Buver's Guide Review HD Contents HD Accessories HD Event Promotions
เลือกซื้อ LCD Monitor และ LED Monitor แบบของจริง
แทบทุกวันนี้คงไม่มีใครที่จะไม่มีคอมพิวเตอร์อยู่ที่บ้านกันแล้วนะครับ และเมื่อมีคอมพิวเตอร์แล้ว เราก็ต้องมีจอภาพเพื่อแสดงผลต่างๆ ด้วย ซึ่งถ้าเป็นเมื่อสมัยก่อนเราคงจะมีตัวเลือกในการซื้อ Monitor กันไม่มากเหมือนอย่างตอนนี้ ซึ่งถ้างบมากหน่อยเราก็คงจะเลือกเป็น LCD Monitor กันหมด จนทุกวันนี้ Monitor แบบ CRT แทบจะไม่มีให้เห็นกันในตลาดทีเดียว และอย่างที่ทราบกัน LCD Monitor ในปัจจุบันนี้มีราคาที่ถูกมากๆ เพียงเรามีเงิน 4,000 บาท ก็สามารถที่จะจับจอง LCD Monitor ขนาด 18.5 นิ้ว หรือ 19 นิ้ว คุณภาพดีมาใช้งานกันได้แล้ว หรือถ้ามีเงินอยู่ที่ 5,000 บาท ยังไงก็ได้ LCD Monitor ระดับ Full HD มาใช้อย่างแน่นอนสำหรับท่านที่ไม่ค่อยได้ตามเรื่อง LCD Monitor เท่าไหร่นัก ไม่รู้ว่าในตลาดตอนนี้มีรุ่นไหนจำหน่ายอยู่บ้าง แนะนำให้ลองดู บทความ: LCDSPEC Buyer’s Guide แนะนำ LCD Monitor ที่น่าสนใจ ก่อนถึงงาน Commart Thailand Summer Sale 2010 กันก่อนได้นะครับ เพียงรูปร่างหน้าตา LCD Monitor ก็ดูน่าใช้กว่า CRT Monitor แบบเก่า เห็นๆในเมื่อ LCD Monitor ในตลาดตอนนี้มีมาให้เลือกมากมายหลายรุ่น หลายขนาด หลายราคาแล้ว ในการเลือกซื้อ LCD Monitor ดีๆ ซักเครื่องให้เหมาะสมกับการใช้งานของเรานั้นต้องดูที่อะไรบ้าง นี่ยังไม่รวมถึง Monitor แบบใหม่อย่าง LED Monitor ที่หลายยี่ห้อ เริ่มที่จะนำออกมาว่าจำหน่ายกัน ซึ่งหลายๆ ท่านอาจจะยังสับสนอยู่ว่า LCD Monitor แบบเดิม กับ LED Monitor ที่เป็นเทคโนโลยีใหม่นี้ มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไร ความจริงแล้วทั้ง 2 แบบ มีข้อเด่นข้อด้อยอย่างไรบ้าง ซึ่งเราจะมาหาคำตอบที่แท้จริงรวมถึงวิธีการเลือกซื้อ Monitor ที่เหมาะสมกับเราอีกด้วยครับ OLED เท่านั้น ที่เป็นจอภาพเทคโนโลยีแบบใหม่จริงๆบางท่านเข้าใจว่า LED Monitor ที่มีวางจำหน่ายตามห้างไอที ณ ตอนนี้เป็นจอภาพแบบใหม่ล่าสุด ใช้เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด นั่นก็อาจจะเป็นเพราะส่วนหนึ่งทางผู้ผลิตจอได้โฆษณาไปในทิศทางนั้น (กรณีนี้รวมถึง LED TV ด้วย) ซึ่งแท้จริงแล้ว ถ้าจะนับกันว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่จริงๆ คงจะต้องเป็นจอภาพแบบ OLED เท่านั้น (OLED: Organic Light Emitting Devices) ซึ่งหลักการทำงานของมันคือการใช้หลอด LED มาวางเรียงไว้ตามพาเนลจนเต็มพิกเซล ส่วนหลอด LED ก็ทำหน้าที่เปล่งแสงออกมาเป็นสีต่างๆ ได้ตามสัญญาณการแสดงผล ให้เราได้เห็นเป็นภาพบนจอภาพกัน แต่ ณ ตอนนี้ยังมีราคาที่สูงมากๆ อยู่ ยกตัวอย่างก็จะเป็น OLED TV ของทาง LG ที่มีขนาด 15.6 นิ้ว ที่มาราคาเกือบแสนบาททีเดียว และด้วยต้นทุนที่สูงอยู่มาก จะผลิตออกมาเยอะๆ เพื่อจำหน่ายจริงก็คงยังไม่คุ้มค่าแน่นอน (ผมคนหนึ่งแหละครับ ที่ไม่ซื้อมาใช้ แบบว่าทำใจไม่ได้จริงๆ) ที่สำคัญยังไม่มีเทคโนโลยีที่จะสามารถผลิตจอ OLED ให้มีขนาดใหญ่ได้ รวมถึง LCD Monitor ในสมัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานก็ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี อีกทั้งเมื่อเปรียบเทียบแล้วยังได้ขนาดหน้าจอที่ใหญ่ในราคาที่ถูกอีกด้วย ฉะนั้นจอภาพแบบ OLED นั้นแทบจะลืมไปได้เลย คงใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะมีใช้กันโดยทั่วไปหรือแม้แต่ในบ้านของผมก็ตาม (ฮา) OLED TV ตัวแรกจากทาง LG  ความจริง LED Monitor มันก็ยังเป็น LCD Monitor อยู่ดีคราวนี้เรามาดูกันที่โลกปัจจุบันกันดีกว่า หลังจากที่ได้กล่าวถึงจอภาพในแบบอนาคตอย่าง OLED กันไปแล้ว มาเข้าถึง LCD Monitor และ LED Monitor ที่เป็นเรื่องหลักของเราในบทความนี้กันต่อ อย่างกล่าวไปในข้างต้นไปแล้วว่าช่วงนี้ผู้ผลิต Monitor หลายๆ ยี่ห้อ ได้เริ่มถยอยวางจำหน่าย LED Monitor ของตนอยู่ ซึ่งก็นับว่าเรียกความสนใจได้จากหลายๆ คน ทีเดียวที่คิดกำลังจะถอย Monitor ใหม่ในเร็วๆ นี้ ซึ่งแท้จริงแล้วตามเทคนิค LED Monitor ก็ยังถือว่าเป็น LCD Monitor อยู่ดี โดยเพียงแค่เปลี่ยนหลักการทำงานภายในเพียงเท่านั้นเอง ในเมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ก็จะถือโอกาสหลักการทำงานทั้งจอ LCD Monitor และ LED Monitor ไปพร้อมกันเลยก็แล้วกันครับหลักการทำงานในการที่จะสร้างภาพขึ้นมาของ LCD Monitor ก็จะใช้การเปลี่ยนแปลงของผลึกเหลวที่บรรจุอยู่ในพาเนลของจอภาพ (LCD: Liquid Crystal Display) แล้วใช้แสงยิงผ่านทางด้านหลังของพาเนลหรือที่เรียกกันว่า Blacklit ซึ่งแสงนั้นจะเป็นแสงสีขาว แหล่งกำเนิดแสงที่ได้นั้นมาจากหลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) จากการทำงานทั้งหมดทำให้เราเห็นแบบภาพผ่านหน้าจอ LCD Monitor ขึ้นมา ซึ่งถ้าหากมาคิดกันแล้ว ก็เหมือนกับว่าเรากำลังดูเงาผ่านผลึกเหลวขณะที่มันกำลังทำงานอยู่ ด้วยที่จอภาพ LCD ไม่สามารถเปล่งแสงออกมาเองได้ จึงต้องอาศัยการฉายลำแสงมาจากด้านหลังนั่นเอง และในส่วนนี้แหละครับ ที่ได้มีการเปลี่ยนแปลงใน LED Monitor โดยจากเดิมที่ใช้หลอดฟลูออเรสเซนแบบเย็น (CCFL: Cold Cathode) มาเป็นแหล่งกำเนิดแสง เปลี่ยนมาเป็นหลอดไดโอดเปล่งแสง หรือเรียกกันง่ายๆ ก็คือ LED มาเรียงตัวกันแทนนั่นเองครับ (LED: light-emitting diode)   LED Monitor อาจดูคล้าย LCD Monitor แต่ก็เหนือกว่าจากการที่เปลี่ยนการทำงานมาใช้หลอด LED เป็นไฟแบ็กไลท์แทนหลอด CCFL ทำให้ส่งผลดีต่างๆ ออกมาในหลายๆ ด้าน ทั้งในเรื่องของการดีไซน์ออกแบบ ที่ได้รับการออกแบบที่บางลงกว่าแต่ก่อนอย่างชัดเจน อีกทั้งความร้อนในขณะการทำงานลดลงและยังประหยัดพลังงานมากขึ้นกว่า LCD Monitor แบบเดิมอีกด้วย ยิ่งถ้ามาดูในส่วนของประสิทธิภาพของการแสดงภาพที่เพิ่มขึ้นมา ก็สามารถรับรู้ได้จากตาเราเองเลย อย่างเช่น Contrast ของภาพที่แสดงออกมา มีค่าที่สูงขึ้นทำให้ดึงละเอียดต่างๆ ออกมาได้ดีขึ้น ยิ่งในฉากมืดหรือภาพที่มีความสว่างอยู่หลายระดับ จะสามารถแสดงความลึกของสีและมิติของภาพได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติเข้าไปได้อีก ซึ่งจากที่กล่าวมาล้วนเป็นข้อจำกัดต่างๆ ของ LCD Monitor ที่มีมาหลายปีดีดัก จนตอนนี้ก็ถือว่าเทคโนโลยีจอภาพแบบ LED สามารถแก้ไขตรงจุดนี้ได้ และมีความใกล้เคียงกับจอภาพแบบ Plasma ที่สามารถแสดงผลสีดำได้อย่างดำสนิทเข้าไปทุกที ด้วยข้อดีหลายๆ อย่าง ตามที่กล่าวทำให้ LED Monitor ดูน่าซื้อมาใช้งานอย่างที่สุดLED Monitor รุ่นต่างๆ จากทาง Benq เริ่มทยอยออกมาวางจำหน่ายในตลาดแล้ว แล้วถ้าจะซื้อ ควรเลือก LCD Monitor หรือ LED Monitor ดี?