Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เทคนิคระดับเทพ เลือกซื้อจอ LCD TV
เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้จอแบนๆ อย่าง LCD ได้เข้ามามีบทบาทมากมายในชีวิตประจำวันของเรา และปัจจุบันนี้ก็มีจอ LCD จากผู้ผลิตหลายๆ ราย ที่แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อมีความสามารถหลากหลายชนิดที่เรียกว่าเลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว ในโอกาสนี้ทีมงาน LCDSPEC.com จะแนะนำองค์ประกอบต่างๆ ที่ควรพิจารณา และเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อ LCD monitor หรือ LCD TV ให้ถูกใจคุณที่สุดนะครับ เราคงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าทุกวันนี้จอแบนๆ อย่าง LCD ได้เข้ามามีบทบาทมากมายในชีวิตประจำวันของเรา และปัจจุบันนี้ก็มีจอ LCD จากผู้ผลิตหลายๆ ราย ที่แต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อมีความสามารถหลากหลายชนิดที่เรียกว่าเลือกกันไม่ถูกเลยทีเดียว ในโอกาสนี้ทีมงาน LCDSPEC.com จะแนะนำองค์ประกอบต่างๆ ที่ควรพิจารณา และเคล็ดไม่ลับในการเลือกซื้อ LCD monitor หรือ LCD TV ให้ถูกใจคุณที่สุดนะครับเอ… แล้วจอ LCD มันดีตรงไหนครับ? ทำไมผมถึงจะต้องเปลี่ยนจากจอแก้วมาใช้ LCD ด้วย?คุณสมบัติแรกของ LCD TV ที่เตะตาคุณตั้งแต่แรกพบเลยก็คือ ขนาดที่กระทัดรัด และผอมบางมากเมื่อเทียบกับจอหลอดแก้ว (หรือจอ CRT) ทั่วไป นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติที่เป็น “จอแบน” อย่างแท้จริงอีกด้วย ทำให้จอ LCD สามารถแสดงภาพได้อย่างไม่บิดเบี้ยว หรือผิดเพี้ยน คุณสามารถบอกลาเส้นตรงแบบ “หลอกๆ” บนจอแก้วโค้งๆ อย่างจอ CRT ไปได้เลยครับ และด้วยความเพรียวบางของมันนี่เอง ทำให้คุณมีอิสระในการวางจอได้มากขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยพื้นที่มากนัก หรืออาจจะแขวนไว้กับผนังก็ดูเท่ไม่เบาเลยครับ แถมมันยังสามารถเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นงามประดับห้องนั่งเล่นของคุณได้อีกด้วยนอกจากนี้จอ LCD TV ยังสามารถรองรับการใช้งานในอนาคตมากกว่าทีวีทั่วไปอีกด้วย โดยนอกจากพวกมันจะสามารถแสดงภาพความละเอียดสูงจาก source ต่างๆ เช่นเครื่องเล่น DVD, เครื่องเล่น Blu-ray disc, เครื่องเล่นเกม หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แล้ว ในอนาคตถ้าฟรีทีวีบ้านเราเปลี่ยนระบบออกอากาศเป็นแบบดิจิตอล ที่ให้ความคมชัดของภาพและเสียงเหนือกว่าระบบอนาล็อกในปัจจุบันอยู่มาก คุณก็อุ่นใจได้เลยว่า LCD TV เมื่อเอาไปต่อกับ digital receiver box แล้ว LCD ตัวเก่งของคุณจะสามารถแสดง content เหล่านี้ได้สบายๆผมชักจะสนใจ LCD TV ขึ้นมาแล้วสิครับ เอ… แล้วถ้าผมอยากจะซื้อมาใช้ซักตัวนึง ผมจะต้องพิจารณาอะไรบ้างครับ? องค์ประกอบหลักๆ ที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ LCD TV มีทั้งหมด 8 ประเด็นด้วยกันครับ นั่นคือ: 1. ขนาดของจอ– จอ LCD มีขนาดให้เลือกค่อนข้างหลากหลายทีเดียว ที่มีขายในบ้านเรานั้นมีให้เลือกตั้งแต่ขนาด 20 นิ้วไปจนถึงขนาด 80 นิ้ว ขึ้นอยู่กับความต้องการใช้งาน และงบประมาณของคุณ แน่นอนครับ ขนาดที่ใหญ่กว่าย่อมให้ภาพที่ใหญ่อลังการ และดูคล้ายกับจอหนังในโรงภาพยนตร์มากขึ้น จอใหญ่ๆ จะเหมาะสมกับห้องกว้างๆ เช่นห้องนั่งเล่น ที่คุณสามารถนั่งชมภาพยนตร์กับสมาชิกในครอบครัวได้ ส่วนจอที่มีขนาดเล็กลงมา จะเหมาะกับห้องที่มีขนาดเล็กลง เช่นห้องนอนเป็นต้น แต่อย่าลืมนะครับว่า ยิ่งจอใหญ่เท่าไหร่ ราคาก็ขยับสูงขึ้นไปเท่านั้นคนส่วนใหญ่จะเลือกซื้อจอที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่งบประมาณที่ตั้งไว้จะสามารถซื้อได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเลือกขนาดของจอที่เหมาะสม ควรพิจารณาจากระยะการรับชมเป็นหลัก โดยขนาดของจอควรมีความสัมพันธ์กับระยะห่างที่คุณตั้งใจเอาไว้ว่าคุณจะนั่งดูทีวี ตัวอย่างเช่น หากคุณซื้อจอขนาด 40 นิ้ว เพื่อมานั่งชมในระยะห่างไม่ถึง 1 เมตร คุณคงรู้สึกไม่สบายตาแน่ๆ แต่ถ้าคุณนั่งห่างออกมาซัก 2 – 4 เมตร ก็จะเป็นระยะที่ดูแล้วสบายที่สุด และเป็นระยะที่จะได้รับประโยชน์จาก LCD TV ของคุณได้อย่างเต็มที่ตารางข้างล่างนี้แสดงขนาดจอที่เราแนะนำ เมื่อเปรียบเทียบกับระยะห่างในการชมที่คุณตั้งใจไว้ขนาดของจอระยะการชมที่แนะนำ (โดยประมาณ) 20 นิ้ว60 เซนติเมตร - 2 เมตร24 นิ้ว1 – 1.8 เมตร26 นิ้ว1 – 2 เมตร32 นิ้ว1.2 – 3 เมตร37 นิ้ว1.5 – 3.5 เมตร40 นิ้ว2 – 4 เมตร46 นิ้ว2.5 – 5 เมตรตัวเลขจากตารางข้างบน เป็นตัวเลขที่เราแนะนำเท่านั้น การเลือกขนาดที่เหมาะสมควรเลือกขนาดที่คุณคิดว่าลงตัวที่สุดกับระยะการชมที่คุณต้องการ หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถอ่านได้จากบทความที่เว็บไซท์ www.lcdspec.com ครับ2. Response time– การวัด response time หมายถึงค่าที่ได้จากการวัดระยะเวลาของเม็ดพิกเซลที่ใช้ในการแสดงสีดำสนิท –> เปลี่ยนเป็นสีขาวสนิท –> และเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทอีกครั้ง (pixel หมายถึงเม็ดสีหรือจุดสีซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของ LCD) ยิ่งตัวเลข response time น้อยเท่าไหร่ ยิ่งหมายความว่าคุณจะเห็นเอฟเฟคท์ต่างๆ เช่น เงา (ghosting) หรือ ขอบของวัตถุที่ลากเป็นทางยาว (streaking) ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการแสดงภาพเคลื่อนไหวเร็วๆ เช่นการเล่นเกม หรือภาพการแข่งกีฬา เป็นต้นแต่เนื่องจากปัจจุบัน ผู้ผลิตแต่ละรายใช้วิธีการวัด response time ที่ไม่เหมือนกัน จึงเอาตัวเลขนี้มาเป็นหลักในการพิจารณาได้ไม่ทั้งหมด เพราะฉะนั้นคุณจึงควรเอาหนัง หรือเกมแผ่นโปรดไปเปิดทดสอบด้วยตนเองที่ร้านครับ3. ความละเอียดของ Panel (Panel resolution)– จอ LCD TV ที่มีขายในบ้านเราโดยส่วนใหญ่จะมีอยู่ 2 ประเภท นั่นคือจอ HD Ready และจอ Full HD ซึ่งตัวเลขความละเอียดของหน้าจอนั้น เป็นตัวบอกจำนวนของจุดสี (หรือเม็ดพิกเซล) ที่ประกอบขึ้นมาเป็นจอนั้น• จอ HD Ready มีความละเอียดอยู่ที่ 1366 x 768 พิกเซล ซึ่งหมายถึงว่ามีจำนวนพิกเซลในแนวนอน 1366 จุด และแนวตั้ง 768 จุด ซึ่งคำนวณออกมาแล้วจะได้จำนวนพิกเซลทั้งหมด 1,049,088 จุด หรือประมาณ 1 ล้านพิกเซลนั่นเอง• จอ Full HD มีความละเอียดอยู่ที่ 1920 x 1080 พิกเซล ซึ่งเมื่อคำนวณออกมาแล้วจะได้จำนวนพิกเซลทั้งหมด 2,073,600 พิกเซล หรือประมาณ 2 ล้านพิกเซลนั่นเองความละเอียดของ Panel ยิ่งสูงเท่าไหร่ ยิ่งหมายถึงว่ามันสามารถแสดงรายละเอียดของภาพได้มากขึ้นเท่านั้น ลองนึกเปรียบเทียบจอ 40 นิ้วแบบ HD Ready กับแบบ Full HD ดูนะครับ จอทั้งสองตัวนี้มีขนาด 40 นิ้วเท่ากันก็จริง แต่จอแบบ Full HD จะสามารถแสดงรายละเอียดยิบย่อยได้ดีกว่า เนื่องจากในพื้นที่ 40 นิ้วเท่ากันนั้น มันมีจำนวนเม็ดพิกเซลที่บรรจุอยู่ในนั้นมากกว่าประมาณ 2 เท่า ซึ่งทำให้ภาพดู “เนียน” มากขึ้นนั่นเองจอแบบ HD Ready ถูกออกแบบมาให้แสดงผลที่ความละเอียด 720p (720 เส้น) แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณป้อนสัญญาณที่มีความละเอียดสูงกว่านั้นเข้าไป (เช่น 1080i หรือ 1080p) จอ HD Ready ก็จะเอาสัญญาณภาพไปผ่านวงจรลดขนาดภาพให้เหลือเท่ากับ 720p เพื่อให้สามารถแสดงผลบน Panel ที่มีความละเอียดต่ำกว่าสัญญาณที่ป้อนเข้าไปได้ส่วนจอแบบ Full HD เมื่อคุณป้อนสัญญาณแบบ 1080i หรือ 1080p (1080 เส้น) เข้าไป จอก็จะเอาไปแสดงผลได้ทันทีโดยไม่ต้องผ่านวงจรขยายภาพก่อน แต่ถ้าคุณป้อนสัญญาณแบบ 480p หรือ 720p เข้าไป จอก็จะเอาสัญญาณนั้นไปขยายให้มีขนาดเท่ากับ 1080p เพื่อให้สามารถแสดงบน Panel ได้อย่างไรก็ตาม ความละเอียดก็ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของการเลือกซื้อ LCD TV เพราะมันขึ้นอยู่กับ content ที่คุณจะเอามาแสดงบนจอด้วย คุณสามารถศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ Panel resolution กับระยะการชม รวมถึงความแตกต่างของ 720p, 1080i และ 1080p ได้ที่เว็บไซท์ www.lcdspec.com ครับ4. ความสว่าง (brightness)– ความสว่างของจอ LCD นั้นเป็นการวัดความเข้มของแสงที่จอ LCD สามารถแสดงได้ โดยมีหน่วยเป็น cd/m2 (candela per square meter) หรือ nits — ความสว่างเป็นตัวแปรสำคัญตัวหนึ่งของจอ LCD ทีเดียว จอที่สว่างมาก ก็จะสามารถสู้แสงสว่างมากๆ ได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในกรณีที่คุณเอาทีวีไปตั้งไว้ในห้องที่มีแสงสว่างเยอะๆโดยทั่วไปแล้ว LCD ที่มีวางขายในตลาดบ้านเรา จะมีความสว่างอยู่ที่ 300 nits ขึ้นไป และความสว่างที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 400 nits แต่ถ้าจะสว่างกว่านั้นก็ไม่ผิดกติกาอะไรครับ5. Contrast Ratio– ความหมายของ Contrast ratio คืออัตราส่วนระหว่างจุดที่มืดที่สุดกับจุดที่สว่างที่สุดที่จอสามารถแสดงได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งในทางปฏิบัติแล้ว Contrast ratio ที่ดีพอ จะช่วยให้จอสามารถแสดงรายละเอียดในส่วนมืด และส่วนสว่างของภาพได้ดียิ่งขึ้น และ contrast ratio สูงๆ จะช่วยให้จอสามารถแสดงรายละเอียดของภาพในฉากที่มืดๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วยจอ LCD ที่มีขายในบ้านเราในปัจจุบัน มีค่า Contrast ratio ตั้งแต่ 2000:1 ขึ้นไปจนถึง หลายล้านต่อหนึ่งก็มี จึงทำให้ตัวเลขนี้ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไรนัก จอที่เราแนะนำควรจะมี dynamic contrast ratio ประมาณ 30000:1 ขึ้นไป และหากคุณสนใจเกี่ยวกับรายละเอียดในเรื่อง contrast ratio และความแตกต่างของ Panel contrast ratio กับ dynamic contrast ratio อย่าลืมเข้าไปศึกษาได้ในเว็บไซท์ของเรานะครับ6. มุมมองการรับชม (viewing angle)– มุมมองการรับชม หมายถึงมุมมองในการรับชมจากด้านข้าง, ด้านบน หรือด้านล่างที่สามารถรับชมได้โดยคุณภาพของภาพไม่ลดลง ลองนึกเปรียบเทียบกับทีวีจอแก้วเลยครับ คงไม่มีใครนั่งชมทีวีตรงหน้าจอตลอดเวลาได้แน่ๆ ถึงแม้ว่าคุณจะนั่งอยู่กลางจอพอดี แต่เพื่อนที่นั่งอยู่โซฟาตัวเดียวกับคุณก็จะต้องมองทีวีในมุมด้านข้าง