนุญาติถอดหมวก Gamer เก็บไว้ก่อน และจะรีวิว PS3 Slim ในแง่ของการเล่นหนัง HD โดยเน้นเฉพาะความแตกต่างระหว่างเครื่อง Slim กับเครื่องอ้วนเป็นหลักครับ

PS3 Slim มีขนาดเล็กว่า PS3 ตัวอ้วนประมาณ 33% และมีน้ำหนักเบากว่าเดิมถึง 36% เมื่อนำมาตั้งเปรียบเทียบกันแล้วจะเห็นว่ามันเล็กกว่ารุ่นพี่พอสมควรทีเดียว และยังมีขนาดเล็กกว่า XBOX 360 ด้วยซ้ำ ตรงนี้ถือว่า Sony ทำออกมาได้น่าประทับใจ เพราะสามารถออกแบบเครื่องให้มีขนาดกะทัดรัดโดยไม่ต้องแยก Power Supply ออกมาข้างนอกเหมือนกับ XBOX 360 และหากคุณชอบยกเครื่องเกมไปเล่นนอกสถานที่บ่อยๆ ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะเจ้า PS3 Slim สามารถเข้าไปนอนในกระเป๋า Notebook พร้อมกับ joystick 1-2 ตัวได้อย่างสบายๆ

image image

DSCF0087-ok

DSCF0097 copy

Design:

ในแง่งานประกอบและวัสดุ Sony ออกแบบ PS3 Slim โดยใช้พลาสติกแบบพิมพ์ลายเท็กซ์เจอร์ (หรือ “matte”) ซึ่งในความเห็นของหลายๆ คนอาจจะมองว่าวัสดุแบบนี้แลดูเหมือนกับ “ของราคาถูก” เมื่อเทียบกับวัสดุที่ใช้ใน PS3 ตัวอ้วน แต่ผมมองว่า ถึงแม้ราคาเปิดตัวจะถูกกว่า PS3 ตัวอ้วนก็จริง Sony คงไม่อยากให้แฟนๆ มองว่า PS3 Slim เป็น PS3 รุ่นราคาถูก เจตนาจริงๆ ของ Sony น่าจะเป็นความต้องการให้ PS3 Slim มีบุคลิกที่ดูเป็นกันเอง และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายขึ้น (หรือดู “Casual” มากขึ้นนั่นเอง)

เมื่อพิจารณางานออกแบบของ PS3 Slim แล้วจะพบว่าเป็นการออกแบบที่รอบคอบทีเดียว แต่วัสดุหลายๆ อย่าง เช่นกระจกบนแผง Panel ซึ่งเป็นตำแหน่งที่วางปุ่ม Power และปุ่ม Eject นั้นเป็นแม่เหล็กดูดรอยนิ้วมือและคราบเหงื่อได้อย่างดี และตัวเครื่องเองที่เป็นพลาสติกด้านก็สามารถติดคราบน้ำมันจากนิ้วมือ และคราบเหงื่อต่างๆ ได้ง่ายไม่ต่างจาก PS3 ตัวอ้วนแม้แต่น้อย ใครที่ต้องย้ายเครื่อง PS3 Slim ไปมาบ่อยๆ คงจะต้องเตรียมผ้าไว้เช็ดทำความสะอาดไว้ด้วยอย่างแน่นอน

PS3 Slim ไม่สนับสนุนการวางในแนวตั้งเหมือนกับ PS3 ตัวอ้วน แต่ Sony แจ้งว่าจะมีอุปกรณ์เสริมเป็นขาตั้งเพื่อให้วาง PS3 Slim ในแนวตั้งได้ อีกไม่นานคงจะมี Accessory ดังกล่าว ทั้งจาก Sony เอง หรือจาก 3rd Party มาให้เลือกใช้กันแน่นอนครับ

DSCF0059 copy

ปุ่ม Power และปุ่ม Eject บน PS3 Slim นั้นเป็นปุ่มแบบ mechanic หรือปุ่มจริงๆ ที่ไม่ใช่ปุ่มสัมผัสแบบ PS3 ตัวอ้วน เมื่ออยู่ในโหมดสแตนด์บาย จะมีไฟเรืองแสงสีแดงกำกับ แต่เมื่อเครื่องกำลังทำงาน ไฟก็จะกลายเป็นสีเขียว และแสง backlight สีขาวบนปุ่มก็จะเรืองแสงขึ้นมาด้วย ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนในความมืด

DSCF0099

DSCF0118

DSCF0182

ระบบการโหลดแผ่นของ PS3 Slim เป็นระบบแบบ Slot-loading เหมือนกับที่ใช้ใน PS3 ตัวอ้วนทุกประการ

DSCF0060

และยังเป็นเรื่องน่าเสียดายเช่นเดิม ที่ Sony ให้พอร์ท USB 2.0 กับเจ้า PS3 Slim มาเพียง 2 พอร์ทเท่านั้น แต่โชคดีที่คุณสามารถต่อกับ USB Hub เพื่อเพิ่มจำนวนพอร์ทให้มากขึ้นได้ ส่วนไฟแสดงสถานะการทำงานของ Harddisk และ WIFI ก็อยู่ในตำแหน่งเดียวกับ PS3 ตัวอ้วน โดยไฟแสดงสถานะการอ่าน Harddisk จะเป็นสีส้มอมเหลือง และไฟสถานะ WIFI จะเป็นสีเขียว