ในการที่เราจะซื้อของสักชิ้นหนึ่งมาใช้งาน  แน่นอนว่าเราต้องดูทั้งประสิทธิภาพกับราคาควบคู่กันไปด้วย  เช่นเดียวกับการเลือกซื้อ Monitor  ดีๆ มาต่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์ของเราเช่นกัน ซึ่งถ้าหากดูในตลาดตอนนี้ LED Monitor ก็มีราคาที่ไม่สูงมาก สนนราคาแล้วก็ไม่ต่างจาก LCD Monitor มากเท่าไหร่นัก จากการเดินสำรวจราคาตามห้างไอที ยิ่งเมื่อเทียบกับขนาดหน้าจอต่อขนาดหน้าจอแล้ว ก็ถือได้ว่าคุ้มค่าน่าลงทุนที่จะหาซื้อ LED Monitor มาใช้งานแทน LCD Monitor ตัวเดิมหรือ CRT Monitor ตัวเก่าที่มีอยู่ สำหรับขนาดหน้าจอ LED Monitor ก็มีให้เลือกกันตั้งแต่ 18.5 นิ้วไปจนถึง 24 นิ้ว กันเลย ในส่วนนี้คงต้องเลือกกันตามการใช้งานเช่นกันครับ แต่ในกรณีที่งบที่ตั้งไว้มีจำกัดจริงๆ รวมถึงต้องรีบซื้อมาใช้งานแล้ว จะเลือกเป็น LCD Monitor ก็ไม่เสียหายครับLED Monitor รุ่นๆ แรก จากทาง Samsung ผู้ที่เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยี LEDและถ้าเราสังเกต จะเห็นว่าในโน้ตบุ๊กทุกรุ่นตอนนี้ ก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็นหน้าจอแบบ LED กันหมดแล้ว ตั้งแต่รุ่นล่างที่มีราคาตั้งแต่หมื่นกว่าบาทจนไปถึงรุ่นบนที่ราคาหลายหมื่นบาท จากสเปกของโน้ตบุ๊กประกอบกับราคานั้น ถือว่าราคาไม่แพงเลย นับได้ว่าได้ทั้งเครื่องที่มีประสิทธิภาพเหมาะสมตามการใช้งานและได้เทคโนโลยีการแสดงผลจากหน้าจอแบบ LED ไปพร้อมๆ กันด้วย ซึ่งถือได้ว่าหน้าจอแบบ LED นั้นเหมาะสมกับโน้ตบุ๊กเป็นอย่างมาก ทั้งช่วยในเรื่องของการประหยัดพลังงานทำให้โน้ตบุ๊กใช้งานได้ยาวนานขึ้น รวมไปถึงหน้าจอที่บางลงทำให้ตัวเครื่องโดยรวมทั้งหมดบางลงอีกด้วย ฉะนั้นถ้าจะซื้อโน้ตบุ๊กซักเครื่องตอนนี้ก็ต้องเลือกที่เป็นแบบที่ใช้หน้า LED อย่างไม่ต้องลังเลเลยครับApple ก็ได้ผลันไปใช้เทคโนโลยี LED กับผลิตภัณฑ์ของตนหมดแล้วไหนๆ เราก็พูดถึง LED Monitor กันมาพอสมควรแล้ว ยังไงเราลองมาดูในส่วนของทีวีที่เป็น LED TV กันบ้างนะครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเดี๋ยวนี่ก็เริ่มจะมี LED TV ออกมาให้เลือกหลายรุ่น ในเราได้ปวดหัวกันแล้วเช่นกัน แต่ถ้าเรามาดูกันให้ดีๆ เราจะเห็นเพียง LED TV ที่อยู่ในซีรี่ย์ระดับสูงๆ ทั้งนั้น ราคาก็ถือว่าแพงใช้ได้อยู่ ทั้งๆ ที่เทคโนโลยี LED ก็ไม่ได้มีต้นทุนอะไรสูงมากมาย ยิ่งถ้าหากเรากลับไปเทียบกับ LED Monitor และหน้าจอ LED ของโน้ตบุ๊กแล้วจะเห็นได้ว่าราคามันก็ไม่ได้ต่างจาก LCD เท่าไหร่เลย แต่พอมาเป็นทีวีที่ใช้เทคโนโลยี LED ทำไมราคามันถึงได้แพงนัก นั่นก็เป็นเพราะ LED จะใส่มาเฉพาะทีวีที่เป็นรุ่นระดับสูงเท่านั้น ซึ่งในทีวีในระดับสูงก็จะใส่เทคโนโลยีอื่นๆ เข้ามามากมาย อย่างพาเนลจอเกรดคุณภาพสูง ระบบเสียงระบบตัวประมวลผลต่างๆ ที่สุดยอด รวมไปถึงดีไซน์ที่ดูหราพร้อมความบางเฉียบอีกด้วย มาถึงตรงนี้แล้ว คงอยู่ที่งบประมาณที่แต่ละคนตั้งไว้ ว่ามีขนาดไหน ยิ่งถ้ามีงบไม่จำกัดดูภาพตัวไหนก็เลือกซื้อกันไปได้เลยLED TV รุ่นท๊อปสุดจากทาง Sony ที่มีความสามารถรอบด้าน มาพร้อมกับดีไซนืสุดเฉียบ LED Monitor สเปกต่างๆ ดูอย่างไร ต่างจาก LCD Monitor ไหม?อย่างที่กล่าวถึงเทคโนโลยี LED ไปทั้งหมดนั้นล้วนมีแต่ข้อดี แต่อย่างไรก็ตาม LED Monitor ในตลาดขณะนี้ ก็มีให้เลือกหลายรุ่น หลายยี่ห้อ หลายราคาอยู่ ฉะนั้นนอกจากการเลือกด้วยตาตัวเองแล้ว สื่งที่ขาดไม่ได้เลยนั่นก็คือสเปกของ LED Monitor แต่ละตัวอีกด้วย ซึ่งการดูสเปกนั้น ก็ไม่ได้แตกต่าง จากการดูสเปกของ LCD Monitor เท่าไหร่เลยครับ ยังคงใช้พื้นฐานเดียวกับการดูสเปก LCD Monitor อย่างค่า Contrast Ratio, Respone Time, Brightness ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องให้ความสนใจในการตรวจสอบเช่นเดิมนะครับ ในส่วนนี้สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ บทความ: อ่านสเป็ก LCD Monitor ให้เป็นภายใน 10 นาที กับ LCDSPEC.com ที่จะบอกวิธีการพิจารณาสเปกต่างๆ ของจอ LED Monitor ให้สำหรับหลายๆ ท่าน พอดูสเปกแล้วจะทำให้เข้าใจได้โดยง่ายครับ แต่ถึงอย่างไรก็แล้วแต่สเปกต่างๆ ที่ผู้ผลิตเป็นตัวกำหนดมา มาตรฐานในการวัดค่าต่างๆ แหล่านี้ก็แตกต่างกันอยู่ดี ฉะนั้นจะเอาค่าสเปกที่ระบุมาของจอต่างละรุ่นมาเป็นตัวตัดสินทั้งหมดก็คงไม่ได้ แนะนำให้ใช้การดูด้วยตาของตัวเองประกอบกันไปด้วยก็จะดีที่สุด รับรองได้ว่าคุณจะได้จอภาพที่ถูกใจติดไม้ติดมือกลับมาจกาที่ร้านแน่นอนครับ จะ LCD หรือ LED ก็เลือกเป็น Full HD ไว้ก่อน       ในส่วนของความละเอียดของจอภาพที่มากขึ้นและขนาดภาพที่ได้ขนาดที่ใหญ่ในราคาถูกลง ยิ่งในยุคนี้ถือว่าได้ก้าวเข้าสู่ยุคของ Hi-Def อย่างเต็มตัวแล้ว นั่นหมายความว่าเราสามารถหาซื้อจอ LED Monitor ขนาด 21.5 นิ้ว ในความละเอียดระดับ Full HD หรือ 1920×1080 พิกเซล ได้ในราคาที่ไม่แพง ซึ่งจากแต่ก่อนนั้นหน้าจอต้องมีขนาด 24 นิ้วขึ้นไปจึงจะได้ความละเอียดระดับ Full HD มา ทำให้ในปัจจุบันความละเอียด Full HD กลายเป็นมาตรฐานของ Monitor มายิ่งขึ้นไปด้วย ซึ่งถือว่าส่วนดีที่ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ นั้น ได้ของดีมีคุณภาพในราคาที่เหมาะสมด้วย และขอแนะนำว่า ถ้างบประมาณที่ตั้งไว้ถึงจอภาพขนาด 20 นิ้ว ขึ้นไป และมีความละเอียด Full HD แล้ว แนะนำว่าให้เลือกเป็น Full HD ไปเลย รับรองได้ว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปแน่นอนครับ ไม่ว่าจะเป็น LCD หรือ LED Monitor รุ่นใหม่ๆ ที่ออกมา ล้วนเกือบจะเป็น Full HD แทบทั้งนั้น พอร์ตการเชื่อมครบครัน ตามการใช้งานมาถึงในส่วนของพอร์ตการเชื่อมต่อต่างๆ แล้วนะครับ ในอดีตนั้นเรื่องการเชื่อมต่อของ Monitor ยังคงไม่มีความสำคัญเท่าไหร่นัก เนื่องมาจากเพราะยังไม่มีประเภทของพอร์ตการเชื่อมต่อมาให้เลือกมากมายนัก