หรือแม้แต่เวลาคุณวางหน้าจอไว้ที่โต๊ะ และนั่งกับพื้นเพื่อเล่นวีดีโอเกม คุณก็ต้องมองภาพบนจอจากมุมด้านล่างเช่นเดียวกันธรรมชาติของจอ LCD นั้นมีข้อจำกัดในเรื่องของมุมมอง ทำให้มันไม่สามารถมองได้ทุกมุมอย่างจอ CRT ได้ ผู้ผลิตจอจึงได้เอาตัวเลของศาการมอง (viewable angle) มาเป็นจุดขายของ LCD TV ด้วย โดยตัวเลขที่ผู้ผลิตโฆษณานั้นจะแสดงเป็นตัวเลข เช่น 160/160 หมายถึง คุณสามารถมองภาพบนจอนั้นด้วยมุมมองด้านข้าง/ด้านบนหรือล่าง ได้กว้างสูงสุดที่ 160 องศา โดยที่ภาพไม่มีอาการสีเพี้ยนให้เห็นตัวเลข viewing angle ยิ่งใกล้ 180 องศาเท่าไหร่ ยิ่งหมายความว่าจอ LCD นั้นมีมุมมองที่กว้างมากนั่นเอง7. ความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ (connectivity)– อีกประเด็นที่ควรพิจารณาในการเลือกซื้อ LCD TV คือ จำนวนช่องสัญญาณประเภทต่างๆ ที่มีมาให้ ตรงนี้ควรเลือกให้สอดคล้องกับความต้องการของคุณ หากคุณมีแผนที่จะเอา LCD TV ตัวนี้ไปต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเล่น DVD, เครื่องเล่นเกมอย่าง XBOX 360 หรือ Playstation 3 หรือแม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์, กล้องดิจิตอล และอุปกรณ์พกพาต่างๆ คงไม่สนุกแน่ๆ ถ้าทีวีของคุณมีพอร์ท HDMI เพียงพอร์ทเดียว แต่คุณมีอุปกรณ์ที่ใช้ HDMI อยู่ 3 ชิ้น และคุณจะต้องถอดอุปกรณ์สลับไปมาเวลาที่คุณต้องการใช้งานพอร์ทต่างๆ ที่เราแนะนำว่า LCD TV ควรจะมีคือ:• พอร์ท HDMI (High Definition Multimedia Interface) สำหรับต่อกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่ส่งสัญญาณแบบดิจิตอล เช่นเครื่องเล่น Blu-ray disc, เครื่องเล่น DVD และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เราแนะนำว่าจอ LCD ของคุณควรมีพอร์ท HDMI อย่างน้อย 2 พอร์ท• พอร์ท Component เป็นพอร์ทรับสัญญาณอนาล็อกคุณภาพสูง ซึ่งควรจะมีอย่างน้อย 2 พอร์ท• พอร์ท Composite และ S-Video สำหรับต่ออุปกรณ์ที่มีช่อง AV-Out หรือ S-Video out ทั่วไป ซึ่งพอร์ทนี้ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมาตรฐานที่ให้มากับ LCD TV แทบจะทุกรุ่น• พอร์ท VGA หรือ D-Sub สำหรับเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์แบบอนาล็อก หรือเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นๆ ที่มีช่อง VGA out ตรงนี้สามารถเลือกให้ตรงกับความต้องการของคุณ หากคุณไม่ต้องการใช้มัน ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อ LCD TV ที่มีพอร์ทนี้• พอร์ท LAN สำหรับเชื่อมต่อ internet หรือเล่นไฟล์มัลติมีเดียจาก UPNP (DLNA) server พอร์ทนี้จะพบได้ใน LCD TV แบบไฮเอนด์ หากคุณไม่มีความจำเป็นต้องใช้มัน ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ LCD TV ที่มีพอร์ทนี้8. เสียง (sound)– LCD TV ทั่วไปจะติดลำโพงมาด้วยอยู่แล้ว การเลือกลำโพงให้ถูกใจนั้นไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับรสนิยม และความต้องการของผู้ฟังเป็นหลัก ข้อควรระวังในประเด็นนื้คือ จอ LCD บางรุ่น โดยเฉพาะรุ่นที่ออกแบบมาสำหรับใช้เป็น Monitor จะไม่มีลำโพงติดมาด้วย เพราะฉะนั้นคุณจะต้องหาซื้อลำโพงมาใช้ต่างหาก เราจึงขอแนะนำให้ศึกษาสเป็กให้ละเอียดก่อนเลือกซื้ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทีมงาน LCDSPEC หวังว่าคุณจะสามารถเลือกซื้อ LCD TV ได้ถูกใจมากยิ่งขึ้นนะครับ หากคุณสนใจอยากทราบรายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งรายละเอียดทั่วไป และรายละเอียดทางเทคนิค สามารถเข้าชมได้ที่เว็บไซท้ www.lcdspec.com ของเรา ซึ่งมีทั้งสาระความรู้และข่าวสารต่างๆ เกี่ยวกับวงการ LCD รวมถึงบทความน่ารู้ และรีวิวจอ LCD เด็ดๆ ให้ตัดสินใจก่อนเลือกซื้อ นอกจากนี้เรายังมีเว็บบอร์ดสำหรับให้สมาชิกได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และความรู้ต่างๆ ด้วยครับแล้วพบกันนะครับDownload บทความนี้————————————————————————————————————————————————————–สงวนสิทธิ์: 2551 LCDSPEC.com ห้ามทำซ้ำส่วนหนึ่งส่วนใด หรือทั้งหมดของบทความนี้โดยไม่ได้รับอนุญาติ
Review : Sharp LC-40LE700M จอ Direct LED TV สุดล้ำ แทบหาที่ติไม่ได้ !!
หลังจากเข้าหน้าฝนกันมาได้สักระยะ ช่วงนี้ก็รู้สึกว่าฝนจะตกกันทุกวันเลย หวังว่าเพื่อนๆ คงสบายดีกันนะครับ ใครที่ไม่สบายแล้วก็อย่าลืมไปเยี่ยมคุณหมอกันด้วยนะครับ จะได้หายไวๆ มานั่งอ่านรีวิวกันต่อ อิอิ อ่อเกือบลืมกล่าวสวัสดีชาว LCDSpec.com กันเลยทีเดียว คราวนี้ก็มาคิวของ Sharp LC-40LE700M Direct LED TV กันบ้างLC-40LE700M เป็นรุ่นใหม่ล่าสุดจาก Sharp ยี่ห้อชั้นนำจากญี่ปุ่น ที่ใส่ใจคุณภาพของการแสดงผลอย่างมาก และ ยังเป็น LCD TV ยี่ห้อแรกๆในตลาด ที่ผ่านมา Sharp ได้รับการตอบรับที่ดีในระดับหนึ่งอยู่แล้ว และเมื่อต้นปี 2010 นี้ Sharp ก็ได้เปิดตัว LCD TV รุ่นใหม่ๆ รวมทั้ง LED รุ่นนี้นี่เอง ซึ่งเรียกได้ว่า เปิดตัว LED รุ่นแรกก็เปิดตัวอย่างสวยงาม ด้วย Direct LED TV เลยจริงๆแล้ว LC-40LE700M นี้มีรุ่นแฝด