DSCF0113

สำหรับช่องเก็บ Harddisk จะอยู่ในตำแหน่งใต้ BD Drive พอดี (ตำแหน่งที่มีโลโก้ต่างๆ) ซึ่งคุณสามารถถอด Harddisk ออกมาเปลี่ยนเป็นขนาดใหญ่ขึ้น หรือเล็กลงได้ตามใจชอบ โดย PS3 Slim สนับสนุน Harddisk แบบ 2.5” เหมือนกับ PS3 ตัวอ้วน

DSCF0077

ด้านล่างของเครื่องใช้วัสดุแบบเดียวกับฝาด้านบน มีโลโก้ PS3 อยู่ด้านขวา

DSCF0079

พื้นที่ส่วนใหญ่ของด้านหลังตัวเครื่องจะเป็นรูระบายอากาศ ส่วนพอร์ทต่างๆ ที่ให้มานั้นเหมือนกับ PS3 ตัวอ้วนรุ่นพี่ทุกอย่าง ยกเว้นพอร์ท Power ซึ่งได้รับการออกแบบให้มีขนาดเล็กลง

Port ด้านหลังของ PS3 Slim ประกอบด้วย Port ดังต่อไปนี้ (จากซ้ายไปขวา):

  1. Gigabit LAN Port
  2. HDMI 1.3
  3. Optical
  4. Sony A/V Port
  5. Power Port

DSCF0080-ok

DSCF0081

Features:

PS3 Slim มีความสามารถทุกอย่างเกือบเทียบเท่ากับรุ่นพี่ ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมต่อกับเครือข่ายผ่าน WIFI หรือผ่านพอร์ท LAN และ USB Port 2.0 ด้านหน้าตัวเครื่องจำนวน 2 พอร์ท เท่ากับเครื่อง PS3 ตัวอ้วนที่จำหน่ายในปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Accessories หรืออุปกรณ์เสริมต่างๆ ร่วมกับรุ่นพี่ได้อีกด้วย สำหรับ Controller ที่ให้มากับ PS3 Slim นั้นจะเป็น Dualshock 3 Controller เหมือนกับที่แถมมากับเครื่อง PS3 อ้วนที่เริ่มจำหน่ายเมื่อกลางปี 2008

สำหรับฟีเจอร์ที่แตกต่างจาก PS3 อ้วน ได้แก่:

  1. ความสามารถในการติดตั้งระบบปฏิบัติการอื่นๆ – PS3 Slim จะไม่สามารถติดตั้ง Secondary OS (Linux) ได้
  2. สามารถส่ง Bitstream HD Audio ไปถอดรหัสที่ A/V Receiver ที่สนับสนุนได้ (อ่านต่อได้จากบททดสอบในหน้าถัดไป)
  3. ไม่สามารถเล่นเกม PS2 ได้ เช่นเดียวกับ PS3 อ้วนที่วางจำหน่ายในช่วงปีที่ผ่านมา

« ก่อนหน้านี้ 1 2 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (9)
Anonymous (202.173.216.xxx) | 13/07/2553 : 13:43      

สุดยอดไปเลย

ความคิดเห็นที่ 9
Anonymous (114.165.154.xxx) | 27/02/2553 : 22:28      

มันก็เสียงดัง ไม่ต่างกันคับ การอ่านเเผ่น เพียงเเต่ว่า slim นั้น กรอบมันบางขึ้นมันก้เลยทำให้เสียงฟังดุดังขึ้นมา
ตัวอ้วนดำ กรอบมันหนา มันเลยกลบเสียง ในขณะอ่านเเผ่น พัดลมมันก้ดังขึ้น เรื่อยๆ ทำให้ไม่ได้ยินเสียงอ่านแผ่นสักเท่าไร
ที่สังเกตดูนะ เพราะผมมี ทั้ง รุ่น 60 G เเละslim 250 G (ตัวใหม่) ผมเทสดูเเล้ว

ความคิดเห็นที่ 8
Video Review: PS3 Slim – สุดยอด Multimedia Hub ความสามารถรอบตัว (ตอนที่ 2) | LCDSPEC.COM (203.150.224.xxx) | 21/12/2552 : 00:59      

[...] LCDSpec ได้นำเสนอบทความรีวิว Playstation 3 Slim ที่กล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง PS3 [...]

ความคิดเห็นที่ 7
Anonymous (61.91.73.xxx) | 07/12/2552 : 21:43      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/7.gif[/IMG]อยากได้..อยากได้..

ความคิดเห็นที่ 6
พาเดินเล่นสบายๆ แบบเอาใจคอเกมเมอร์ที่บูธPS3 ณ งาน Commart Comtech ‘09 | LCDSPEC.COM (203.150.224.xxx) | 06/11/2552 : 02:57      

[...] Sony Playstation 3 Slim Review  ทางทีมงาน LCDSPEC [...]

ความคิดเห็นที่ 5
Anonymous (202.149.25.xxx) | 18/10/2552 : 00:25      

สุดยอดเลยครับ อยากได้สักเครื่อง (เดี๋ยวเตรียมหาตังก่อน)[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/9.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 4
Anonymous (124.121.24.xxx) | 17/10/2552 : 11:28      

[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/2.gif[/IMG]ว้า…ถ้าซื้อตัวนี้มา แผ่น ps2ที่บ้านเยอะแยะก็ใช้มะได้ดิ..เฮ้อ..กำเจงๆ[IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/2.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 3
สมาชิก LCD (124.157.132.xxx) | 07/10/2552 : 18:25      

แหล่มมากเลย นะนี่ [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/5.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 2
สมาชิก LCD (202.91.19.xxx) | 06/10/2552 : 14:31      

สุโค่ย [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor Netflix OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online