หลักๆ ก็คงจะเป็นพอร์ตอนาล๊อกอย่าง D-Sub เพียงอย่างเดียว แต่ในสมัยนี้โดยพื้นฐานแล้วเราก็ควรจะเลือก Monitor มีพอร์ตดิจิตอลอย่าง DVI ติดตั้งมาไว้ด้วย รับรองได้ว่าให้ภาพที่ดีกว่าพอร์ต D-Sub แบบเดิมอย่างตาเปล่าสัมผัสได้แน่นอนครับ สำหรับพอร์ตเชื่อมต่ออย่าง HDMI (High Definition Multimedia Interface) จะเลือกให้มีหรือไม่มีนั้น ก็คงต้องขึ้นอยู่กับการใช้งานของเรานะครับ ว่าจะได้ใช้หรือเปล่า ยกตัวอย่างเช่น เรามีคอมพิวเตอร์ PC ซึ่งการ์ดจอมีแค่พอร์ต D-Sub และ DVI ยังไงคิดว่าซื้อจอที่มี HDMI มา คงไม่ได้ใช้อยู่แล้ว ก็สามารถตัดสินใจเลือก Monitor ที่ไม่มี HDMI มาได้เลย แต่ในกรณีที่กลับกัน คิดเผื่อว่าอนาคตอันใกล้นี้เราจะต้องทำการอัพเกรดการ์ดจอของเราอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของการ์ดจอรุ่นใหม่ๆ นั้นก็จะเป็นพอร์ต HDMI เสียเป็นส่วนมาก ฉะนั้นเวลาเลือกซื้อ Monitor อาจจำเป็นต้องเลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI เผื่อไว้เข้าไปด้วย ในแง่ของราคา Monitor ที่มีพอร์ต HDMI จะมีราคาสูงกว่า Monitor ที่มีเพียง D-Sub และ DVI พอสมควร ฉะนั้นก่อนตัดสินใจซื้อ แนะนำว่าให้สำรวจตัวเองก่อนว่าจะได้ใช้งานส่วนของ HDMI จริงๆ หรือเปล่า                           สายสัญญาณอนาล๊อก D-Sub                                                        สายสัญญาณดิจิตอล DVIจะขอเสริมในกรณีที่เราได้เลือก Monitor ที่มีพอร์ต HDMI ติดตั้งมาด้วย เราก็จะสามารถนำ Monitor นั้นมาต่อกับเครื่องเล่นเกมคอนโซลอย่าง Playstation 3 หรือ XBOX 360 ได้ทันที เพราะว่าเครื่องเล่นเกมคอนโซลเหล่านั้นจะติดตั้งมาเพียงพอร์ตดิจิตอลอย่าง HDMI มาให้ เนื่องด้วยเครื่องเกมคอนโซลเหล่านั้นให้ภาพระดับ Hi-Def ที่สมบูรณ์แบบผ่านทางพอร์ต HDMI เท่านั้นครับ สำหรับในตอนนี้ HDMI มาตรฐานเวอร์ชั่น ที่ใช้กันแพร่หลายขณะนี้ยังเป็น HDMI 1.3 ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีใหม่ล่าสุดอย่าง HDMI 1.4 มาแล้วก็ตามครับสายสัญญาณดิจิตอล HDMI ที่รองรับความบันเทิงได้เต็มรูปแบบ ฟังก์ชั่นลูกเล่นมีไว้ไม่เสียหายจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของ Monitor ก็คือการแสดงผลออกมา แต่ด้วยการแข่งขันที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิต Monitor บางรายก็ได้ใส่ลูกเล่นต่างๆ ลงมาที่ Monitor เพื่อเพิ่มมูลค่าในการจำหน่ายและอรรถประโยชน์ในการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น USB Hub, กล้องเว็บแคม, ไมโครโฟน, ตัวอ่านการ์ดจากกล้องดิจิตอล หรือความสามารถในการเป็น Digital Photo Frame ก็ตาม คาดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ก็ยังจะมีลูกเล่นอื่นๆ ตามมาให้ได้ใช้งานกันอีก ซึ่งหลายคนก็อาจจะมองข้ามในส่วนของฟังก์ชั่นเหล่านี้ได้เลย เพราะมันทำให้ Monitor มีราคาเพิ่มขึ้นทั้งสิ้น แต่สำหรับบางคนนั้น ก็เห็นเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจอยู่ ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเราเป็นคนที่ใช้งาน Video Call อยู่แล้ว การที่จะซื้อจอ Monitor ใหม่ซักตัว คงต้องมองตัวที่มีฟังก์ชั่นกล้องเว็บแคมและไมโครโฟนในตัวเหมือนกัน เพื่อการใช้งานที่สะดวกสบายไม่ต้องมีสายระโยงระยางที่ตัวจอ Monitor ให้รำคาญสายตา ถึงแม้ว่าจะต้องยอมจ่ายเงินเพิ่มขึ้นก็ตามที สรุปก็คือเลือก Monitor รุ่นที่มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่เห็นว่าเราได้ใช้งานจริงๆ มาก็ได้ หากเรื่องงบไม่ใช่ปัญหา                     LCD Monitor: Acer H243H ที่มีเครื่องอ่านเมมโมรีการ์ด และฟังก์ชั่น Digital Photo Frame ในตัว  เลือกรุ่นที่ถูกใจ แล้วไปที่ร้านเมื่อได้ Monitor รุ่นที่ถูกใจแล้ว ก็จะมาถึงขั้นตอนไปซื้อที่ร้านนะครับ ซึ่งร้านที่ขาย Monitor นี้ ส่วนมากก็จะมีอยู่ตามห้างไอที เรียกได้ว่ามีอยู่กันแบบให้เลือกกันตาลายเลยทีเดียว หรือจะเลือกซื้อตามร้านที่เป็นร้านใหญ่ๆ อย่าง Power Buy หรือ IT City ก็ได้นะครับ ซึ่งก็จะมีอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไป แต่ในส่วนของราคาคงจะสู้ตามร้านที่อยู่ตามห้างไอทีไม่ได้ เพราะที่นั่นการแข่งขันย่อมสูงกว่าเพราะร้านค้าเยอะกว่า อีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ ที่หลายๆ ท่านอาจจะยังไม่ทราบกัน คือ ราคาขายจริงของ Monitor นั้น ถูกกว่าราคาตามโบชัวร์อยู่พอสมควร จึงขอแนะนำว่าให้เข้าไปสอบถามที่ร้านเลยว่าราคาขายหน้าร้านตรงนั้น ราคาของ Monitor รุ่นที่เราดูมาว่าราคาอยู่เท่าไหร่ ซึ่งอาจจะลองเดินดูซัก 2-3 ร้าน ดูว่าร้านไหนให้ราคาดีที่สุด ก็ซื้อร้านนั้นก็ได้ครับห้างพันทิพย์พลาซ่าศูนยรวมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไอที เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการมาหาซื้อ Monitorก่อนที่จะจ่ายเงิน ขาดเสียไม่ได้นั่นก็คือการตรวจสอบสินค้าก่อนออกจากร้าน อย่างเช่นอุปกรณ์ที่มีมาให้ในกล่องครบไหม นอกจากตัว Monitor แล้ว ยังต้องมีสายไฟ, สาย D-Sub หรือ DVI ให้มาหรือเปล่า ซึ่ง Monitor ในแต่ละรุ่นก็จะแถมสายเชื่อมต่อมาไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นว่ารุ่นนี้มีพอร์ต HDMI แล้วจะต้องแถมสาย HDMI มาให้ ฉะนั้นควรจะสอบถามกับผู้ขายซะก่อนนะครับ ไม่อย่างงั้นหากเราโวยขึ้นมาอาจจะหน้าแตกในฤดูร้อนกันได้ (ฮา) หรือถ้าให้ดีเราก็สามารถดูจากโบชัวร์ของ Monitor รุ่นนั้นๆ ประกอบกันไปด้วยก็ได้ครับภายในร้านจะมี Monitor วางเรียงกัน ในส่วนนี้ทำให้เราเปรียบเทียบพร้อมกันได้ในหลายๆ จอและจากที่ทราบกันไปตั้งแต่ตอนต้นแล้วว่าไม่ว่าจะเป็น LCD Monitor หรือ LED Monitor ก็ยังคงมีหลักการทำงานเหมือนๆ กัน ฉะนั้นปัญหาที่จะเกิดจุด Dead Pixel หรือ Bright Pixel ก็ยังคงมีอยู่ ซึ่งคงเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องตรวจสอบให้ดีก่อนที่จะออกจากร้าน โดยปกติที่ร้านเกือบทุกร้านก็จะมีซอฟท์แวร์ที่ช่วยในการตรวจสอบอยู่แล้ว ส่วนตัวเราก็ต้องช่วยดูด้วยอีกแรง ถ้าพบเห็นว่ามีก็สามารถขอทางร้านเปลี่ยนตัวใหม่ได้ทันที ถึงแม้ว่าจะมีเพียง 1 จุดก็ตาม (อย่างกรณีของผมที่ผมไปซื้อ เปลี่ยนไปตั้ง 5 ตัว กว่าจะได้ตัวที่ไม่มี Dead Pixel หรือ Bright Pixel เลย) หรือถ้าเราซื้อ Monitor มาจากร้าน แล้วพบปัญหาอื่นๆ ภายใน 7 วันก็สามารถนำไปเปลี่ยนที่ร้านได้ทันที ซึ่งในส่วนนี้อยู่เราตกลงกับร้านนะครับ เพราะบางร้านก็ไม่ให้เปลี่ยนเหมือนกัน โยนไปศูนย์บริการอย่างเดียวก็มี สำหรับเรื่องของการรับประกันจากผู้ผลิต โดยทั้งหมดจะรับประกันเป็นเวลา 3 ปี นับจากวันที่ซื้อ เรียกได้ว่าใช้งานจนลืมกันไปเลยครับสุดท้ายนี้ทาง LCDSPEC ของเรา หวังว่าบทความนี้จะเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับ LCD Monitor และ LED Monitor รวมถึงเป็นแนวทางในการเลือกซื้อให้กับทุกๆ ท่านที่ได้อ่านไปไม่มากก็น้อย ส่วนการจะซื้อรุ่นไหนอย่างไร ก็คงไม่พ้นต้องตัดสินใจด้วยตนเองแล้วนะครับ LCDSPEC.