คือ LC-40LB700M ซึ่งเสปคและรูปทรงทุกอย่างแทบจะเหมือนกันหมด แต่จะมีเพิ่มเครื่องเล่น Bluray Player มาในตัว เพื่อประหยัดพื้นที่การติดตั้ง และ สะดวกในการควบคุมจากรีโมทเพียงอันเดียว อาจจะดูแปลกใหม่ในบ้านเรา แต่ที่ญี่ปุ่น การพ่วงเครื่องเล่นแบบนี้ เป็นที่นิยมมากหน้าจอมีให้เลือกขนาดเดียว คือ 40 นิ้วนั่นเอง มาพร้อมการแสดงสีที่จัดจ้าน และสีดำที่ดำสนิท ด้วยเทคโนโลยี Direct LED อาจจะฟังแล้วงงๆ กันอยู่ แล้วถ้าบอกว่าเป็น Full LED หล่ะ หลายๆ คนคงจะถึงบางอ้อกันเลยทีเดียว ว่าแล้วก็มาแกะกล่องประกอบกันสักครู่ก่อน แล้วเดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟัง… เอ๊ะยังไง อืมเอาเป็นว่าประกอบกันจริงๆ ละกันครับ แกะกล่องมามี ตัวเครื่อง ฐาน คานเหล็กสำหรับยึดฐานกับตัวเครื่อง สกรู 8 ตัว แล้วก็สายไฟ รีโมท แล้วก็คู่มือ ส่วนโฟม พลาสติกแล้วก็สก็อตเทปคงไม่ต้องไปพูดถึงมันนะว่ามีมาด้วยร่ายกันมาเยอะแล้วคิดว่าคงอยากเห็นสเปกกันแล้วหล่ะมั้ง … เมื่อกี้ใครยกมือว่าไม่อยากดูครับ เอามือลงก่อน ไม่อยากดูก็อยากจะบอก.. ฮืมเอาสิ –.-“จุดเด่นของ LC40LE700M เครื่องนี้ Sharp ใช้หน้าจอแบบ AQUOS LED ที่ได้ผสมผสาน หน้าจอแบบ X-GEN กับ หลอด LED ขนาดเล็กทั่วหน้าจอ ในรูปแบบ Ultra-rilliant จึงทำให้สามารถแสดงผลที่ความคมชุดสูง สีดำที่เข้มสนิท ให้มิติความชัดลึกที่ยอดเยี่ยม และ ประหยัดพลังงานกว่าหน้าจอแบบ X-Gen Panel จะมีการจัดเรียงของ Pattern ที่ดีกว่าหน้าจอแบบอื่น ทำให้ลดอาการแสงเล็ดลอด (หรือแสงรั่ว) จากแสง Backlight จากหลังหน้าจอ ผนวกกับ Crystal Clear Technology ที่ช่วยลดแสงสะท้อนที่ตกกระทบมาบนผิวจอ ไม่กระจายแผ่ไปทั่ว จนกระทบต่อการรับชมสีเข้มๆ หรือ บริเวณภาพมืดๆ จึงทำให้เราสามารถเห็นสีดำที่สนิทกว่าจอทั่วๆไปอีกจุดเด่นสำคัญ คือหน้าจอนี้เป็นแบบDirect LED (หรือค่ายอื่นอาจจะเรียกว่า Full LED) ซึ่ง Sharp ใช้เทคโนโลยี Brilliant LED ทั่วทั้งหน้าจอ การติดตั้งของหลอดระยะห่างของแสงจากหลอด LED ที่ส่องไปยังหน้าจอ มีความเท่ากันทั้งจอ ซึ่งได้เปรียบกว่าแบบ Edge Light Method ที่ยังใช้งานร่วมกับหลอด CCFL ที่ให้ความสว่างแตกต่างกันในส่วนของหลอด CCFL และ LED นอกจากนี้การใช้ LED ทั่วทั้งจอ ยังช่วยลดการใช้พลังงานอีกด้วย ซึ่งหลอด LED นี้มีอายุการใช้งานยาวนานถึง 100,000 ชั่วโมงเลยทีเดียวก็อย่างที่บอกนะ (ตอนไหน) ว่าเป็น Full HD เพราะฉะนั้นความละเอียดหน้าจอคงจะหนีไปไหนไม่ได้ นอกจาก 1920 x 1080 Pixel ให้ค่าความสว่างสูงถึง 450 cd/m2 และให้ภาพดูราบรื่นไม่มีสะดุด ด้วยเทคโนโลยี 100/120Hz Fine Motion Advance  สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดกับการปรับแสงสว่างหน้าจอให้เหมาะกับสภาพแสงสว่างภายในห้องอย่าง Advance OPC และระบบรีโมทเดียวหลายเครื่องเล่น ผ่านทาง AQUOS LINKการออกแบบของ Sharp LC-40LE700M นี้มาใน Theme เดียวกับ Sharp รุ่นของปีที่ผ่านๆมาอย่าง A77 ที่ตัวเครื่องจะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ดูแข็งแรง และ บึกบึน ผสมกับความหรูหราเช่นเคย มีการเพิ่มมิติด้วยเฉดสีแดงด้านล่างของตัวเครื่อง มาพร้อมฐานตั้งทรงสี่เหลี่ยมที่รับกับตัวเครื่องได้เป็นอย่างดี ฐานตั้งนี้ไม่สามารถหมุนปรับซ้ายขวาได้ ซึ่งให้ความแข็งแรงเป็นอย่างดีด้วยดีไซน์เรียบๆ ที่แอบพกความหรูหรามาด้วย กับกรอบจอสีดำแบบกรอสซี ที่ตัดกับตัว “A” ไฟสีฟ้าสัญลักษณ์การทำงานของหลอด LED BRILLIANTมาดูกันชัดๆ ไปเลย อ๊ะ.. ไฟมี 2 ดวง… ไม่ใช่แล้ว จะบอกว่าฐานก็ออกแบบมาเป็นแบบพลาสติกสีดำกรอสซี่ที่มีความเงามากต่างหาก เงาซะสะท้อนโลโก้ได้ซะชัดเลย ซึ่งไฟดวงนี้ สามารถสั่งปิดได้ เพื่อไม่ให้รบกวนการรับชมรายการได้จากเมนูหลักมุมบนซ้ายไม่มีอะไรมากกว่าบอกว่าเป็น AQUOS ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Sharp Aquos LCD/LED TV ทุกรุ่นส่วนบนขวาเป็นสติ๊กเกอร์บอกถึงรุ่น Sharp LE700 ว่าจอนี้เป็น AQUOS LED ที่ให้ภาพได้ถึง FullHD@1080P ความคมชัดระดับ MEGA Contrast ที่มี 100/120Hz Fine Motion Advance มีระบบ OPC สำหรับปรับแสงหน้าจออัตโนมัติ รับสัญญาณภาพแบบ 1080@24P ที่ทำให้ได้อารมณเหมือนชมจากฟิล์มภาพยนตร์ก็ได้ เสียงหนักแน่นด้วย Bass Enhancer สุดท้ายด้วย AQUOs Link ที่สามารถใช้ร่วมกับ AQUOS ตัวอื่นๆ ได้ผ่านทาง HDMI-CECมุมล่างขวาบอกว่าระบบเสียงนี้เป็น SRS TruSurround XT กับไฟสถานะ Power กับ OPC ส่วนสองจุดด้านขวาสุดให้ทายละกันครับว่าจุดไหนรับรีโมท จุดไหนเป็นเซนเซอร์วัดแสง โพสกันสนุกๆ ได้ที่ท้ายรายการนะครับ (ไม่มีเฉลย ไม่มีของรางวัล มีแต่ความสนุกเท่านั้น อิอิ)ด้านหลังก็เรียบๆ ตรงกลางมีชื่อ Aquos บอกให้รู้ว่าฉันเป็นใคร จะสังเกตุได้ว่าเครื่องค่อนข้างเหลี่ยมตั้งแต่ด้านหน้า ด้านหลัง และ ตามช่องเล็กช่องน้อย ซึ่งดูแล้วแข็งแรง และ เป็นระเบียบดี แบ่งช่องเสียบออกเป็นสองส่วน ซ้ายมือเป็นช่องสัญญาณ ขวามือเป็นปลั๊กไฟ (ถอดเปลี่ยนสายได้) ส่วนการแขวนผนังนั้นใช้กับ Wall Mount ที่เป็น VESA mount 400mm ครับ ว่าแต่เคยมีใครบ้างที่วางจออยู่นานนึกจะแขวนขึ้นมาประกฏว่ามีแมลงที่ไหนเอาดินมาอุดก็ไม่รู้ ต่อไปนี้ก็หมดปัญหาได้แล้วครับ ด้วยอุปกรณ์อันแสนล้ำลึกที่มีชื่อว่า “จุกยาง” ครับ เราต้องแย่งมันอุดไว้ก่อน o.Oอืม…ถ้าใครทำรีโมทหายไปแล้ว ปุ่มควบคุมต่างๆ อยู่ข้างเครื่องนะครับ อ่อยังมีช่องสัญญาณบางช่องแอบอยู่แถวนี้ด้วย และด้วยจอนี้เป็นแบบ Direct LED หรือ Full LED นั่นเอง การจัดเรียงหลอด LED จึงเข้าใกล้หน้าจอยิ่งขึ้น บวกกับไม่มีการใช้หลอดไฟ CCFL ด้วย จึงทำให้ตัวจอดูเหมือนจะบางกว่า Sharp รุ่นอื่นๆซะหน่อย แม้จอจะบางลงแต่ฐานจอยังกว้างเท่าเดิม ก็เท่านั้นนะ ฮ่าๆ เอ่อ…. เริ่มออกนอกเรื่องอีกแล้ว