Review : Samsung UA46C7000WRXXT : FullHD 3D LED TV มิติใหม่ของโทรทัศน์
จะว่าเดี๋ยวนี้อะไร อะไร ก็สามมิติกันไปหมด พูดถึงสามมิติแล้ว หวังว่าเพื่อนสมาชิก LCDSpec.com หลายๆ คนคงมีโอการได้ไปดูภาพยนตร์ในรูปแบบ 3D กันมาบ้างแล้ว จะเป็น Digital 3D หรือจะเป็น IMAX 3D ก็ดี แล้วจะดีสักแค่ไหนถ้าเราสามารถที่จะดู 3D ที่บ้านได้ ใช่แล้วครับ ด้วย Technology 3D จาก Samsung ใน Samsung UA46C7000 FullHD 3D LED TV ที่สามารถทำให้ท่านมีโรงภาพยนตร์ 3D ได้ที่บ้านด้วยหน้าจอขนาด 46 นิ้ว กับความสามารถอันหลากหลายที่อัดแน่นมาบนความหนาประมาณ 2 เ็ซนฯครึ่ง ไม่ว่าจะเป็น Eco Sensor ที่สามารถปรับความสว่างหน้าจอได้เหมาะกับความสว่างภายในห้อง หรือจะเป็น Anynet+ ที่สามารถใช้ Remote เพียงอันเดียวสามารถควบคุมได้ทั้ง ทีวี บลูเรย์ กล้องวีดีโอ หรือเครื่องเสียงของ Samsung ที่เชื่อมต่อผ่านทาง HDMI ที่เด็ดไปกว่านั้นยังสามารถเล่นไฟล์ภาพยนตร์ผ่านจาก Flash Drive หรือ Ext. Harddrive ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เครื่องเล่นอื่นเลย และที่เด็ดสุดกับใช้ทีวีเล่นอินเตอร์เน็ตไปกับ Internet@TV และที่ขาดไม่ได้ (ถ้าทำไม่ได้ ไม่ใช่ 3D TV แน่ๆ) กับ ความสามารถในการแสดง 3D โดยการใช้ควบคู่กับแว่น Active Shutter Glasses ในชุด Samsung 3D Starter Kitหลังจากเรียกน้ำย่อยกันมาพอสมควรแล้วความนี้ก็เสริฟกระเพาะปลาเลยละกัน เอ้ย…ไม่ใช่โต๊ะจีนครับ มาดูสเปกกันสักนิดนึงละกันกับ Samsung UA46C7000WRXXT กับหน้าจอขนาด 46 นิ้ว ด้วยความละเอียดระดับ Full HD (1920 x 1080 Pixel) ประมวลผลภาพและสีด้วย 3D HyperReal Engine พร้อมด้วยระบบเสียง SRS TheaterSound ที่ให้เสียงได้อย่างชัดเจน้ สเปกแบบเต็มๆ http://www.lcdspec.com/lcd/181-Samsung-UA46C7000.htmlมาดูกันซิว่าหลังจากแกะกล่องและมาทำการประกอบแล้ว Samsung UA46C7000 จะเป็นยังไงกันบ้างโดดเด่นมาแต่ไกลเลยครับกับขาตั้งแบบสี่ขาโลหะขัดมันเงา ที่ตัดกับสีดำแบบ Glossy อย่างหน้าและกรอบจอที่ดำและเงามากและการแสดงความเป็น Samsung อย่างชัดเจนด้วยโลโก้ SAMSUNG สีขาวบริเวณขอบจอด้านล่างทางด้านล่างขวาเป็นส่วนของปุ่มต่างๆ จะเรียกปุ่มก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่ เพราะมันไม่ใช่ปุ่มครับ เป็นแค่แถบสัมผัสเฉยๆ ไม่ต้องออกแรงกดอะไรมาก แค่แตะๆ ก็ออกคำสั่งได้แล้วด้านซ้ายกับสัญลักษณ์บ่งบอกว่าเป็น Full HD 1080p กับระบบเสียง SRS TheaterSound กับ DD Plus Pulse และสามารถส่งเสียงผ่าน Optical เป็น dts2.0ลองมาดูด้านหลังกันบ้าง ฝาหลังทำด้วยโลหะ ส่วนสายต่อสัญญาณจะหายากสักนิดนึงครับ การต่อต้องผ่านสายแปลงทั้งหมดเพื่อความบางยกเว้น HDMI เนื่องจากมันบางอยู่แล้วช่องระบายอากาศที่ค่อนบนเกือบสุดของจอ กับจำนวนที่เจาะมาไม่มาก แสดงถึงความร้อนที่เกิดจากตัวเครื่องนั้นไม่เยอะมากส่วนรูกลมๆ ที่เจาะรวมกันเป็นวงกลม ตรงนั้นเป็นส่วนของลำโพงวูฟเฟอร์ เพื่อให้เสียง Bass ที่ดียิ่งขึ้นด้วยการออกแบบเพื่อความบางอย่างแท้จริง ทำให้การต่อสายสัญญาณต่างๆ  ต้องต่อผ่านสายแปลงที่มาพร้อมกับเครื่องเท่านั้นการต่อสายนั้นไม่ต้องกังวลครับว่าจะต่อไม่ถูก เพราะทุกช่องมีการเขียนกำกับไว้ทั้งหมดแล้วว่าช่องไหนสำหรับต่ออะไรสำหรับรูปแบบการต่อสายก็ตามเห็นเลยครับ เริ่มจากซ้ายละกัน เป็นช่องสำหรับต่อสายแลน ถัดมาสายอากาศ Component+Audio Composite*2 VGA+Audio ตามลำดับ ส่วนจากล่างขึ้นบนก็เป็น HDMI*4 USB ช่องที่1 Audio Optical Out USB ช่องที่2 และ Audio Out
บทความ: LED TV เหนือกว่า LCD TV ทั่วไปอย่างไร
คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่าเทคโนโลยีอะไรที่อยู่เบื้องหลังความหรูหรา เพรียวบาง งดงามของดีไซน์ และความสามารถในการแสดงภาพของ LED TV ที่ทำได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจกว่าภาพที่ได้จากจอ LCD TV ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด?ในช่วงปี 2008 – 2009 ที่ผ่านมาเทคโนโลยี LED TV ถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่เข้ามาพลิกโฉมหน้าของวงการ HDTV เลยทีเดียว เทคโนโลยีดังกล่าวนอกจากทำให้การออกแบบจอ LCD ให้มีความบางมากๆ ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไปแล้วมันยังช่วยปรับปรุงและลบข้อด้อยของเทคโนโลยี LCD ในหลายๆ แง่ได้อีกด้วย และด้วยเทคโนโลยีการผลิต LED ที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ LED TV รุ่นหลังๆ มีประสิทธิภาพสูง ทนทาน และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้เราได้ใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ในราคาถูกลงเรื่อยๆ ในปี 2010 นี้จึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการลงทุนกับ LED TV ดีๆ สักเครื่อง มาติดตามกันเลยครับว่า LED TV นั้นมีข้อดีอย่างไรบ้างในด้านเทคนิค LED TV ยังถือว่าเป็น LCD TV ประเภทหนึ่ง โดยทั้งคู่ต่างก็ใช้ Liquid Crystal Display (LCD) ในการแสดงภาพที่ได้รับจากแหล่งกำเนิดสัญญาณเหมือนๆ กัน แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลังความแตกต่างของ LED TV นั่นคือเทคโนโลยี backlighting นั่นเองหลอด backlight ที่นิยมใช้กับ LCD TV ในปัจจุบันมี 2 ประเภท ได้แก่ backlight แบบ CCFL (Cold Cathode Fluorescent Lamp) ซึ่งเป็น backlight ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย และพบได้ทั่วไปใน LCD TV หรือ LCD Monitor ส่วน backlight อีกประเภทที่น่าจะเข้ามาแทน backlight แบบ CCFL ในไม่ช้า คือ backlight แบบ LED (Light-Emitting Diode)การนำหลอด LED มาใช้เป็น backlight แทนการใช้หลอด CCFL นั้นจะช่วยเพิ่ม contrast ratio ให้กับจอ LCD ทำให้ภาพดูมีมิติขึ้น แสดงสีดำและไล่เฉดสีเทาได้หลากหลายมากขึ้น และเนื่องจากหลอด LED มีประสิทธิภาพในการเปล่งแสงได้แรงกว่าหลอดและมีขนาดเล็กกว่า ทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบ TV ที่มีขนาดบางลง และใช้พลังงานน้อยลงอีกด้วยเช่นเดียวกับเทคโนโลยีของ CCFL Backlight ที่มีหลายประเภท เทคโนโลยีของ LED Backlight นั้นก็มีหลายประเภทเช่นเดียวกันโดย LCD TV ที่ใช้ LED Backlight ที่มีขายในปัจจุบันมี 2 ประเภทด้วยกัน คือLED-backlit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง โดยหลอด LED ดังกล่าวจะเป็นแบบสีขาวทั้งหมด หรือเป็นแบบสามสี (แดง เขียว และน้ำเงิน: RGB) ก็ได้ การติดตั้งหลอด LED ไว้ด้านหลัง จะทำให้แผงควบคุมสามารถสั่งเปิดหรือปิดหลอด LED ดังกล่าวเป็นกลุ่มๆ ตามภาพที่แสดงอยู่บนจอในขณะนั้นได้ (เราเรียกเทคนิคนี้ว่า local dimming หรือ selective dimming)ซึ่งส่งผลให้บริเวณของภาพที่เป็นสีดำนั้นกลายเป็นสีดำสนิทอย่างแท้จริง และในกรณีที่ใช้หลอด LED แบบ RGB ก็จะช่วยทลายข้อจำกัดในการแสดงสีของจอ LCD ไปได้เลย เนื่องจากหลอด LED ทั้งสามสีนั้นสามารถผสมกันเป็นสีอะไรก็ได้ ส่งผลให้จอ LCD สามารถแสดงสีได้สมจริงยิ่งขึ้น ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้เทคโนโลยี LED-backlit ได้แก่ Sony Bravia 46X450A, เป็นต้นLED Edge-lit LCD TV หมายถึงจอ LCD TV ที่ติดตั้งหลอด LED สีขาวไว้ตามขอบทั้งสี่ด้านของจอ จึงทำให้ผู้ผลิตสามารถออกแบบจอให้มีความบางมากๆ ได้ และถึงแม้ LCD TV ประเภทนี้ถึงแม้จะไม่สามารถสั่งปิด backlight เป็นกลุ่มๆ ได้เหมือนแบบแรก แต่ด้วยอานิสงส์ของหลอด LED จึงทำให้ภาพที่แสดงมีมิติมากกว่า มีความสว่าง และ contrast ratio สูงกว่า และไล่ระดับสีดำและเทาได้ดีกว่าจอ LCD TV ที่ใช้ CCFL backlight ทั่วไป ตัวอย่างของ LCD TV ที่ใช้ LED Edge-lit ได้แก่ Sony Bravia EX700, NX700 และ NX800 series เป็นต้นSony Bravia EX700Sony Bravia NX700หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการเลือกซื้อ LED TV ของทุกๆ ท่าน และติดตามข่าวสารและบทความดีๆ เกี่ยวกับ HDTV ได้ที่นี่นะครับ LCDSPEC.
เล่นภาพยนตร์ทุกฟอร์แมตที่ระดับ 1080p กับ Buffalo’s LT-V100 Link Theater
หากตอนนี้ใครยังไม่มีเครื่องเล่นไฟล์ผ่านแลน หรือ media streamer ตอนนี้ทาง Buffalo ได้ออก เครื่องเล่นภาพยนตร์ตัวใหม่ในชื่อ LT-V100 Link Theater โดยให้ช่องสัญญาณมาอยางเพียงพอต่การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น HDMI Composite Audio Out แบบ Analog 3.5mm และ Digital Optical สามารถเล่นไฟล์ได้ทั้ง 1080p หรือ upscale ก็ได้ ผ่านทาง Ethernet หรือจะต่อตรงกับสื่อบันทึก อย่าง Ext. Harddisk ผ่านทาง USB ก็ได้ ซึ่งสามารถเล่นไฟล์มาตรฐานได้แทบจะทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น RealVideo MPEG WMV Xdiv รวมถึงไฟล์รูปภาพและเพลงอีกด้วย โดยจะเริ่มวางจำหน่ายภายในสิ้นเดือนนี้ที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้ตั้งราคาไว้ที่ 11,500 เยนหรือประมาณ 4,500 บาทที่มา : engadget.comหากตอนนี้ใครยังไม่มีเครื่องเล่นไฟล์ผ่านแลน หรือ media streamer ตอนนี้ทาง Buffalo ได้ออก เครื่องเล่นภาพยนตร์ตัวใหม่ในชื่อ LT-V100 Link Theater โดยให้ช่องสัญญาณมาอยางเพียงพอต่การใช้งาน ไม่ว่าจะเป็น HDMI Composite Audio Out แบบ Analog 3.5mm และ Digital Optical สามารถเล่นไฟล์ได้ทั้ง 1080p หรือ upscale ก็ได้ ผ่านทาง Ethernet หรือจะต่อตรงกับสื่อบันทึก อย่าง Ext. Harddisk ผ่านทาง USB ก็ได้ ซึ่งสามารถเล่นไฟล์มาตรฐานได้แทบจะทุกค่าย ไม่ว่าจะเป็น RealVideo MPEG WMV Xdiv รวมถึงไฟล์รูปภาพและเพลงอีกด้วย โดยจะเริ่มวางจำหน่ายภายในสิ้นเดือนนี้ที่ญี่ปุ่น ซึ่งได้ตั้งราคาไว้ที่ 11,500 เยนหรือประมาณ 4,500 บาทที่มา : engadget.com
ชมสาวๆ Commart X’Gen พร้อมเดินเล่นชิลๆ ไปกลับ LCDSPEC ในรูปแบบ VDO กัน
และแล้วก็เข้าสู่วันสุดท้ายของงาน Commart X’Gen 2010 กันแล้ว ส่วนใครยังไม่ได้เสียตังค์ก็คงต้องบอกว่ารีบๆ กันหน่อย เพราะอีกหลายเดือนกว่าจะได้เสียตังค์กันใหม่ และที่ขาดกันไม่ได้เช่นเคยกับสีสันของงาน Commart นั่นก็คงเหล่าสาวๆ ที่ทำให้การเดินซื้อสินค้าในงานเป็นเรื่องที่สนุกมากยิ่งขึ้น แล้วมีหรือที่ LCDSPEC จะไม่นำภาพมาฝากไว้ให้แฟนๆ ได้ชมกัน พร้อมทั้งมีในส่วนของ VDO พาชมบูธ Digital Bestbuy อีกด้วยครับ ยังไงติดตามชมกันได้ในหน้าสุดท้ายครับ แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งเสียเวลาไปกับสิ่งใด เรามาชมภาพสาวๆ กันก่อนเลยดีกว่า
แอลจีเปิดตัว LG Retro Classic TV ดีไซน์ย้อนยุคผสานเทคโนโลยีร่วมสมัย
กรุงเทพฯ 15 กรกฏาคม 2553 – บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยโฉม LG Retro Classic TV ทีวี Ultra Slim ดีไซน์สุดเก๋ ขนาด 14 นิ้ว เสาอากาศแบบหูกระต่าย และขาตั้งที่สามารถถอดออกได้ ให้อารมณ์ย้อนยุคด้วยปุ่มเปลี่ยนช่อง และปรับระดับเสียงแบบหมุนที่ตัวเครื่องพร้อมเทคโนโลยีหลอดภาพ CRT ที่ให้อัตราส่วนของการแสดงผลแบบ 4:3 นอกจากนี้ LG Retro Classic TV ยัง มาพร้อมเทคโนโลยีร่วมสมัยที่สามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว ด้วยโหมดการแสดงภาพให้เลือกรับชมได้หลากหลายทั้งโหมดสีภาพแบบปกติ ภาพขาวดำ หรือซีเปีย พร้อมช่องต่อ Antenna และช่องต่อ AV เพิ่มความสะดวกสบายด้วยฟังค์ชั่นการตั้งเวลาเปิด-ปิดเครื่อง และรีโมทสำหรับควบคุมการทำงานของทีวี โดย LG Retro Classic TV มีให้เลือก 2 สี คือ สีส้ม-ขาว และสีน้ำตาล-ขาว ราคา 3,990 บาทสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ข้อมูลแอลจี โทร. 02-878-5757 หรือ www.lg.com/thที่มา : บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
หลักการสำคัญในการเลือกซื้อ HDTV และ LCD TV
By: admin | Date: 19 January 2009 | อ่าน 11,621 | 1 ความเห็น