บทความ: มาเรียนรู้หลักการทำงานการแสดงภาพ 3มิติ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันกันเถอะ
คงต้องยอมรับกันนะครับ ปีนี้กระแส 3มิติ มาแรงเหลือเกิน ถ้าติดตามข่าวสารเกี่ยวกับวงการไอทีกันมาบ้าง เราก็จะเห็นผู้ผลิตทีวีหลายๆ ค่าย เปิดตัวทีวี 3มิติกันอย่างพร้อมเพียงกัน ตั้งแต่งาน CES 2010 เมื่อต้นปีที่ผ่านมาแล้ว อีกทั้งในตอนนี้ก็ผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ก็สนใจที่จะนำเสนอภาพยนตร์ที่เป็น 3มิติ กันทั้งนั้นเลย ถ้าหากยังนึกไม่ออกว่ามีภาพยนตร์เรื่องอะไรที่เป็น 3มิติ บ้าง ก็ลองนึกถึงภาพยนตร์เรื่อง “Avatar” กันดูนะครับ ซึ่งถ้าใครได้มีโอกาสไปชมเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ 3มิติ อย่างโรง IMAX สยามพารากอน หรือตอนนี้ถ้าใครได้ถอยทีวี 3มิติ พร้อมกับภาพยนตร์ Avatar ที่เป็น Blu-ray แบบ 3มิติ มาแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่าเหมือนได้ร่วมผจญภัยอยู่บนดาวแพนโดร่าก็ไม่ปานนะครับแต่สำหรับใครที่จะซื้อทีวี 3มิติ เพื่อมาไว้รับชมกันภายในบ้าน ภายในครอบครัว ก่อนที่จะไปสัมผัสตัวจริงกันอยากจะให้มาเรียนรู้หลักการแสดงภาพ 3มิติ ก่อน ซึ่งจะแบ่งได้เป็น 4หลักการทำงาน คือ Anaglyph(แว่นตาน้ำเงิน/แดง)อย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าจริงๆ เทคโนโลยีอย่างการแสดงภาพ 3มิติ มันมีมานาน ถ้านับกันจริงๆ ก็ตั้งแต่ ค.ศ. 1920 แล้ว ซึ่งในยุคนั้นจะใช้เป็น แว่นตาสีแดง-น้ำเงิน เครื่องอุปกรณ์เสริม เพื่อช่วยให้เราสามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ โดยมีหลักการทำงานอย่างง่ายๆ คือ การแสดงภาพสองภาพลงไปบนเฟรมเดียวกัน ซึ่งภาพทั้งสองภาพนั้นจะมีโทนสีที่แตกต่างกันคือมี สีแดงและสีน้ำเงิน อีกทั้งยังมีมุมมองเหลื่อมกันอยู่เล็กน้อย ถ้าเรามองด้วยตาเปล่า เราก็จะเห็นเป็นเพียงภาพเบลอๆ เรียกได้ว่าถ้าดูนานๆ อาจจะตาลายหรือเวียนหัวกันทีเดียว เพราะฉะนั้นเราจึงต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นแดง-น้ำเงิน ซึ่งจะมาทำหน้าที่เป็นตัวฟิลเตอร์ กรองสีที่ไม่ตรงกับสีของแว่นตาออกไป โดยที่แว่นตาสีแดงจะกรองภาพสีแดงออกไปให้เห็นแต่ภาพสีน้ำเงิน ส่วนแว่นตาสีน้ำเงินก็จะกรองภาพส่วนที่เป็นสีแดงออกไป ทำให้ตาทั้งสองเห็นภาพที่แตกต่างกัน สมองจะตีความด้วยการรวมภาพที่มองเห็นแตกต่างกันสองภาพ อีกทั้งมีมุมแตกต่างกัน ผลที่ได้คือเราจะมองเห็นเป็นภาพ 3มิติ  นั่นเอง ข้อสังเกตของหลักการ  Anaglyph ก็คือ ภาพที่เรารับชมจะมีสีสันไม่สดใสเท่าที่ควร แต่มีต้นทุนในการผลิตที่ไม่สูงมาก Polarized 3-D Glassesหลักการแบบ Polarized นี่คือหลักการทำงานของ 3มิติ ที่อยู่ในยุคปัจจุบัน อย่างภาพยนตร์เรื่อง Avatar ก็ใช้เทคนิคนี้เช่นกัน รวมถึงโรงภาพพยนตร์ 3มิติ อย่าง IMAX อีกด้วยการทำงานจะมีความคล้ายคลึงกับ Anaglyph โดยใช้การแสดงภาพมาลงที่เฟรมเดียวกันเหมือนเดิม แต่ในคราวนี้จะไม่ใช่สีเป็นตัวฟิลเตอร์ แต่จะใช้แนวการวางตัวของช่องการมองเห็นแต่ละภาพที่ฉายซ้อน กันอยู่ เช่น จากในภาพแว่นตาข้างซ้ายจะเห็นมองเป็นภาพที่ผ่านช่องในแนวตั้ง ส่วนตาขวาจะมองเห็นภาพที่ช่องในแนวนอน ซึ่งทั้งสองภาพมีมุมมองที่แตกต่างกัน ดังนั้นมันก็จะเข้าหลักการเดิม นั่นก็คือ การทำให้ตาแต่ละข้างของเรามองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกัน เมื่อสมองพยายามรวมภาพทั้งสองที่มีความแตกต่างของมุมมอง ภาพที่เห็นจึงเกิดเป็น 3มิติ ซึ่งแว่นตาของ Polarized จะมีราคาที่ไม่สูงมากนัก Paralax Barrier ในปัจจุบันนั้นเราอาจจะยังไม่เห็นหลักการทำงานแบบ Paralax Barrier นี้เท่าไหร่นัก แต่เชื่อได้เลยว่ามันจะต้องเป็นหลักการทำงานที่ทีวี 3มิติ ยุคถัดๆ ไป นำใช้กันอย่างแน่นอน เพราะว่า Paralax Barrier ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์อย่างแว่นตา 3มิติ มาให้เราสวมใส่ เราก็สามารถรับชมภาพ 3มิติ ได้ด้วยตาเปล่าๆ ของเราเองได้ทันที ที่พอจะนึกออกตอนนี้ก็จะมีเพียงกล้องดิจิตอล Fujifilm 3D W1 ที่เราสามารถมองเห็นภาพถ่ายบนจอ LCD ของกล้องเป็น 3มิติ ได้ทันที โดยไม่ต้องอาศัยแว่นตาแต่อย่างใด ซึ่งหลักการทำงานของมันก็คือ จะใช้วิธีแบ่งภาพที่มีมุมมองต่างกันเป็นแท่งๆ วางตัวสลับกัน (เหมือนเส้นสแกนในทีวี แต่ทีวีจะใช้ภาพมุมมองเดียวกัน) โดยมี Parallax Barrier