HDTV เผยโฉมมาทักทายและทำความรู้จักกับเรามานานหลายปีพอสมควร แต่ก็เช่นเดียวกับเทคโนโลยีส่วนใหญ่

HDTV ก็ต้องการเวลาระยะช่วงหนึ่งในการปรับแต่งอะไรหลายๆ อย่างให้อยู่ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่ของราคา ดังนั้นที่ผ่านมา ถ้าคุณไม่ได้รวยจริงๆ คงยากที่จะมีโอกาสครอบครอง เพราะราคาของโทรทัศน์ความละเอียดสูงในช่วงที่ออกมาใหม่ๆ นั้น พอให้คุณถอยรถยนต์ป้ายแดงมาขับได้เลย
hdtv-1
อย่างไรก็ดี นั่นก็เป็นเรื่องของอดีต เพราะในปัจจุบันราคาของ HDTV ลดต่ำลงมาก แม้จะยังแพงอยู่ แต่ก็อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเทียบกับขนาดของจอ และความคมชัดที่ได้รับ จึงไม่แปลกที่ในหลายๆ ประเทศ HDTV ได้ทยอยเข้าไปตั้งแทนที่ทีวีแบบเดิมในห้องรับแขก ห้องนอน ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ
hdtv-2
ในต่างประเทศ สื่อส่วนใหญ่ฟันธงอย่างไม่กลัวหน้าแตกว่า เวลาของ HDTV มาถึงแล้ว เพราะสถานีโทรทัศน์ช่องปกติหรือฟรีทีวี (เทียบกับบ้านเราก็อย่างเช่นช่อง 3 5 7 9 และ 11) เริ่มแพร่ภาพในแบบ high-definition มากขึ้นทุกวัน รายการดังๆ ทั้งหลาย ไปจนถึงการถ่ายทอดสดกีฬาอย่างอเมริกันฟุตบอลหรือบาสเก็ตบอล ก็ล้วนแต่ออกอากาศแบบ HD แล้ว นี่ยังไม่นับเคเบิลทีวีที่เริ่มต้นไปก่อนหน้าฟรีทีวีด้วยซ้ำ
หันกลับมามองที่บ้านเรา การแพร่ภาพแบบ HD ของฟรีทีวีดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกลจากความเป็นจริงอยู่พอสมควร เพราะยังไม่เห็นแม้แต่เค้าลางของการเริ่มต้น มีก็แต่เคเบิลทีวีในบ้านเรา ที่เริ่มทดสอบหรือทดลองแพร่ภาพแบบ high-def ตามงานอีเวนต์ที่ตัวเองจัดบ้างเป็นครั้งคราว

hdtv-3

แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับการที่สมาชิกจะได้ใช้บริการ ดังนั้นคำพูดที่ว่าถึงเวลาของ HDTV แล้ว จึงน่าจะเหมาะสำหรับบางกลุ่มหรือบางคนเท่านั้น
กลุ่มที่ว่าก็คือ เหล่าบรรดาคอหนังตัวจริงเสียงจริงไปจนถึงผู้ที่รักการชมภาพยนตร์ กับกลุ่มของผู้ชื่นชอบการเล่นเกม ทั้งนี้เพราะคอนเทนต์แบบ high-def ที่เป็นทางเลือกสำหรับชาวไทยในปัจจุบันนั้น หลักๆ แล้วก็จะมีเฉพาะที่อยู่ในรูปของภาพยนตร์บนแผ่น HD-DVD หรือไม่ก็ Blue-ray กับในรูปของเกมผ่านทางเครื่องเล่นเกมคอนโซลรุ่นใหม่ๆ แต่เราเชื่อว่านั่นก็เพียงพอที่จะทำให้ HDTV ขึ้นแท่นความนิยมในใจของใครหลายๆ คนได้ไม่ยาก
การมีโทรทัศน์จอยักษ์ที่ฉายโฮมวิดีโอซึ่งคุณถ่ายเองด้วยกล้องแบบ HD ให้ญาติพี่น้องนับสิบได้ดูพร้อมกัน ในบรรยากาศอบอุ่นแบบครอบครัว หรือทีวีจอใหญ่ที่ให้คุณชมภาพยนตร์ได้อย่างเต็มอารมณ์ ในบรรยากาศน้องๆ การรับชมในโรง ก็เป็นเรื่องที่ยากจะปฏิเสธอยู่เหมือนกัน ยิ่งคุณต้องการทีวีจอใหญ่เท่าไร คุณภาพของสัญญาณแบบ high-def ก็จะกลายมาเป็นเรื่องจำเป็นมากขึ้น เพราะสัญญาณภาพแบบปกติ (standard definition) ที่แพร่ภาพอยู่ในทุกวันนี้ ถ้าแสดงบนจอขนาด 40 นิ้วขึ้นไป จะเห็นถึงความหยาบของภาพได้อย่างชัดเจน เช่นเดียวกับรถหรูๆ HDTV ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น แต่ใครก็อยากได้ ถ้าคุณมีกำลังมากพอ และสนใจอยากได้เครื่องใช้ไฟฟ้าสุดหรูนี้มาครอบครอง เรามีคำแนะนำในการเลือกซื้อมาบอกคุณ