ที่เป็นชั้นกรองพิเศษสามารถแบ่งแต่ละส่วนของภาพให้ตาแต่ละข้างที่มองผ่าน ชั้นนี้มองเห็นภาพที่ไม่เหมือนกันได้พร้อมกัน แน่นอนว่าสมองของเราพยายามที่จะรวมภาพที่มีมุมมองต่างกันให้เป็นภาพเดียว เราก็จะมองเห็น เป็นภาพ 3มิติ ซึ่งถ้าจะอธิบายกันง่ายๆ ก็คือ Parallax Barrier ทำหน้าที่ฟิลเตอร์ภาพทั้งสองภาพ ให้ตาแต่ละข้างได้มองเห็นคนละภาพกันครับ  Active Shutter Glassesหลักการทำงานนี้เรียกได้ว่านิยมใช้งานกันอย่างแพร่หลายกันเลยทีเดียว สำหรับทีวี 3มิติ ในยุคปัจจุบัน ที่แน่ๆ ตอนนี้ก็มี Samsung และ Panasonic ที่ใช้หลักการของ Active Shutter Glasses นับได้ว่าจากที่ผมเคยทดลองใช้งานแล้ว มันก็ได้ผลลัพธ์ทีน่าประทับใจจริงๆ ซึ่งการทำงานของ Active Shutter Glasses จะต้องอาศัยทีวีที่มีความถี่ในการแสดงภาพ 120Hz เป็นอย่างต่ำด้วย เพราะจะต้องแสดงภาพในเฟรมแรก สมมุติว่าเป็นตาซ้าย เฟรมถัดมาจะเป็นตาขวา เพราะฉนั้นการแสดงภาพจะเป็น ซ้าย – ขวา – ซ้าย – ขวา … จนครบ 120 เฟรม คิดเป็น 1 วินาที จะเห็นว่าตาซ้ายและขวาจะเห็นข้างละ 60 เฟรมพอดี ซึ่งเป็นความถี่ขั้นต่ำที่ทำให้ไม่รู้สึกว่าภาพสั่น อีกทั้งการทำงานนี้จะต้องอาศัยแว่นตา Active Shutter อีกด้วย เนื่องจากตัวแว่นจะทำหน้าที่สื่อสารกับตัวทีวีว่าจะบังตาข้างไหน เช่น เฟรมแรกเป็นตาซ้าย ทีวีจะบอกให้แว่นปิดตาขวา หรือถ้าทีวีแสดงเฟรมที่ต้องใช้ตาขวาดู ก็จะบอกให้แว่นบังตาซ้ายเอาไว้ เพราะฉะนั้นตัวแว่นเองก็ต้องใช้แบตเตอรี่ในการสื่อสารกับทีวี จึงทำให้แว่นแบบนี้มีราคาสูงกว่าแว่นตาที่ใช้หลักการ Polarized ที่ไม่มีระบบอิเล็กทรอนิกส์อยู่เลยครับทั้งหมดนี่คือหลักการทำงานของการแสดงภาพ 3มิติ ที่มีมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันนะครับ  ยังไงเร็วๆ นี้ จะมีบทความเจาะลึกเกี่ยวกับเทคโนโลยี 3มิติ ที่อยู่บนทีวีโดยเฉพาะเลย ยังไงอย่าลืมติดตามชมกันให้ได้นะครับ LCDSPEC.  ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.onlineschools.org/blog/how-3d-works/
RCA BRC3108 เครื่อง Blu-Ray แบบพกพา กะฟันราคา DMP-B15 เต็มที่
มีใครยังจำข่าวเครื่องพกพาตัวแรกของโลกอย่าง Panasonic DMP-B15 ที่เพิ่งออกมาวางขายจริงๆ เดือนที่แล้วได้ไหม แต่การติดป้ายราคาไว้ที่ 800 เหรียญ ทำให้มันแทบจะไม่มีโอกาสเข้าไปอยู่ในหัวที่ปรารถนาจะได้มาเลย แต่ถ้าใครยังอยากได้อะไรแบบนี้ ตอนนี้ RCA ได้ออก BRC3108 ตัวเครื่องขนาด 10 นิ้วมาแล้ว มีแบตเตอร์รี่ที่ชาร์จได้ มีลำโพงคู่ มีช่องหูฟัง มีช่อง HDMI และสายไฟที่เสียบชาร์จกับรถได้ด้วย ตอนนี้ราคาขายใน Amazon อยู่ที่ 349.99 เหรียญ และกำลังถูกส่งเอามาขายในร้าน Target ด้วย ตอนนี้ที่ Amazon ยังบอกว่าตัวเครื่องสามารถสั่งซื้อล่วงหน้าได้ และทาง Target เองก็ยังไม่มีเอาวางที่ชั้น แต่หลังจากนั้นไม่นาน ตอนนี้อัพเดตล่าสุดราคาขายที่ Target อยู่แค่ 299.99 เหรียญเท่านั้นที่มา : Engadget
โซนี่ไทย ร่วมเปิดนิทรรศการภาพถ่าย See Saw Seen ครั้งที่ 3
โดย 16 ศิลปินช่างภาพผ่านเลนส์กล้อง Alpha NEX Series (กรุงเทพฯ / 1 ก.ย. 53) – บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ร่วมมือกับหอศิลป์ร่วมสมัยอาร์เดล โดยผู้ช่วยศาสตรจารย์ ถาวร โกอุดมวิทย์ เปิดนิทรรศการภาพถ่าย See Saw Seen III (หรือ “เห็น III”) เพื่อจัดแสดงภาพถ่ายที่ถ่ายทอดด้วยกล้อง Alpha NEX3 และ NEX5 โดย 16 ศิลปินช่างภาพชื่อดัง ตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม ถึง 26 กันยายน 2553 ณ ดีโอบีหัวลำโพงแกลเลอรี โดยมีคุณฐาปณ สิริวัฒนภักดี นายกสมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานนิทรรศการ พร้อมด้วยคุณฟาริดา เฮงษฎีกุล ผู้จัดการแผนกสื่อสารการตลาด บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด ผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานนิทรรศการ SEE SAW SEEN III ครั้งนี้สำหรับนิทรรศการ “See Saw Seen ครั้งที่ 3” หรือ “เห็น III” เป็น การนำเสนอผลงานภาพถ่าย และภาพเคลื่อนไหวที่แปลกใหม่ด้วยมุมมอง และแนวคิดในการสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่าง หากเต็มไปด้วยสัมผัสอันละเอียดอ่อนทางความคิดที่กลั่นกรองออกมา ผสมผสานกับเทคโนโลยี และคุณสมบัติชั้นเลิศของกล้อง Alpha NEX series โดยศิลปินภาพถ่ายชั้นนำของเมืองไทยที่เคยแสดงผลงานในนิทรรศการ “เห็น” ทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา พร้อมด้วยศิลปินรับเชิญอีก 5 ท่าน ซึ่งได้เคยฝากฝีมือไว้ในวงการถ่ายภาพ และการประกวดผลงามภาพถ่ายในระดับนานาชาติมาแล้ว รวมทั้งสิ้น 16 คน คือ นิติกร กรัยวิเชียร, คณชัย เบญจรงคกุล, นภดล โชตะสิริ, อำมฤทธิ์ ชูสุวรรณ, อานนท์ ฮุนตระกูล, ถาวร โกอุดมวิทย์, อนัฆ นวราช, สตีเฟน เพตติเฟอร์, โอม พันธุ์ไพโรจน์, ชฤต ภู่ศิริ, โดมินิค เราซ, ศุภร ชูทรงเดช, อลงกรณ์ ศรีประเสริฐ, กนก สุริยสัตย์, ราล์ฟ ทูเท็น และดาว วาสิกศิริ
Review: Acer T230H – LCD Monitor Multi-Touch สัมผัสเพียงปลายนิ้ว
By: samantagtr | Date: 19 November 2009 | อ่าน 31,767 | 13 ความเห็น