hdtv-4

และด้วยราคาไม่ใช่ถูกๆ ของ HDTV หรือ LCD-TV ทำให้คุณอาจต้องใช้เวลาพิจารณามากสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับการเลือกว่า HDTV แบบไหนที่เหมาะกับคุณ จะเป็นจอแอลซีดีที่สว่าง จอพลาสมาที่ให้ความคมชัดแม้กับภาพที่ออกโทนดำ หรือแบบเรียลโปรเจ็กชันที่ใหญ่ได้ใจเมื่อเทียบกับราคา อย่างไรก็ดี ขนาดของจอที่คุณต้องการ กับงบที่คุณมีอยู่ จะเป็นตัวกำหนดว่าเทคโนโลยีแบบไหนที่เหมาะกับคุณในระดับหนึ่ง
สำหรับ HDTV ที่ขนาดราว 36 นิ้ว ที่เป็นจอแบบ CRT เหมือนที่ใช้อยู่ในทีวีทั่วไปทุกวันนี้ ยังถือว่าเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอยู่ และภาพที่ได้บนหน้าจอก็ยังไม่ถึงกับโดนเทคโนโลยีใหม่ๆ ทิ้งห่างไปไกลนัก แต่ข้อเสียที่ชัดเจนของทีวีแบบ CRT ก็คือเรื่องของน้ำหนักและขนาดที่ใหญ่เทอะทะ จุดนี้เองที่ทำให้ทีวีแบบ LCD-TV แทรกตัวเข้ามากลายเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า โดยนอกจากจะเบาและบาง อีกทั้งมีดีไซน์ที่สวยงามเข้ากับการตกแต่งภายในบ้าน และหาที่ตั้งวางได้ไม่ยากแล้ว แอลซีดีทีวียังให้ภาพที่สว่าง และแทบไม่มีแสงสะท้อนบนหน้าจออีกด้วย
อย่างไรก็ดี ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของการควบคุมคุณภาพ dead pixel บนจอ ซึ่งยิ่งจอมีขนาดใหญ่เท่าไร ก็ยิ่งควบคุมได้ยากเท่านั้น ทำให้แอลซีดีทีวีที่มีขนาดเกิน 42 นิ้วขึ้นไป จะเริ่มมีราคาแพงจนไม่คุ้มค่าสักเท่าไร และนั่นทำให้โทรทัศน์แบบพลาสมากลายมาเป็นตัวเลือกที่คุ้มกว่าในความคิดของเรา โดยทั่วไปแล้ว จอพลาสมาที่วางขายจะมีขนาด 37 นิ้วขึ้นไป จนถึง 103 นิ้ว และก็เป็นตัวเลือกที่เราชอบที่สุดในการใช้รับชมภาพยนตร์บนแผ่น HD-DVD, Blue-ray รวมไปถึงดีวีดี
แต่ถ้าคุณต้องการจอใหญ่มากๆ ในราคาที่คุ้มสุดๆ ก็คงต้องมองหาทีวีแบบเรียลโปรเจ็กชัน (rear-projection) หรือ RPTV ซึ่งมีขนาดตั้งแต่ 42 นิ้วไปจนถึงเกิน 70 นิ้ว เพราะถ้าเทียบราคาต่อขนาดของจอแล้ว โทรทัศน์แบบเรียลโปรเจ็กชันจะมีราคาถูกที่สุด แต่ RPTV ก็มีข้อเสียตรงที่องศาในการมองจะแคบกว่าเทคโนโลยีอื่นๆ ทำให้ถ้าคุณนั่งขยับเอียงออกมาจากจอมากๆ ทั้งสีและความสว่างของภาพบนจอจะเพี้ยนไป แต่ถ้าคุณนั่งอยู่ตรงกับหน้าจอ ก็ไม่มีปัญหา
นอกจากประเภทของเทคโนโลยีแล้ว อีกจุดหนึ่งที่คุณต้องพิจารณาด้วยในการเลือกซื้อ HDTV ก็คือ ช่องอินพุตสัญญาณวิดีโอที่มีให้ ว่าตรงกับที่คุณต้องการหรือตรงกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่คุณมีอยู่หรือเปล่า ช่องอินพุตส่วนใหญ่ที่ใช้กับวิดีโอแบบ high-def ก็คือคอมโพเนนต์วิดีโอกับ HDMI (High-Definition Multimedia Interface) โดยแบบแรกจะใช้มากในเครื่องเล่นดีวีดีกับเครื่องเล่นเกมคอนโซล และ HDTV ส่วนใหญ่ก็มักจะมีช่องอินพุตนี้ให้อย่างน้อย 2 ชุด แต่ถ้าอุปกรณ์อย่างเครื่องเล่น HD-DVD ของคุณให้สัญญาณแบบดิจิตอล คุณก็ควรมองหาช่องอินพุตแบบดิจิตอลอย่าง HDMI หรือ DVI เพราะจะให้คุณภาพสัญญาณที่ดีกว่า ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว HDTV ที่วางขายในทุกวันนี้ก็มักจะมีช่องอินพุตสัญญาณดิจิตอลให้ 2 ชุดเป็นอย่างต่ำเช่นกัน

 
 
Comments ความคิดเห็น (1)
XBOXER360 (15.211.153.xxx) | 18/05/2552 : 15:05      

คงต้องซื้อมาต่อกับ XBOX360 หรือ PS3 ถึงจะคุ้มน่ะครับ

ความคิดเห็นที่ 1

     ร่วมแสดงความคิดเห็น / ไม่มีการตอบกลับ

LCD SPEC COMMENT
 
user/password เดียวกับเว็บบอร์ด สมัครสมาชิก
Username: Password:
ความคิดเห็น :
 
 
 
Tag: 3D 1080p Acer benq Blu-ray Blu-ray player Bravia Brochure ces commart DLNA DVI full hd Full HD 1080P hd HDMI HDTV iphone lcd LCD monitor lcd tv LED LED backlight LED Backlit LED Monitor LED TV LG monitor Netflix OLED OLED TV Panasonic Philips Plasma Plasma TV PS3 Samsung sharp Sony Toshiba tv USB VGA Viera wifi
COPYRIGHT@2010 LCDSPEC.COM ALL RIGHTS RESERVED.
 0 Users Online