« ก่อนหน้านี้     หน้าต่อไป »  

muti

T230H_0147

การใช้งานพื้นฐาน:

ถึงในส่วนของระบบ Touch Screen กันแล้วนะครับ ว่าเราจะใช้งานได้อย่างไรบ้าง จากการทดสอบเบื้องต้นจะเริ่มจากการใช้งานพื้นฐานโดยทั่วไปกันก่อน และเพื่อให้ประสิทธิภาพสูงสุดเราจึงใช้ระบบปฏิบัติการ Microsoft Windows 7 เป็นตัวทดสอบ (Windows Vista ยังไม่รองรับระบบ Multi-Touch Screen)

T230H_0075

T230H_0074

เริ่มจากการคลิกขวากันก่อนเพียงเรานำนิ้วกดค้างไว้ซักครู่หนึ่ง ก็จะมีวงกลมเล็กๆ และหน้าต่างขึ้นมา ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะคุ้นเคยกันบ้างแล้ว ถ้าให้ใช้ PDA Phone ที่เป็น Windows Mobile อยู่

T230H_0057

คราวนี้ลองมาทดสอบกับโปรแกรม Capture NX ซึ่งเป็นโปรแกรมตกแต่งรูปภาพของ Nikon โดยเฉพาะ ก็สามารถใช้ระบบ Touch Screen โดยในภาพนี้ผมลองใช้นิ้วลากปรับแต่งความสว่างของภาพดู ก็สามารถใช้งานได้ดี ไม่มีปัญหาอย่างใด

T230H_0141

ต่อมาจะเป็นส่วนของการคีย์ตัวอักษรต่างๆ โดยเพียงแค่เรานำ Keyboard on Screen ลากมาจากด้านข้างของขอบจอ (บางครั้งอยู่ซ้าย บางครั้งอยู่ขวา) เราก็สามารถป้อนตัวหนังสือได้แล้ว

T230H_0142

โปรแกรมนี้ไม่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมเลยนะครับ เพราะใน Windows 7 มีมาให้อยู่แล้ว เพียงแค่เรานำสาย USB ของจอมาต่อเท่ากับตัวเครื่อง โปรแกรมนี้ก็จะเริ่มการใช้งานได้ทันที

T230H_0069

ส่วนของตัวหนังสือภาษาไทยก็มีให้เลือกใช้นะครับ

T230H_0071

หรือจะใช้งานแบบเขียนเอาก็ยังได้ ในภาพนี้ผมทดสอบโดยใช้ปากกาธรรมดาเขียน ก็สามารถใช้งานได้ลื่นไหลเป็นอย่างดี

T230H_0086

T230H_0084

คราวนี้ลองทดสอบในโปรแกรมเพื่อรองรับมัลติมีเดียอย่าง Windows Media Center ดูบ้าง ผลที่ออกมาก็สามารถใช้งานได้แบบไม่ติดขัด

การใช้งานบนหน้าเว็บไซต์:

ที่นี้มาดูในส่วนของการใช้งาน IE8 กันบ้าง เราจะเริ่มจากการทดสอบ Back/Forward หน้าเว็บไซต์ดู โดยใช้นิ้วแตะลงไปที่หน้าจอแล้วปัดไปทางซ้าย-ขวา ตามต้องการ

T230H_0138

T230H_0137

T230H_0135

T230H_0134

T230H_0136

ผลที่ได้ก็คือ ใช้งานได้อย่างดี ลื่นไหล แถมยังสวยงามอีกด้วย

T230H_0129

ต่อมาจะเป็นการย่อ-ขยายของหน้าเว็บไซต์ เริ่มจากการย่อก่อนโดยใช้นิ้วสองนิ้วแตะลงไปที่หน้าจอพร้อมกับบีบนิ้วเข้ามาให้ชิดกัน

T230H_0130

ส่วนของการขยายเพียงก็เป็นวิธีการเดิมแต่เพียงแค่ขยายนิ้วออกจากกัน

T230H_0139

T230H_0140

และในการเลื่อนหน้าเว็บไซต์ขึ้น-ลง ก็แค่เพียงแตะหน้าจอแล้วลากนิ้วขึ้น-ลง ตามต้องการเท่านั้นเอง

T230H_0131

T230H_0132

สุดท้ายคือในส่วนของการย่อ-ขยายหน้าต่างซึ่งสามารถใช้วิธีการนี้ได้กับโปรแกรม เพียงแค่เรานำนิ้วกดลงที่แท๊ปด้านบนแล้วลากนิ้วขึ้นไปให้สุดขอบจอ ก็จะเป็นการขยายหน้าต่างให้เต็มจอแล้ว ส่วนการย่อหน้าต่างเราก็เพียรแค่ลากแท๊ปลงเท่านั้นเอง

การใช้งานบนโปรแกรมดูภาพ:

ต่อมาเป็นการทดสอบกับโปรแกรมดูภาพอย่าง Windows Photo Gallery ซึ่งเป็นโปรแกรมพื้นฐานที่ติดมากับ Windows 7 อยู่แล้ว

T230H_0145

T230H_0146

เริ่มโดยการเลื่อนภาพโดยใช้นิ้วแตะที่หน้าจอแล้วปัดนิ้วไปทางใดทางหนึ่ง

T230H_0067

T230H_0066

ต่อมาก็จะเป็นการย่อ-ขยายรูปภาพ ส่วนวิธีการก็เหมือนกับการย่อ-ขยายเว็บไซต์

T230H_0143

สุดท้ายก็คือ การพลิกภาพ(Rotate) โดยการใช้นิ้ว 2 นิ้วแตะลงไปบนภาพ แล้วใช้นิ้วใดนิ้วหนึ่งเป็นแกน ส่วนอีกนิ้วก็หมุนไปในทิศทางที่ต้องการ

T230H_0144

ตัวอย่างในภาพนี้ จะเห็นได้ว่าภาพที่ถ่ายเป็นการถ่ายแบบแนวตั้งแต่บนหน้าจอแสดงเป็นแบบแนวนอนอยู่ เราต้องการให้พลิกเป็นแนวตั้ง เราก็เพียงใช้นิ้ว 2 นิ้วแตะลงไปโดยใช้นิ้วโป้งเป็นจุดหมุนแล้วใช้นิ้วชี้เลื่อนไปทางซ้าย เท่านี้ก็จะได้ภาพอย่างที่เราต้องการแล้ว

โปรแกรมปรับแต่งระบบ Touch Screen:

ในส่วนสุดท้ายนี้จะเป็นโปรแกรมในการปรับแต่งระบบ Touch Screen ให้ตรงกับลักษณะการใช้งานของเรา ซึ่งโปรแกรมนี้จะมีอยู่ใน Windows 7 อยู่แล้วเพียงเราติดตั้งจอ โปรแกรมนี้ก็จะอยู่ทาง Taskbar ด้านล่างขวา โดยถ้าคลิกเลือกที่ Customize Flicks Setting ก็จะค่าต่างๆ ได้ละละเอียดขึ้น อย่างเช่น ความไวตอบสนองต่อการสัมผัส, การคลิกต่างๆ, พื้นที่สัมผัส, การจดจำลายนิ้วมือ เป็นต้น

T230H_0107

T230H_0110

« ก่อนหน้านี้ 1 2 3 4 หน้าต่อไป »

 
 
Comments ความคิดเห็น (13)
Anonymous (61.19.231.xxx) | 03/06/2553 : 20:16      

อยากทราบว่าจอเป็นแบบ resistive หรือ capacitive คับ กรุณาช่วยตอบหน่อยนะคับ ขอบคุณคับ

ความคิดเห็นที่ 13
Anonymous (110.169.25.xxx) | 11/03/2553 : 14:12      

เคยอ่านเจอ มันไม่ใช่ทัชสกีนครับ มันติดกล้าง กล้องเซ็นเซอร์2ตัวที่มุมบนซ้ายขวา คำนวนนิ้วของเราที่บริเวณหน้าจอ ทำให้มันดีเลย์กว่าจอทัชสกีนจริงๆ อยู่เล็กน้อยครับ ความแม่นยำต่ำกว่าและมีปัญหาเวลาเปลี่ยนความละเอียดหน้าจอด้วย
แต่ก็เป็นเทคนิคที่ทำให้ใช้งานทัชสกีนแบบถูกๆมากๆได้ เพราะทัชสกีนจริงๆคงแพงนรกกว่านี้มาก แต่แบบนี้ก็เสื่อมยากดีเพราะไม่ได้สำผัส
อะไรกับเซ็นเซอร์เลย
ว่าไปแล้วคล้ายๆกับ โปรเจคนาธานบนxboxนะ

ความคิดเห็นที่ 12
Anonymous (58.8.105.xxx) | 28/12/2552 : 20:09      

ซื้อมาแล้วคับ l4d สุดยอด มันหยด ติงๆ เลย

ความคิดเห็นที่ 11
สมาชิก LCD (202.28.62.xxx) | 01/12/2552 : 19:31      

ละเอียดมากเลย ขอบคุณมากครับ [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/3.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 10
สมาชิก LCD (58.11.74.xxx) | 29/11/2552 : 01:11      

น่าใช้มากๆเลย^^

ความคิดเห็นที่ 9
สมาชิก LCD (118.172.32.xxx) | 25/11/2552 : 02:36      

ทดสอบ

ความคิดเห็นที่ 8
สมาชิก LCD (124.121.229.xxx) | 25/11/2552 : 02:29      

แล้วต้องทำเท่าไหรหรือคับที่เรียกว่า Review [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/2.gif[/IMG]

ความคิดเห็นที่ 7
สมาชิก LCD (58.64.81.xxx) | 23/11/2552 : 20:46      

ทำเท่านี้ก็เรียกเป็นรีวิวได้ :) สุโค่ย

ความคิดเห็นที่ 6
    สมาชิก LCD (118.172.88.xxx) | 04/12/2552 : 10:57      

    คงไม่ต้องถึงกับขนาดแกะ lcd ออกมานั่งนับ pixel กันหรอกครับ [IMG]http://www.lcdspec.com/web/wp-content/themes/yamidoo/js/hoteditor/smileys/1.gif[/IMG]

    ความคิดเห็นที่ 2
สมาชิก LCD (58.64.84.xxx) | 07/12/2552 : 11:53      

อืม เห็นด้วย น่าจะเรียกว่า พรีวิวมากกว่านะครับ

ความคิดเห็นที่ 1
สมาชิก LCD (125.26.1.xxx) | 22/11/2552 : 23:21      

หนักกี่โลจะวัดไปทามไมครับ ไม่ใช่โน๊ตบุ๊กนะครับที่ต้องยกบ่อยๆ ยังไงในสเปกเขาก็บอกอยู่แล้วนะครับ
จอ แอลซีดีนะครับซื้อมาแล้วก็ตั้งอยุ่กับที่ นานทีปีหนจะยกย้ายที่ซะที

FPS อันนี้ก็แปรผันกับโปรแกรมทดสอบและตัวสเปกเครืื่องทดสอบอีกคงจะไม่สามารถวัดได้ 100% หรอกนะครับ

รีวิวก็แค่ส่วนหนึ่งครับคงจะตอบทุกคำตอบไม่ได้ทั้งหมดเพราะยังไงเสียคนซื้อก็ต้องตัดสินใจเองอยุ่ดีนะครับ

ความคิดเห็นที่ 1
สมาชิก LCD (58.64.81.xxx) | 22/11/2552 : 11:08      

ผมว่ารีวิวยังไม่ค่อยละเอียด น่าจะมีเครื่องวัดต่างๆ

หนักกี่โล สว่างเท่าไหร่ FPSเท่าไหร่ ฯลฯ

ความคิดเห็นที่ 0
Anonymous (124.120.147.xxx) | 19/11/2552 : 10:27      

การออกแบบสวยดีนะครับ รองรับการทำงานครบเลย น่าซื้อไว้ใช้จัง

ความคิดเห็นที่ -1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV IPS lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor OLED OLED TV Panasonic Philips Pioneer Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online